บทที่ 230: เรื่องเล็กน้อย
จ้าวกวางหรงรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาตรงแผลบนหน้าผาก เขากลัวจนหัวหดว่าชีวิตน้อยๆ ของตัวเองอาจจะต้องมาจบสิ้นที่โรงงานเครื่องจักรแห่งนี้จริงๆ เลยรีบแหกปากสั่งให้ลูกน้องวิ่งไปตามคนจากแผนกรักษาความปลอดภัยมาช่วยโดยด่วน
ไฉต้าหู่เห็นท่าทีลนลานของหัวหน้าจ้าวที่เรียกหาคนช่วยแล้ว ก็ขยับเข้าไปกระซิบถามเฉินชิง
"สหายเฉิน พวกเราจะถือโอกาสนี้จัดการเลยดีไหม"
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนในแผนกเหล็กเก่าที่จะเลือดร้อนบ้าบิ่นยอมตามเฉินชิงมาเสี่ยงแบบนี้ คนงานที่อายุมากหน่อยต่างก็มีครอบครัวให้ต้องคิดถึง
ไหนจะเรื่องที่อาจโดนหัวหน้าจ้าวหาทางเล่นงานกลับในภายหลังอีก หลายคนจึงเลือกที่จะยืนเงียบๆ สังเกตการณ์อยู่ห่างๆ
คนที่ยกโขยงกันมาถึงแผนกขนส่งครั้งนี้มีประมาณสามสิบถึงห้าสิบคน ถึงแม้จะดูเป็นกลุ่มใหญ่ที่น่าเกรงขาม แต่เมื่อเทียบกับจำนวนคนงานทั้งหมดของแผนกขนส่งแล้วก็นับว่ายังห่างกันอยู่หลายขุม
เฉินชิงหันไปมองกลุ่มคนข้างหลังแวบหนึ่ง เห็นสีหน้าของแต่ละคนที่พยายามฝืนทำใจดีสู้เสือ เธอก็เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ
"ใจเย็นๆน่า นี่มันเรื่องเล็กน้อย"
"เข้าใจแล้ว..."
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนยืดหลังตรงขึ้นมาทันที แต่ใบหน้าก็อดร้อนผ่าวขึ้นมาไม่ได้ พวกเขาเป็นผู้ชายอกสามศอกกันตั้งหลายสิบคน แต่กลับใจไม่ถึงเท่าสหายเฉินคนเดียว มันน่าอายอยู่เหมือนกัน
ไม่นานนัก คนจากแผนกรักษาความปลอดภัยก็มาถึงอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับเลขาธิการพรรคหยาง หัวหน้าหลิน และหม่าจื้อเฉียงที่ได้รับแจ้งเหตุแล้วรีบตามมาสมทบ
เลขาธิการพรรคหยางในฐานะผู้นำที่ดูแลด้านวินัยและความคิด ย่อมต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยเป็นคนแรก
"มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันสิ อย่าใช้กำลังตัดสินปัญหากันเลย"
จ้าวกวางหรงพอเห็นว่ามีคนมาช่วยแล้ว ก็รีบหลบไปอยู่หลังกลุ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแล้วฟ้องเสียงดัง
"แผนกขนส่งของเราทำงานตามกฎระเบียบอยู่ดีๆ จู่ๆ เฉินชิงก็พาผู้ชายเป็นฝูงมาหาเรื่องก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวแท้ๆ ไปใช้วิธีไหนหลอกล่อให้ผู้ชายตามมาได้เยอะแยะขนาดนี้"
"พูดจาระวังปากหน่อย" สวี่จื้อเฉียงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สวนหมัดใส่หน้าจ้าวกวางหรงไปเต็มๆ
หวังเต๋อไห่เห็นลูกน้องตัวเองลงมือก็ตกใจร้องเสียงหลง "สวี่จื้อเฉียง นี่คุณทำบ้าอะไรของคุณ"
การที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลงไม้ลงมือโดยพลการถือเป็นความผิดร้ายแรงมาก
สวี่จื้อเฉียงยืนนิ่ง ไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้าน "ใครก็ตามที่พูดจาดูหมิ่นสหายหญิง พวกเรามีสิทธิ์เข้าจัดการได้ทันที"
จ้าวกวางหรงที่โดนหมัดเข้าไปเต็มๆ ถึงกับมึนไปหมด พอตั้งสติได้ก็โวยวาย
"ท่านเลขาฯ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับผมนะ" อยู่ดีๆ คนของแผนกรักษาความปลอดภัยมันย้ายข้างไปอยู่ฝั่งโน้นได้ยังไงกัน
เลขาธิการพรรคหยางเหลือบไปมองแขนข้างที่พิการของสวี่จื้อเฉียง ก่อนจะหันมาพูดกับเฉินชิงด้วยท่าทีที่อ่อนลง
"สหายเฉิน ช่วยอธิบายเหตุผลที่ต้องยกพวกกันมาถึงแผนกขนส่งหน่อยเถอะ ไม่อย่างนั้นมันจะกระทบกับเป้าหมายการผลิตของแผนกอื่นๆ ไปด้วยนะ”
“นอกจากจะโดนหักคะแนนแล้ว ผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้น เธอจะต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว"
ท่าทีของเขาดูประนีประนอมที่สุด แต่คำพูดกลับแฝงไปด้วยกับดักที่ร้ายกาจที่สุด
จ้าวกวางหรงยังไม่ยอมหยุด "เฉินชิง เธอคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของโรงงานหรือไงกัน หัดวิชากังฟูงูๆ ปลาๆ มาหน่อยก็คิดว่าจะมาอวดเบ่งที่ไหนก็ได้งั้นเหรอ”
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ที่ผ่านมาน่ะทุกคนเขาแค่ไม่ถือสาหาความกับเธอต่างหาก"
"นายช่วยเงียบให้ฉันพูดให้จบก่อนได้ไหม" เลขาธิการพรรคหยางหันไปปรามด้วยสายตาเย็นชา
ไอ้ตัวปัญหานี่มีแต่จะทำให้เรื่องมันแย่ลง ถ้าเฉินชิงมีดีแค่เรื่องใช้กำลัง ป่านนี้ทุกคนคงไม่โดนเธอปั่นหัวจนหมุนไปหมดแบบนี้หรอก
จ้าวกวางหรงโดนดุเข้าก็หน้าเจื่อนยอมสงบปากลง
สายตาทุกคู่จึงหวนกลับไปจับจ้องที่เฉินชิงอีกครั้ง เรือนผมสีดำขลับของเธอถูกมัดรวบไว้แบบลวกๆ ด้วยยางรัดผมเพียงเส้นเดียว มีปอยผมบางส่วนหลุดลุ่ยลงมาเคลียข้างลำคอที่ชื้นเหงื่อ ริมฝีปากสีแดงสดเม้มแน่นเป็นเส้นตรงบ่งบอกถึงความไม่พอใจ
แม้สภาพของเธอในตอนนี้จะดูไม่เรียบร้อยนัก แต่เมื่อเธอยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ กลับแผ่รังสีบางอย่างที่ทรงพลังออกมา ความงดงามของเธอในยามนี้ช่างดูน่าตื่นตะลึงจนหลายคนไม่กล้าสบตาตรงๆ
เฉินชิงควงท่อนเหล็กในมือเล่นเบาๆ
จ้าวกวางหรงเห็นแล้วก็ตัวสั่นด้วยความกลัว
เลขาธิการพรรคหยางเห็นท่าทีของจ้าวกวางหรงแล้วก็ได้แต่ข่มความโมโหไว้ในใจ ไอ้คนไร้ประโยชน์เอ๊ย
"สหายเฉิน กรุณาอย่าข่มขู่ผู้นำ"
ริมฝีปากของเฉินชิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม "สงสัยสัปดาห์หน้าคงต้องมีกฎเพิ่มแล้วมั้งคะว่า ห้ามข่มขู่ผู้นำ มิฉะนั้นจะถูกหักเงิน"
"ตอบคำถามของฉัน"
ในจังหวะนั้นเอง ผู้จัดการเสิ่นก็วิ่งกระหืดกระหอบมาถึง เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบมุดไปแอบอยู่หลังหัวหน้าหลินเพื่อร่วมวงสังเกตการณ์
หัวหน้าหลินปรายตามองผู้จัดการเสิ่นอย่างเย็นชา ก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจกับสถานการณ์ของเสี่ยวชิงต่อ
"ได้เลยค่ะ" เฉินชิงตอบรับด้วยรอยยิ้มสดใส
คำตอบของเธอทำให้ทุกคนพากันกลั้นหายใจรอฟัง เลขาธิการพรรคหยางเองก็เตรียมพร้อมรับมือเต็มที่ ส่วนคนจากแผนกเหล็กเก่าต่างพากันยืดอกอย่างมีความหวัง พวกเขาทุกคนเชื่อมั่นในความสามารถของสหายเฉิน
และท่ามกลางความคาดหวังของทุกคน เฉินชิงก็เริ่มเปิดฉาก
"หัวหน้าจ้าวคงจะใช้เงินฟาดหัวคนทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเรียบร้อยแล้วสินะคะ ถึงได้โยนงานขนย้ายทั้งหมดมาให้แผนกเหล็กเก่าของพวกเราทำแบบนี้ ต่อให้ตอนนี้ฉันจะโวยวายให้ตายยังไง พวกท่านก็คงจะไม่สนใจอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ"
"พูดจาเป็นหมาเห่าอยู่ได้" จ้าวกวางหรงเต้นผาง
"ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าแผนกเหล็กเก่าของพวกแกมีแต่คนงานชั่วคราวเยอะแยะไปหมด แต่แผนกขนส่งของเราคนมันไม่พอ งานขนย้ายมันถึงได้ตกไปอยู่ที่พวกแกยังไงเล่า"
เลขาธิการพรรคหยางเอามือกุมขมับอย่างอ่อนใจ เขาเกลียดคนโง่ โดยเฉพาะคนโง่ที่พูดมากเป็นชีวิตจิตใจ
"อย่างนั้นเหรอคะ" เฉินชิงเลิกคิ้ว
"แต่ฉันเห็นมีคนว่างงานเดินไปเดินมาอยู่ตั้งหลายคน หรือว่าฉันตาฝาดเห็นวิญญาณไปแล้ว"
"เดี๋ยวพวกเขาก็มีงานต้องทำแล้ว"
"ก็ได้ค่ะ ถือซะว่าเดี๋ยวพวกเขามีงานต้องทำ" เฉินชิงยอมปล่อยประเด็นนี้ไป
"ถ้าอย่างนั้น คนขับรถของแผนกขนส่งทุกคนก็ต้องมีใบขับขี่กันหมดใช่ไหมคะ"
"นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว"
"แล้วทำไมเรื่องง่ายๆ แค่การถอยรถเข้าที่ถึงทำกันไม่ได้ล่ะคะ" แววตาของเฉินชิงคมกริบขึ้นมาทันที
"ใครบอกว่าพวกเขาทำไม่ได้"
"ก็จากคำร้องเรียนของสหายในแผนกเหล็กเก่าไงคะ ที่บอกว่าถ้าไม่ยื่นบุหรี่ให้ ก็จะจอดรถทิ้งไว้ไกลๆ ให้ขนของกันเอง เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งสองครั้ง แต่มันกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว"
สิ้นคำพูดของเธอ คนงานจากแผนกเหล็กเก่าทุกคนต่างก็ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมา พวกเขาทำงานหลังขดหลังแข็งได้เงินเดือนแค่สามสิบหกหยวน แต่กลับต้องมาเสียเงินอย่างน้อยเดือนละสามหยวนให้กับเรื่องไร้สาระแบบนี้
สีหน้าของจ้าวกวางหรงเปลี่ยนไปทันที เรื่องนี้เขาไม่เคยรู้มาก่อนจริงๆ
"ที่ฉันมาหาคุณในวันนี้ จริงๆ แล้วไม่ได้อยากจะให้เรื่องมันบานปลายเลยนะคะ" เฉินชิงกล่าวต่อ
"ฉันแค่อยากจะมาเอากุญแจรถ ในเมื่อแผนกขนส่งขับไม่ได้ แต่ฉันขับได้ แผนกขนส่งคนไม่พอ แต่แผนกเหล็กเก่าของเราคนล้นมือ”
“ที่ฉันมาที่นี่ ก็เพื่อจะขออนุญาตจากท่านผู้นำทุกท่าน ให้คนงานจากแผนกเหล็กเก่าของเราได้มีโอกาสเรียนขับรถ เพื่อที่ว่าวันไหนคนของแผนกขนส่งเกิดเป็นอัมพาตขยับตัวไม่ได้ขึ้นมา พวกเราจะได้เข้าไปช่วยงานได้ทันที"
"ใช่แล้ว พวกเราทำได้"
"ขอแค่พวกคุณกล้าสอน พวกเราก็กล้าเรียน"
"ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไป อย่าดีแต่รังแกคนอื่น"
เสียงสนับสนุนจากคนงานแผนกเหล็กเก่าดังขึ้นไม่ขาดสาย ทุกคนจ้องมองจ้าวกวางหรงด้วยสายตาโกรธแค้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
จ้าวกวางหรงแทบจะโมโหตายอยู่ เขาไม่ได้เป็นคนยักยอกเงินของคนพวกนี้ซะหน่อย
หัวหน้าหม่ามองดูกลุ่มคนงานที่กำลังเดือดดาลสลับกับมองเฉินชิงที่ยืนเป็นแกนนำอยู่ด้านหน้า เขาอ้าปากพะงาบๆ แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
"สหายเฉิน แล้วเธอไปเรียนขับรถมาจากไหนกัน" เลขาธิการพรรคหยางถามขึ้นด้วยรอยยิ้มละมุน
"เฮ่อหย่วนเป็นคนสอนให้ค่ะ ท่านเลขาฯ พอใจกับคำตอบนี้ไหมคะ หรือจะต้องให้ฉันเอากุญแจรถมาขับโชว์ให้ดูสักรอบ"
"ไม่ต้องหรอก ฉันเชื่อเธอ" เลขาธิการพรรคหยางเป็นคนคุยง่ายอยู่แล้ว
เฉินชิงหันไปทางจ้าวกวางหรง "หัวหน้าจ้าวคะ ไม่ทราบว่าคุณอยากได้บุหรี่ยี่ห้ออะไรเป็นพิเศษรึเปล่า เดี๋ยวฉันจะไปซื้อมาให้ ช่วยกรุณาถอยรถให้ฉันหน่อยจะได้ไหมคะ"
พอพูดถึงเรื่องบุหรี่ ทุกคนก็อดนึกถึงเรื่องที่เขี่ยบุหรี่ไม่ได้
จ้าวกวางหรงโกรธจนปวดขมับ "เธออย่ากำเริบให้มันมากนักนะ"
"อ้าว ฉันก็แค่อยากจะทำตามธรรมเนียมดูบ้างเท่านั้นเองค่ะ เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าฉันเป็นคนแข็งกระด้างเกินไป ไม่รู้จักทำตัวตามน้ำเอาซะเลย จริงไหมคะท่านเลขาฯ" เฉินชิงยิ้มจนตาหยี
เลขาธิการพรรคหยางเสมองไปทางอื่น ก่อนจะหันไปพูดกับหัวหน้าจ้าว "ต่อไปนี้ แผนกขนส่งห้ามมีพฤติกรรมข่มเหงรังแกเพื่อนร่วมงานอีก และโรงงานเครื่องจักรแห่งนี้ก็ห้ามมีการทุจริตคอร์รัปชันเด็ดขาด หากตรวจพบ จะต้องถูกลงโทษสถานหนัก"
หัวหน้าหลินกล่าวเสริม "และถ้าหากพิสูจน์ได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ทางองค์กรจะดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียด และจะคืนเงินที่ถูกยักยอกไปทั้งหมดให้กับสหายจากแผนกเหล็กเก่าเป็นจำนวนสองเท่า"
"เฮ่"
"หัวหน้าหลินสุดยอด"
"เงินหยาดเหงื่อของฉันจะได้คืนแล้ว"
คนจากแผนกเหล็กเก่าพากันโห่ร้องด้วยความดีใจ ชายฉกรรจ์หลายคนถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เงินทุกหยวนของพวกเขามีค่า
ผู้จัดการเสิ่นยืนอ้ำอึ้งอยู่ข้างๆ เขารู้สึกว่าพักหลังมานี้หัวหน้าหลินชักจะรู้จักใช้อำนาจเพียงน้อยนิดที่เธอมีจากส่วนกลางได้คล่องแคล่วขึ้นทุกที เวลาจะออกคำสั่งอะไรก็ไม่จำเป็นต้องมาปรึกษาหารือกับพวกเขาอีกต่อไป
ตอนนี้เธอกับเฉินชิงไม่ต่างอะไรกับกองหน้าและแม่ทัพใหญ่ที่ประสานงานกันได้อย่างลงตัว คนหนึ่งคอยบุกตะลุยฝ่าฟันไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ส่วนอีกคนก็คอยเป็นกำลังเสริมและรักษาฐานที่มั่นอยู่เบื้องหลังอย่างแข็งแกร่ง
[จบบท]