บทที่ 228: ต้นฉบับอาจารย์เฒ่า
ช่วงเวลาที่เด็กๆ กำลังวิ่งเล่นส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอย่างสนุกสนานในสนามของโรงเรียน ทางฝั่งของเฉินชิงที่อยู่ในแผนกก็เริ่มจะจับจังหวะและปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการทำงานได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
เฉินชิงได้แต่หัวเราะให้ตัวเองในใจ สงสัยนี่คงเป็นชะตาของคนที่เกิดมาเพื่อใช้แรงงานโดยเฉพาะ ยิ่งร่างกายต้องเจอกับความเหนื่อยล้าและความยากลำบากมากเท่าไหร่ สัญชาตญาณการปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเป็นเท่าตัว
เธอถอดถุงมือทำงานที่ใช้ป้องกันอันตรายออก ก่อนจะเดินไปถามหัวหน้าทีมล่วงหน้าเผื่อเอาไว้
"หัวหน้าคะ พอจะทราบตารางงานของสัปดาห์หน้าหรือยังคะ"
ปกติแล้ววันหยุดประจำของเธอคือวันพฤหัสบดีกับวันศุกร์ ซึ่งหมายความว่าวันเสาร์อาทิตย์คือช่วงเวลาที่ต้องมาทำงาน แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการจัดตารางของหัวหน้าทีมอีกที
หัวหน้าทีมกะดึกบอกสั้นๆ "กะกลางวัน"
การทำงานกะกลางวันตลอดมันก็ดี หรือถ้าจะเป็นกะดึกไปเลยก็ยังพอรับไหว แต่การที่ต้องสลับกะไปๆ มาๆ แบบนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการจับเธอมาทรมานดีๆ นี่เอง
"หยุดวันจันทร์กับอังคารนะ"
"ได้เลยค่ะ"
เฉินชิงหยิบถุงมือทำงานของตัวเองแล้วเดินตรงกลับบ้านพักทันที
ทางด้านผู้จัดการเสิ่นที่มักจะหาเวลามาด้อมๆ มองๆ การทำงานของเฉินชิงเป็นประจำทุกวัน ได้เปรยขึ้นกับเลขานุการส่วนตัว
"เธอคนนั้นคงไม่ได้กำลังวางแผนจะชิงตำแหน่งพนักงานดีเด่นของโรงงานหรอกใช่ไหม"
เลขานุการเองก็ไม่แน่ใจนัก "เรื่องนี้บอกยากเหมือนกันครับ"
เพราะมีข่าวลือหนาหูว่าผลงานของหัวหน้าทีมเฉินในแผนกเหล็กเก่านั้นโดดเด่นแซงหน้าเพื่อนร่วมงานผู้ชายไปแล้วกว่า 80% ส่วนอีก 20% ที่เหลือนั้น
ดูทรงแล้วก็คงเป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้นที่เธอจะสามารถก้าวข้ามไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก การคัดแยกเศษเหล็กถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนก มันไม่ได้อาศัยแค่พละกำลังเพียงอย่างเดียว
แต่ยังต้องใช้สมองในการวิเคราะห์ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าเฉินชิงจะมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งสองอย่าง
แต่ตัวเฉินชิงเองกลับไม่ได้มีความคิดที่จะช่วงชิงตำแหน่งพนักงานดีเด่นอะไรนั่นเลยสักนิด ในเมื่อตอนนี้องค์กรกำลังอยู่ในช่วงประเมินผลงานของเธอ
สิ่งที่เธอต้องทำก็คือการสร้างโปรไฟล์และสะสมคุณงามความดีให้กับตัวเองไปเรื่อยๆ เพราะในยุคสมัยที่สถานะทางการเมืองมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดแบบนี้
ถ้าไม่พยายามดิ้นรนเพื่อถีบตัวเองให้สูงขึ้นแล้วจะให้เหนื่อยไปเพื่ออะไรกันเล่า ก็เพื่อให้ในอนาคตจะได้มีปากมีเสียงกับเขาบ้างยังไงล่ะ
เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าบนโต๊ะอาหารมีของอร่อยละลานตาวางรออยู่แล้ว แม้ช่วงนี้ร่างกายจะเหนื่อยล้ากว่าปกติ
แต่ดูเหมือนว่าน้ำหนักตัวจะไม่ลดลงเลยสักนิด ซึ่งเธอมั่นใจว่าเป็นเพราะอาหารการกินที่ดีเกินไปนี่แหละ เธอกะว่าถ้าได้ทำงานอยู่ในแผนกนี้ต่อไปอีกสักพัก รับรองว่ากล้ามท้องของเธอต้องขึ้นเป็นลอนสวยงามอย่างแน่นอน
และเมื่อถึงวันนั้น เธอจะไปขอร้องแกมบังคับให้เถียนเมิ่งหย่าช่วยไปยืมกล้องถ่ายรูปมาบันทึกภาพประวัติศาสตร์นี้เก็บเอาไว้ให้จงได้
พอแก่ตัวไปเมื่อไหร่จะได้วานให้ลูกหลานเอารูปไปโพสต์ลงอินเทอร์เน็ตพร้อมกับคำบรรยายอวยยศเก๋ๆ ว่า 'นี่คือโฉมงามของคุณย่าฉันในวัยสาว' รับรองว่าช่องคอมเมนต์ต้องลุกเป็นไฟด้วยคำชมอย่างแน่นอน
แค่คิดภาพตาม เฉินชิงก็อารมณ์ดีขึ้นมาเป็นกอง เธอใช้เวลาพักผ่อนอยู่ที่บ้านอย่างเต็มอิ่มตลอด 2 วันเต็มๆ ส่งผลให้งานตัดเย็บเสื้อผ้าที่รับเอาไว้ต้องถูกพักไปโดยปริยาย
แต่ในทางกลับกัน บทความที่เธอได้ส่งไปยังสำนักพิมพ์กลับกำลังจะสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่
"เหรินหมินกงอี้" คือชื่อของหนังสือพิมพ์ที่เปรียบเสมือนพื้นที่สำหรับให้ความรู้และสอนมวลชนในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ในยามปกติมันแทบจะไม่เป็นที่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย
เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ในนั้นมีแต่คำขวัญปลุกใจ ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนต้องการซื้อไปฝากญาติผู้ใหญ่ ก็แทบจะไม่มีใครยอมควักเงินซื้อมันเลย
แต่เมื่อหลายปีก่อน บทความเกี่ยวกับการเลี้ยงสุกรที่ตีพิมพ์ลงไปกลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเพราะเนื้อหาที่นำไปใช้ได้จริง องค์กรจึงมีมติให้รวบรวมองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์จากชาวบ้านต่อไป และยังคงรักษาสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับนี้ไว้
หัวหน้าบรรณาธิการไป๋กำลังนั่งไล่เปิดอ่านจดหมายจากทางบ้านเหมือนเช่นทุกวัน เขาให้ความสำคัญกับจดหมายทุกฉบับเป็นอย่างดี
เพราะนานทีปีหนจะมีคนส่งเข้ามาสักครั้ง แต่เนื้อหาบางอย่างก็สุดโต่งเกินกว่าจะนำมาตีพิมพ์ได้ ขืนทำแบบนั้นก็เท่ากับเป็นการเร่งวันตายให้กับ
"เหรินหมินกงอี้" เข้าไปอีก ขณะที่กำลังพลิกดูจดหมายทีละฉบับ สายตาของเขาก็พลันไปสะดุดเข้ากับซองเอกสารที่หนาเป็นพิเศษ เขาค่อยๆ บรรจงเปิดมันออกอย่างเบามือ ก่อนที่ภาพร่างซึ่งถูกวาดด้วยลายเส้นอันเฉียบคมและพริ้วไหวจะปรากฏสู่สายตา
บทเรียน "เก๋อมิ่งเจี้ยอี" คือชื่อของมัน
เนื้อหาเริ่มต้นด้วยการสอนเทคนิคการเย็บแบบซ่อนด้ายอย่างง่ายๆ ก่อนจะค่อยๆ ไต่ระดับไปสู่เทคนิคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งแต่ละเทคนิคก็มีชื่อเรียกเฉพาะตัวที่แฝงไปด้วยนัยยะทางการเมือง
ไม่ว่าจะเป็น 'ความสามัคคีของกรรมกรและชาวนา' หรือ 'ข้าวโพดแห่งการเก็บเกี่ยว' ก็ตาม แต่ละแบบล้วนมีความคิดสร้างสรรค์และอยู่ในกรอบของกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการอธิบายขั้นตอนและเทคนิคการตัดเย็บที่ละเอียดและเข้าใจง่าย โดยมีหัวใจหลักของเนื้อหาทั้งหมดอยู่ที่แนวคิด 'ขยันหมั่นเพียร ประหยัด และนำผ้าเก่ากลับมาใช้ใหม่'
นี่คือองค์ความรู้ที่มีคุณค่าอย่างมหาศาล ไม่ต้องสงสัยเลย
มันทั้งเรียบง่าย นำไปใช้ได้จริง แถมยังน่าสนใจอีกต่างหาก เนื้อหาไม่ได้ดูน่าเบื่อเหมือนตำราเรียนวิชาชีพ แต่กลับอัดแน่นไปด้วยความรู้ที่แม้แต่นักเรียนหญิงในโรงเรียนอาชีวศึกษาแผนกตัดเย็บก็อาจจะยังไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อน
หัวหน้าบรรณาธิการไป๋อ่านไปพลาง ดวงตาก็ลุกวาวไปด้วยความตื่นเต้น เขารีบสั่งให้ลูกน้องไปทดลองทำตามขั้นตอนในต้นฉบับทันที หากทุกอย่างเป็นไปตามนั้นจริง บทความนี้จะได้ลงตีพิมพ์ในเร็ววัน
ดูจากฝีมือแล้ว ผู้เขียนน่าจะเป็นอาจารย์ช่างอาวุโสที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมานาน และที่สำคัญคือน่าจะยังไม่มีลูกศิษย์ลูกหา ไม่เช่นนั้นคงไม่ใจกว้างพอที่จะยอมถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมดที่สั่งสมมาทั้งชีวิตให้กับคนแปลกหน้าจำนวนมากขนาดนี้
เขาทั้งดีใจและตื่นเต้นจนเนื้อเต้น เขากล้ารับประกันเลยว่าทันทีที่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้วางแผง จะต้องมีสหายหญิงทั่วประเทศแห่กันมาซื้อมันกลับบ้านอย่างแน่นอน
ทางกองบรรณาธิการเองก็ต้องมานั่งประชุมกันอย่างจริงจังเพื่อกำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับอาจารย์ท่านนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าท่านอาจจะกำลังเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตอย่างแสนสาหัส ถึงได้ตัดสินใจมอบสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ให้กับพวกเขา ทางสำนักพิมพ์จะต้องดูแลและต่อสู้เพื่อผลประโยชน์สูงสุดให้กับท่าน
บรรยากาศในที่ประชุมเต็มไปด้วยความคึกคัก ทุกคนต่างถกเถียงถึงคุณค่าและความสำคัญของ "เก๋อมิ่งเจี้ยอี" กันอย่างออกรส ยิ่งพูดยิ่งอิน ยิ่งถกเถียงก็ยิ่งฮึกเหิมราวกับว่าพวกเขาได้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยฉุดชีวิตของอาจารย์ท่านนั้นขึ้นมาจากความมืดมิด
แน่นอนว่าเฉินชิงไม่ได้รับรู้ถึงความวุ่นวายที่เธอก่อขึ้นเลยแม้แต่น้อย
หลังจากได้นอนตีพุงพักผ่อนมา 2 วันเต็มๆ เธอก็กลับมาเข้ากะกลางวันในเช้าวันพุธ
หยางซิวจิ่นมายืนดักรอเธออยู่ที่หน้าแผนกหลอมเหล็กตั้งแต่ไก่โห่ พอเห็นร่างของหญิงสาวเดินมาแต่ไกล เขาก็รีบปรี่เข้าไปทักทาย
"สหายเฉิน ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับ"
"ก็หวังว่าชาตินี้ทั้งชาติ เราจะไม่ต้องโคจรมาเจอกันอีก" เฉินชิงพนมมือขึ้นอย่างนอบน้อม ก่อนจะโค้งคำนับให้เขา 3 ครั้งอย่างสวยงาม
สีหน้าของหยางซิวจิ่นแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำในบัดดล
เหล่าคนงานที่กำลังจะเดินเข้าแผนกต่างพากันเบือนหน้าหนีไปอีกทางเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่แทบจะหลุดออกมา
หยางซิวจิ่นแย้ง "นี่คุณกำลังงมงายเรื่องไสยศาสตร์อยู่นะครับ"
"พูดแบบนั้นได้ยังไงกันคะ ฉันก็แค่แสดงความเคารพต่อคุณในฐานะหัวหน้าแผนกหยางผู้ยิ่งใหญ่แห่งฝ่ายพลาธิการ ที่อุตส่าห์สละเวลาอันมีค่ามาใส่ใจพนักงานตัวเล็กๆ อย่างฉัน แค่นี้ก็ซาบซึ้งจนน้ำตาจะไหลแล้วค่ะ"
ว่าแล้วเธอก็เตรียมจะไหว้อีก 3 ครั้งรวด
หยางซิวจิ่นรีบชิงหลบไปด้านข้าง "พอเลย ผมมีเรื่องจริงจังจะคุยด้วย"
"99.99% ต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆเลยค่ะ" เธอพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ
หยางซิวจิ่นสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ "เป็นเรื่องดีครับ"
เฉินชิงสวนกลับทันควัน "แต่ฉันไม่อยากฟังค่ะ"
ความอดทนของหยางซิวจิ่นเริ่มจะขาดผึง "ผมช่วยให้คุณออกไปจากแผนกบ้าๆ นี่ได้นะครับ จะได้ไม่ต้องมาทนลำบากแบบนี้อีกต่อไป"
"หัวหน้าหยาง นี่คุณกำลังพูดอะไรอยู่คะ ฉันเป็นแค่เด็กกำพร้าคนหนึ่ง การที่โรงงานเครื่องจักรเมตตาให้โอกาสฉันได้มีงานทำก็ถือเป็นพระคุณอย่างสูงแล้ว”
“จะให้เนรคุณรังเกียจงานได้ยังไงกันคะ ชนชั้นกรรมาชีพคือกลุ่มคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปฐพีนี้ และฉันจะขอพิทักษ์สถานะแรงงานของฉันไว้ชั่วชีวิต"
เฉินชิงพนมมือขึ้นอีกครั้ง
หยางซิวจิ่นเห็นแล้วถึงกับขยาด "คุณไม่คิดว่างานในแผนกมันหนักหนาสาหัสไปหน่อยหรือไง จะทนทำไปได้อีกสักกี่น้ำกัน"
"ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีว่าแผนกเหล็กเก่าของเรากำลังจะลงแข่งขันชิงธงแดงดีเด่น และภายใต้การนำของฉันซึ่งเป็นสมาชิกพรรคสำรอง เรามีโอกาสชนะถึง 90% "
เฉินชิงยกยิ้มที่มุมปาก "คนมันจะเก่ง อยู่ที่ไหนมันก็เก่งค่ะ ไม่เหมือนคุณที่ต้องเหยียบหัวผู้หญิงเพื่อไต่เต้าขึ้นไป น่าสมเพช"
หยางซิวจิ่นถึงกับเลือดขึ้นหน้า "!!!"
ความโกรธที่พุ่งพล่านทำให้เขารู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาอีกครั้ง มันเป็นความเจ็บปวดราวกับมีใครเอามีดมาสับและเอาขวานมาจามที่กลางกบาล
ให้ตายเถอะ!
เขาไม่น่าหลงเชื่อยัยซูม่านม่านนั่นเลยจริงๆ
นอกจากจะโง่แล้วยังจะพาคนอื่นซวยไปด้วยอีก เขาเองก็ดันมาพลาดท่าโดนหลอกใช้ไปกับยัยนั่นด้วย
หยางซิวจิ่นรู้สึกได้ถึงรสคาวเลือดในลำคอ
บรรดาไทยมุงที่แอบดูอยู่ห่างๆ ต่างพากันสูดปาก นี่มันไม่ใช่แค่การตบหน้า แต่มันคือการกระทืบซ้ำแล้วขยี้ให้จมดินชัดๆ
เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะระงับอารมณ์ที่เดือดพล่าน ก่อนจะเค้นรอยยิ้มออกมา "ผมแค่อยากจะช่วยคุณ ทำไมคุณต้องตั้งป้อมเป็นศัตรูกับผมด้วย"
"ฉันก็แค่พูดความจริง ทำไมคุณต้องหัวร้อนขนาดนั้นด้วยล่ะคะ" แววตาของเฉินชิงคมกริบ เธอค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาเขาช้าๆ
หยางซิวจิ่นกลับเป็นฝ่ายถอยหลังหนี พร้อมกับพูดเสียงสั่น "คิดจะทำร้ายผู้บังคับบัญชาเหรอ จะโดนหักเงินเดือนเอานะครับ
ดูเหมือนว่ากฎเหล็กที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะข้อนี้ จะกลายเป็นประโยคยอดฮิตที่เหล่าหัวหน้าชอบเอามาพูดกับเธออยู่เรื่อย
เฉินชิงรู้สึกว่ามันชักจะน่าเบื่อ เธอจึงหมุนตัวแล้วเดินเข้าแผนกไปอย่างไม่ใยดี
แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นวันซวยของเธอ เพราะนอกจากหยางซิวจิ่นแล้ว ยังมีจ้าวกวางหรงตามมาสมทบอีกคน
สายตาของจ้าวกวางหรงนั้นอาบไปด้วยยาพิษจนแทบจะทะลักออกมา เขามองเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "เฉินชิง ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีไหม"
"สบายดีกว่าคุณก็แล้วกันค่ะ" เฉินชิงยิ้มร่า
"อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปตั้งเยอะเพื่อที่จะเล่นงานฉัน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้อะไรกลับไปเลยสักอย่าง รู้สึกเจ็บใจบ้างไหมล่ะคะ"
[จบบท]