บทที่ 23: ของเหลือจากโต๊ะอาหาร
หากโชคชะตาไม่เล่นตลกให้เธอต้องมาพบกับเฮ่อหย่วนโดยบังเอิญ และเรื่องราวสุดประหลาดในวันนั้นไม่ได้เกิดขึ้น
ตอนนี้เฉินชิงคงเอ่ยปากยอมรับออกไปอย่างตรงไปตรงมาว่า “ก็แค่ชื่นชมในความหล่อเหลาของนักวิจัยเฮ่อเท่านั้นแหละค่ะ”
แต่เมื่อเรื่องวุ่นวายได้เกิดขึ้นแล้ว หากเธอยังกล้าพูดเช่นนั้นออกไปอีก มีหวังคงได้ถูกคนอื่นมองว่าเป็นพวกวิปลาสแน่ๆ
เฉินชิงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะโค้งคำนับให้เฮ่อหย่วนจนสุดตัว
“ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ เรื่องก่อนหน้านี้ที่ฉันนำชื่อของคุณไปแอบอ้าง เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการนัดดูตัวที่ไม่ได้เต็มใจ ฉันไม่คาดคิดเลยว่ามันจะบานปลายจนส่งผลกระทบใหญ่โตขนาดนี้ ฉันขอโทษคุณจากใจจริงค่ะ”
“ฉันขอใช้ชาแก้วนี้แทนคำขอโทษนะคะ”
สิ้นคำ เธอก็ยกแก้วชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
ผู้จัดการเสิ่นซึ่งนั่งมองเหตุการณ์อยู่ด้วยความสนใจ ก็ได้ทีเอ่ยขึ้นมา
“ดื่มชาเปล่าๆ มันจะไปสนุกอะไรล่ะ เสี่ยวเฉิน ไม่ลองดื่มเหล้าดูหน่อยเหรอ แบบนั้นมันแสดงความจริงใจได้ดีกว่าตั้งเยอะ จริงไหมล่ะ”
ทางด้านเฮ่อหย่วนที่นั่งนิ่งเงียบมาตั้งแต่ต้น ในที่สุดก็ยอมเผยอปากเอื้อนเอ่ยถ้อยคำแรกออกมา
“ไม่จำเป็นหรอกครับ อีกอย่างผมเองก็ไม่ดื่มเหล้า”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าของจัดการเสิ่น
“แหม ที่แท้ก็ช่วยคนสวยปฏิเสธเหล้านี่เอง”
“ผมแค่ไม่อยากบังคับใครให้ดื่ม” เฮ่อหย่วนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
คำพูดที่ตรงไปตรงมาของเขาทำให้ผู้จัดการเสิ่นหน้าเจื่อนลงไปถนัดตา เขาอุตส่าห์ทุ่มเทวางแผนทุกอย่างเพื่อเฮ่อหย่วน แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกอับจนหนทางถาโถมเข้ามาในใจ
“ถ้าอย่างนั้น เรื่องของพวกคุณก็คงเป็นแค่ความเข้าใจผิดที่น่ารักๆ สินะ เอาล่ะๆ กินข้าวกันได้แล้ว”
ตลอดช่วงเวลาที่เหลือ เฮ่อหย่วนยังคงรักษาระยะห่างและท่าทีเฉยเมยไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ราวกับสร้างกำแพงที่มองไม่เห็นขึ้นมาเพื่อกันทุกคนออกไป
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มอึดอัดขึ้นมาทันที เมื่อทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงไอความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวของเฮ่อหย่วน จึงไม่มีใครกล้าที่จะชวนเขาคุยอีก
ระหว่างมื้ออาหาร ผู้จัดการโรงงานเสิ่นถึงกับต้องส่งเลขานุการส่วนตัวให้ไปสืบข่าวมาให้แน่ใจ ว่านักวิจัยเฮ่อคนนี้เป็นพวกเสือผู้หญิงอย่างที่ข่าวลือว่าไว้จริงหรือไม่
เมื่อกลับมาถึงโต๊ะอาหาร ผู้จัดการโรงงานเสิ่นก็เปลี่ยนเป้าหมายทันที เขาเลือกที่จะเมินเฮ่อหย่วน แล้วหันไปพูดคุยกับแขกคนอื่นๆ อย่างสนุกสนานแทน พร้อมทั้งแอบทาบทามผู้ที่มีความสามารถให้มาร่วมงานกับตนได้อีกหลายคน
การที่ได้เห็นคนเก่งๆ มากมายยอมมาร่วมงานด้วย ทำให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวของเขาค่อยๆ จางหายไป
เมื่อมื้ออาหารสิ้นสุดลง เฉินชิงก็ไม่รีรอที่จะจัดการห่ออาหารที่เหลืออยู่บนโต๊ะกลับบ้านอย่างไม่นึกอาย
มีแต่เนื้อล้วนๆ เลยนี่นา มื้อนี้ถือว่าคุ้มสุดๆ แถมยังประหยัดค่ากับข้าวสำหรับวันพรุ่งนี้ไปได้อีกด้วย
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่การกระทำของเธอ เมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขจนไม่อาจปิดบังได้ของหญิงสาว พวกเขาก็พลอยรู้สึกยินดีไปด้วย
หลังจากจัดการห่ออาหารเรียบร้อยแล้ว เฉินชิงก็เดินไปส่งแขกทุกคนที่หน้าประตู ในจังหวะที่เฮ่อหย่วนกำลังจะก้าวเท้าออกไป เธอก็โน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเขาเบาๆ
“รอฉันสักครู่นะคะ”
เมื่อแขกทุกคนกลับไปหมดแล้ว เฉินชิงจึงยื่นม้วนกระดาษร่างแบบที่เขาต้องการให้
“สำหรับเรื่องเมื่อวาน ฉันขอโทษอีกครั้งนะคะ นี่ถือเป็นค่าชดเชยจากฉันค่ะ”
“อืม” เฮ่อหย่วนรับม้วนกระดาษไปถือไว้
“ถ้าอย่างนั้น เรื่องของเราก็ถือว่าจบกันแล้วใช่ไหมคะ”
เฉินชิงภาวนาให้เรื่องราววุ่นวายเมื่อวานจบลงเสียที เพราะมันทำให้เธอดูเหมือนเป็นคนที่คิดไม่ดีกับเขาอยู่ตลอดเวลา
เฮ่อหย่วนตอบกลับสั้นๆ “อืม แล้วก็ต้องขอบคุณคุณด้วย ที่ช่วยทำให้ผมโด่งดังไปทั่วทั้งโรงงานเครื่องจักร”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ ฉันอธิบายเรื่องนี้ได้นะคะ” เฉินชิงรีบแย้ง
“อย่างนั้นเหรอ” เฮ่อหย่วนละสายตาจากม้วนกระดาษขึ้นมาสบตากับเธอชั่วครู่
“แต่ผมไม่อยากฟัง”
ด้วยช่วงขาที่ยาวกว่า ทำให้เขาก้าวเดินได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่เร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย เฉินชิงก็ถูกทิ้งห่างไปไกลแล้ว
อีกทั้งตอนนี้ภายในโรงงานก็ยังมีผู้คนเดินขวักไขว่อยู่มากมาย เธอจึงไม่กล้าพอที่จะวิ่งตามเขาไป
ผู้ชายคนนี้ทำอะไรตามใจตัวเองชะมัด เฉินชิงได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ
เรื่องที่ควรจะจบลงไปตั้งนานแล้ว กลับกลายเป็นว่าเธอต้องมานั่งกังวลใจกับมันอีกจนได้
แต่ก็ไม่เป็นไร เธอเตรียมแผนรับมือเขาไว้แล้ว
แบบร่างมีตั้งหลายแผ่น เธอก็ไม่เคยบอกสักหน่อยว่าจะให้เขาไปทั้งหมด
เดิมทีเธอตั้งใจจะใส่จุดที่ผิดพลาดไว้สองแห่งในแบบร่างทั้งสองฉบับ แต่ในเมื่อเขาทำตัวหยิ่งยโสไม่ยอมรับฟังคำอธิบายจากเธอเอง
แบบนี้ก็ช่วยไม่ได้แล้วนะ เฉินชิงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหิ้วกล่องอาหารเดินกลับบ้านไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องทำงานล่วงเวลา แถมยังไม่ได้โทรไปบอกเด็กทั้งสองคนไว้ล่วงหน้าอีกด้วย สองพี่น้องที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย พอได้ยินคำพูดของน้าสาวที่ว่าเคยถูกคนใส่ร้าย ก็พากันจินตนาการไปต่างๆ นานา
สองพี่น้องนั่งกอดเข่าซบไหล่กันอยู่ตรงธรณีประตูที่ทาด้วยสีฟ้าซึ่งบัดนี้ซีดจางลงไปตามกาลเวลา
ทั้งสองไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา มีเพียงความเงียบที่โรยตัวอยู่รอบกาย แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังคงเงี่ยหูฟังทุกสรรพเสียงที่ดังขึ้นบนโถงทางเดินอย่างตั้งใจ
ภายในห้องมืดสนิทเพราะไม่มีใครเปิดไฟ ต่อให้ใครคนใดคนหนึ่งจะหลั่งน้ำตาออกมา ก็คงไม่มีใครมองเห็นและหัวเราะเยาะกันได้
เสียงบานประตูไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดขึ้น ก่อนที่มันจะถูกผลักให้เปิดออก สองพี่น้องหันไปมองยังต้นเสียงพร้อมกัน มือเล็กๆ บีบเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า ลึกๆ แล้วพวกเขากลัวว่าคนที่กลับมาจะไม่ใช่น้าสาวของตน
“มาทำอะไรกันอยู่ตรงนี้เนี่ย มานั่งอออยู่หน้าประตูมืดๆ ทำไมไม่รู้จักเปิดไฟกันล่ะ”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น ทำให้เฮ่ออวี้ถิงส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจ เธอรีบกระโดดลุกขึ้นยืนแล้วโบกไม้โบกมือไปมาด้วยความตื่นเต้น
เฉินชิงเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ “อะไรกัน ต้อนรับน้าซะยิ่งใหญ่เชียวนะเรา”
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้ารับอย่างแรง ดวงตาของเธอทอประกายสดใสราวกับถูกประดับด้วยอัญมณีสีนิลที่งดงามที่สุด “น้าคะ พวกเรารอน้ากลับบ้านอยู่ค่ะ”
“อย่างนั้นเหรอจ๊ะ” คำพูดของหลานสาวทำให้หัวใจของเฉินชิงพองโตขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าท่ามกลางแสงไฟนับร้อยนับพันดวง ในที่สุดเธอก็มีบ้านให้กลับแล้ว
ความรู้สึกขุ่นมัวที่เกิดขึ้นเมื่อตอนค่ำ พลันมลายหายไปในพริบตา
หญิงสาวเดินไปดึงสวิตช์เปิดไฟ ก่อนจะหันมายิ้มแล้วอธิบายให้หลานๆ ฟัง
“พอดีคืนนี้น้าต้องทำงานล่วงเวลาน่ะ ก็เลยกลับมาช้าไปหน่อย ไว้คราวหน้าถ้าน้าต้องทำงานล่วงเวลาอีก จะให้คนมาบอกพวกหนูล่วงหน้านะจ๊ะ”
“ค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงตอบรับเสียงใส
ขอแค่เพียงน้าของเธอปลอดภัยก็พอแล้ว
เมื่อแสงไฟสว่างขึ้น เฮ่ออวี้เสียงก็ได้เห็นใบหน้าของน้าสาวอย่างชัดเจน เขาลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ยังมีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว
เฉินชิงที่ไม่ได้รับรู้ถึงความคิดอันซับซ้อนของเด็กทั้งสอง นำกล่องข้าวที่ยืมมาวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง “นี่คือของรางวัลจากการทำงานล่วงเวลาของน้าเอง เปิดดูสิว่าข้างในมีอะไรบ้าง”
ในยุคสมัยที่ข้าวของเครื่องใช้ขาดแคลนเช่นนี้ แต่ละครอบครัวก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรนัก
แต่บางทีอาจเป็นเพราะเธอรีบเดินเข้าไปในงานเลี้ยงแล้วบอกกับทุกคนว่าจะขอห่ออาหารที่เหลือกลับบ้าน ทำให้คนอื่นๆ ไม่กล้าที่จะกินอาหารจนหมดเกลี้ยง ทุกเมนูจึงมีเหลือติดจานให้เธอได้ห่อกลับมาไม่มากก็น้อย
เธอจัดการคีบอาหารทุกอย่างมารวมกัน แล้วห่อกลับบ้านมาได้ถึง 5 กล่อง
“ลองทายดูสิว่าข้างในมีอะไรเอ่ย”
กลิ่นหอมของอาหารลอยมาเตะจมูก ทำให้เด็กทั้งสองรีบกรูเข้าไปที่โต๊ะทันที เมื่อเห็นว่ายังมีควันร้อนๆ ลอยออกมาจากกล่องข้าว สองพี่น้องก็ราวกับต้องมนตร์สะกด
เฮ่ออวี้ถิงค่อยๆ เขย่งปลายเท้าขึ้น ดวงตาของเธอเบิกกว้าง
“ดูเหมือนจะมีของกินเยอะแยะไปหมดเลยค่ะ”
“แน่นอนจ้ะ เปิดดูได้เลย”
เฮ่ออวี้ถิงค่อยๆ เปิดฝากล่องข้าวอะลูมิเนียมออกด้วยความตื่นเต้น ภายในกล่องบรรจุหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วร้อนๆ ที่กำลังสั่นไหวไปมา ควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมของเครื่องเทศ น้ำซอสสีอำพันค่อยๆ ไหลหยดลงมาตามรอยพับของใบตองที่ใช้รอง
นอกจากนี้ยังมีปลาทอดสีเหลืองทองอีกสองสามชิ้นที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวน และยังมีอาหารทะเลอีกกองหนึ่งวางอยู่ข้างๆ ซึ่งดูน่ากินเป็นพิเศษ
เด็กหญิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความปรารถนา ปากเล็กๆ พึมพำออกมาเบาๆ “หอมจังเลยค่ะ หอมมากๆ เลย”
จากนั้น เฉินชิงก็เรียกให้เฮ่ออวี้เสียงเป็นคนเปิดกล่องข้าวใบต่อไป แม้ว่าเขาจะมีท่าทีเขินอายอยู่บ้าง แต่เมื่อได้สบตากับน้องสาวที่มองมาด้วยความคาดหวัง เขาก็ยอมทำตามแต่โดยดี
“ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานนี่นา” เฮ่ออวี้ถิงร้องออกมาเสียงแหลม ทันทีที่ฝากล่องถูกแง้มออก เธอก็จำซอสสีแดงสดใสนั่นได้ในทันที
มันคือเมนูโปรดที่แม่ของพวกเขาเคยซื้อมาจากร้านอาหารของรัฐ
ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมา ทำให้เฮ่ออวี้เสียงรู้สึกเปรี้ยวปากขึ้นมาทันที เขายังจำรสชาติของซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานได้เป็นอย่างดี มันมีรสเปรี้ยวอมหวานกลมกล่อม
เขายังจำได้ว่าในตอนนั้นน้องสาวของเขาฟันหลอ ทำให้ต้องใช้ฟันหน้าค่อยๆ เล็มน้ำตาลที่เคลือบอยู่บนซี่โครงหมูอย่างเอร็ดอร่อย แม้แต่กลิ่นเนื้อที่ติดอยู่ตามซอกนิ้วก็ยังต้องดูดซ้ำไปซ้ำมา
และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาต้องแอบกินกันไม่ให้ใครในบ้านรู้ ซึ่งมันเป็นความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ในใจของเขานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
กล่องข้าวอะลูมิเนียมมีทั้งหมด 5 ใบ เฉินชิงจึงให้เด็กทั้งสองผลัดกันเปิดคนละสองใบ ทุกครั้งที่ฝากล่องถูกเปิดออก จะมีเสียงร้อง ‘ว้าว’ ของเด็กน้อยทั้งสองดังขึ้นมาเสมอ
เมื่อได้เห็นท่าทางอยากกินจนแทบทนไม่ไหวของพวกเขา เฉินชิงก็รู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก
ในที่สุดก็มาถึงกล่องข้าวใบสุดท้าย เฉินชิงเป็นคนเปิดมันด้วยตัวเอง
“แท่นแท๊น”
ภายในกล่องเต็มไปด้วยขนมหวานนานาชนิด มีทั้งสีเขียว สีแดง สีเหลือง และสีขาว สีสันสดใสดูน่ารับประทานเป็นอย่างยิ่ง
เฮ่ออวี้เสียงและเฮ่ออวี้ถิงรู้จักขนมอยู่สองอย่าง นั่นก็คือขนมถั่วเขียวและขนมน้ำตาลขาว
[จบบท]