บทที่ 242: ดาวรุ่งหรือดาวร่วง
เคราะห์ซ้ำกรรมซัดคงเป็นคำที่นิยามชีวิตของสีเกามินในตอนนี้ได้ดีที่สุด เพราะเรื่องที่ถาโถมเข้ามาไม่ได้มีแค่การที่เฉินชิงได้ลงบทความในหนังสือพิมพ์เหรินหมินกงอี้เพียงเรื่องเดียว
แต่ไม่นานหลังจากนั้น ข่าวการทุจริตของจ้าวกวางหรงก็เหมือนคลื่นลูกที่สองที่ซัดเข้ามาใส่หน้าเธออย่างจัง
เรื่องนี้มันเจ็บปวดเป็นพิเศษ เพราะเหตุผลที่เธอเคยปฏิเสธน้ำใจของเฉินชิงไป ก็เพราะเชื่อมั่นในเส้นสายที่จ้าวกวางหรงอาสาปูทางให้ ด้วยการแนะนำเธอให้รู้จักกับรองผู้จัดการโรงงานจักรเย็บผ้า
แต่พอจ้าวกวางหรงหมดอำนาจวาสนา ทุกอย่างก็พังทลายลงไม่เป็นท่า กลายเป็นว่าเธอไม่เหลืออะไรเลย ไม่ได้ประโยชน์จากทางไหนทั้งสิ้น
ท่ามกลางความมืดมนทั้งหมด ยังพอมีแสงสว่างรำไรอยู่บ้าง นั่นก็คือข่าวที่ว่าเฉินชิงลาออกจากงานแล้ว สีเกามินไม่รอช้า ตัดสินใจว่าจะต้องไปพบเฉินชิงให้ได้ แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้าง เพราะกลับมีคนมาขวางทางเธอไว้เสียก่อน
ต้องยอมรับว่าการที่เฉินชิงสามารถจัดการผู้บริหารระดับสูงของโรงงานเครื่องจักรไปได้ถึงสองคนรวดนั้น พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดา
ชื่อเสียงของเธอโด่งดังไปทั่ว ทุกย่างก้าวกลายเป็นประเด็นให้คนพูดถึง บวกกับนิสัยใจคอที่รักความถูกต้องและกล้าได้กล้าเสีย ทำให้ในสายตาของประเทศชาติ เธอคือบุคลากรชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่ง
แต่สำหรับเหล่าผู้บริหารแล้ว ลูกน้องที่เก่งเกินไปแบบนี้กลับเป็นเหมือนหนามยอกอก พวกเขายอมปล่อยให้โรงงานเสื้อผ้าไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปาก ดีกว่าต้องมานั่งระแวงว่าเก้าอี้ของตัวเองจะถูกสั่นคลอน
แม้แต่โรงงานเครื่องจักรเองก็ยังคิดแบบเดียวกัน ในเมื่อเธอกล้าที่จะเดินจากไป ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องง้อกลับมา พวกเขารู้ดีว่าการรับมือกับเฉินชิงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
สู้ยอมควักเงินก้อนโตไปอุดปากคณะกรรมการปฏิวัติยังจะดีเสียกว่าการเชิญเธอกลับมาสร้างความปวดหัว
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนั้น เลขาธิการพรรคหยางกลับยินดีปรีดา ส่วนผู้จัดการเสิ่นนั้นร้อนรนจนแทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้ เรียกได้ว่าความคิดของทั้งสองสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
ข่าวการลาออกของเฉินชิงแพร่สะพัดไปทั่วทั้งซอยอย่างรวดเร็ว จากที่เคยเป็นต้นแบบให้ทุกคนเอาอย่าง "ไปดูเฉินชิงเป็นตัวอย่างสิ"
ตอนนี้กลับกลายเป็นคำเตือน "อย่าได้ริอาจทำตามเฉินชิงเป็นอันขาด"
หลายเสียงต่างพากันก่นด่าว่าเธอโง่เง่าที่ทิ้งงานราชการอันเปรียบเสมือนหม้อข้าวเหล็กไปเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ
แม่เฒ่าฉิน แม่สามีของจางตงเหมย ไม่พลาดโอกาสที่จะผสมโรงกับป้าอวี๋ "ฉันว่านะ ที่เฉินชิงกล้าทำแบบนี้ก็เพราะผยองว่าแฟนเป็นถึงนักวิจัย เงินเดือนสูง ไม่งั้นจะกล้าลาออกได้ยังไง"
ป้าอวี๋ที่ต้องพักรักษาตัวจากอาการเจ็บเอวไปนาน ก็รีบพยักหน้าสนับสนุน "นั่นสิ ปากดีว่าจะไปจัดการพ่อลูกตระกูลจ้าว แต่สุดท้ายเป็นไง คนอื่นโดนจับเข้าคุกไป ส่วนตัวเองก็กลายเป็นตัวตลกให้ชาวบ้านเขาหัวเราะเยาะ"
"สมน้ำหน้า! ใครใช้ให้อวดดีนัก!" แม่เฒ่าฉินกล่าวอย่างสาแก่ใจ
เธอเกลียดเฉินชิงเข้าไส้ เพราะตั้งแต่ลูกสะใภ้ของเธอมีเฉินชิงคอยให้ท้าย เธอก็ไม่สามารถข่มขู่หรือใช้งานสาวบ้านนอกคนนั้นได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป
เสียงซุบซิบนินทายังคงดังต่อเนื่อง เฮ่ออวี้เสียงกับเฮ่ออวี้ถิงเองก็ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด พวกเขามองไปยังน้าสาวที่กำลังแกว่งชิงช้าเล่นอย่างสบายอารมณ์อยู่กลางลานบ้านแล้วก็ได้แต่ทึ่งในความนิ่งสงบของเธอ
"แล้วน้าจะเอายังไงต่อเหรอครับ" เฮ่ออวี้เสียงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้น
"ก็กะว่าจะกินๆ นอนๆ รอวันตายไปน่ะสิ" เฉินชิงตอบพร้อมกับหัวเราะออกมา
เฮ่ออวี้เสียงได้แต่กลอกตามองบน เฉินชิงรู้สึกว่าหลานชายคนนี้ทำตัวเหมือนพ่อแม่ที่เห็นลูกๆ เอาแต่เล่นไม่ยอมทำการทำงานไม่มีผิด เธอเพิ่งจะได้พักผ่อนหย่อนใจแค่สองวันแท้ๆ แต่เขากลับบ่นไม่หยุด มองไปทางไหนก็ขัดหูขัดตาไปเสียหมด
"ใช่บ้านคุณเฉินชิงรึเปล่าครับ" เสียงของบุรุษไปรษณีย์หนุ่มดังมาจากหน้าประตู
"ใช่ค่า บ้านคุณน้าเฉินชิงเองค่า" เฮ่ออวี้ถิงขานรับ แล้ววิ่งต็อกแต็กด้วยขาป้อมๆ ของเธอออกไปดู
บุรุษไปรษณีย์ย่อตัวลงมามองเด็กหญิงตัวน้อยที่น่าเอ็นดู เขาวางมือบนเข่าแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"แล้วผู้ใหญ่ในบ้านอยู่ไหนเอ่ย ต้องให้ผู้ใหญ่เป็นคนรับจดหมายนะจ๊ะ"
เฮ่ออวี้ถิงหันกลับไปตะโกนลั่นบ้าน "คุณน้าคะ คุณอาบุรุษไปรษณีย์บอกว่าคุณน้าต้องออกมารับเองค่ะ"
เหมือนมีสัญญาณเรียกตัว เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านการพูดคุยเรื่องชาวบ้านก็มารวมตัวกันที่แนวหน้าของการนินทาทันที ตอนนี้เมื่อเฉินชิงตกงานแล้ว
พวกเขาก็กลับมาผยองอีกครั้ง จากที่เคยเดินหลบหน้าก็เปลี่ยนเป็นเดินเข้ามาหาเรื่องเพื่อเยาะเย้ยได้อย่างเต็มภาคภูมิ
"สหาย ใครส่งจดหมายมาให้เฉินชิงเหรอจ๊ะ" แม่เฒ่าฉินเปิดประเด็นถาม
บุรุษไปรษณีย์หนุ่มยิ้มตอบอย่างเป็นมิตร "มาจากหนังสือพิมพ์เหรินหมินกงอี้ครับ ในซองมีธนาณัติอยู่ด้วย ผมเลยต้องให้เจ้าตัวมารับด้วยตัวเองครับ"
คำว่า "ธนาณัติ" และ "เหรินหมินกงอี้" ดึงดูดความสนใจของทุกคนได้ในทันที
"ได้ลงหนังสือพิมพ์ด้วยเหรอ" แม่เฒ่าฉินถามต่ออย่างตื่นเต้น
"ใช่ครับ ลงหน้าใหญ่เบ้อเริ่มเลย" บุรุษไปรษณีย์หนุ่มยังคงยิ้ม
"แต่พวกป้าๆ อาจจะยังไม่เห็นกันหรอกครับ เพราะหนังสือพิมพ์เหรินหมินกงอี้ที่ที่ทำการไปรษณีย์น่ะ พอวางแผงปุ๊บก็ขายหมดเกลี้ยงเลย"
"จะขายดีอะไรขนาดนั้น" แม่เฒ่าฉินพึมพำอย่างไม่เชื่อหู
บุรุษไปรษณีย์ไม่ได้สนใจจะอธิบายต่อ เขาส่งจดหมายให้ถึงมือเฉินชิง แล้วจึงปั่นจักรยานจากไปอย่างรวดเร็ว
ป้าอวี๋ซึ่งยังคงมีความกลัวเฉินชิงฝังใจอยู่ ได้แต่แอบถามมาจากหลังกลุ่มคน
"แล้ว...ได้เงินเท่าไหร่ล่ะนั่น"
ในยุคที่เงินเดือนของทุกคนแทบจะเป็นเรื่องสาธารณะ และการจะซื้อของชิ้นใหญ่แต่ละทีก็ต้องชี้แจงที่มาของเงินให้องค์กรทราบ ทำให้รายได้ของแต่ละครอบครัวสามารถคาดเดาได้ไม่ยากนัก
เฉินชิงฉีกซองจดหมายออก เธอเหลือบมองตัวเลขบนธนาณัติก่อนจะสนใจเนื้อความในจดหมาย และถึงกับต้องเบิกตากว้างเล็กน้อย "40 หยวน"
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบตัว
"อะไรนะ"
"40 หยวนเลยเหรอ"
"แค่ส่งเรื่องไปลงหนังสือพิมพ์เนี่ยนะ ทำไมได้เงินเยอะขนาดนี้"
"แหม นั่นมันหนังสือพิมพ์เหรินหมินกงอี้นะ ไม่ใช่ไก่กา ต้องเป็นเรื่องที่มีสาระความรู้ถึงจะได้ลง ไม่แน่เผลอๆ พวกอาจารย์ในโรงเรียนอาชีวะอาจจะเอาไปใช้สอนนักเรียนด้วยซ้ำ"
เด็กสาวที่เดินผ่านมาคนหนึ่งช่วยอธิบาย ก่อนจะถูกคุณปู่ลากกลับบ้านไป
สีหน้าของแม่เฒ่าฉินบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉา อะไรมันจะโชคดีปานนั้น เพิ่งจะตกงานไปหมาดๆ ก็มีเงินลอยเข้ามาในกระเป๋าถึง 40 หยวน
"แต่มันก็ได้แค่ครั้งเดียวไม่ใช่รึไง" ใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาลอยๆ
คำพูดนั้นราวกับน้ำทิพย์ชโลมใจ ทุกคนรู้สึกดีขึ้นมาทันที ใช่แล้ว เธอเสียงานที่มั่นคงไปทั้งชีวิตเพื่อแลกกับเงินแค่ 40 หยวน มันไม่คุ้มกันเลยสักนิด
เฉินชิงเก็บธนาณัติเข้ากระเป๋า แล้วกวาดสายตาอ่านเนื้อหาในจดหมายอย่างรวดเร็ว เธอเหลือบมองสีหน้าอิจฉาปนสมเพชของเหล่าจีนมุง แล้วพยักหน้าช้าๆ อย่างเห็นด้วย
ทุกคนต่างรู้สึกพอใจกับท่าทีของเธอ
แต่สิ่งที่เฉินชิงไม่ได้บอกออกไปก็คือ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน บทความของเธอจะถูกตีพิมพ์รวมเล่มเป็นหนังสือคู่มือ และนั่นหมายถึงเงินค่าต้นฉบับก้อนใหญ่อีกก้อนที่จะตามมา
เธอหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้าน ทิ้งให้ฝูงชนยังคงวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจที่ "โง่เขลา" ของเธอต่อไป
กระแสการเยาะเย้ยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในซอย แต่ลุกลามไปถึงในโรงงานเครื่องจักรด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอาจารย์หวังจากแผนกการผลิตที่สามที่ดูจะสะใจเป็นพิเศษ
"ฉันบอกแล้วไงว่าผู้หญิงคนั้นน่ะทำอะไรไม่สำเร็จหรอก เห็นไหมล่ะที่ฉันพูดเป็นจริงทุกอย่าง ตกงานแล้วไงทีนี้ จะมีใครหน้าไหนอยากได้ไปทำงานด้วยอีก"
"ผมน่ะได้ข่าววงในมาเลยนะ เขาว่ากันว่าพวกผู้บริหารยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะให้คณะกรรมการปฏิวัติ ดีกว่าจะรับเฉินชิงกลับเข้ามาทำงานอีก" ชายอีกคนรีบเสริม
เขาคือหนึ่งในคนที่เคยถูกเฉินชิงหักคะแนนจนต้องอับอายขายขี้หน้า เมื่อมีโอกาสได้กระทืบซ้ำ เขาก็ไม่รีรอที่จะทำมันอย่างเต็มที่
ทั้งสองคนประสานเสียงกันเป็นอย่างดี ราวกับว่าการที่เฉินชิงลาออกไปนั้นจะทำให้เธอต้องอดอยากปากแห้งตายในไม่ช้า หลายคนที่ได้ฟังก็คล้อยตาม
คิดว่าขนาดผู้บริหารยังไม่เอา ก็คงไม่ใช่คนดีอะไร จึงพากันผสมโรงด่าทอไปด้วย การกล่าวหาเฉินชิงกลายเป็นเหมือนเรื่องที่ถูกต้องและชอบธรรมไปโดยปริยาย
ทุกคนต่างเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อที่จะได้เห็นจุดจบอันน่าสมเพชของเธอ เพราะการได้เห็นดาวเด่นที่เคยเจิดจรัสต้องร่วงหล่นลงมากระแทกพื้น มันช่างเป็นภาพที่สะใจเสียเหลือเกิน
แต่แล้วในวันจันทร์ ระหว่างการประชุมใหญ่ของโรงงาน ไม่ว่าจะคนที่เข้าร่วมในสนามหรือคนที่ฟังผ่านเครื่องกระจายเสียง ต่างก็ได้ยินเลขาธิการพรรคหยางกล่าวชื่นชมเฉินชิงอย่างออกนอกหน้า
และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ทุกคนที่เคยยื่นมือเข้าช่วยเหลือเฉินชิงในเรื่องการจัดสรรบ้านพัก ต่างก็ได้รับรางวัลตอบแทนเป็นอ่างเคลือบและผ้าขนหนูคนละสองผืน
เถียนเมิ่งหย่า ทาเลีย หวังเหมยฮวา รวมถึงเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยอีกสามคน ต่างก็ขึ้นรับรางวัลท่ามกลางสายตาของผู้คนนับร้อย
แผนกเหล็กเก่าที่เคยถูกมองข้ามก็ได้ธงแดงแห่งความเป็นเลิศมาเชยชมสมใจอยาก ซึ่งนั่นหมายถึงตั๋วปันส่วนที่เพิ่มขึ้นในวันจ่ายเงินเดือนด้วย
ดูเหมือนว่าใครก็ตามที่อยู่ข้างเธอ มักจะมีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้นเสมอ
บรรยากาศในโรงงานเปลี่ยนไป ทุกคนต่างครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
แม้ตัวเฉินชิงจะไม่อยู่แล้ว แต่เรื่องราวของเธอก็ยังคงเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในโรงงานเครื่องจักร
และเมื่อเรื่องราวกำลังจะเริ่มซาลง ก็มีข่าวใหม่เข้ามาอีกว่า หนังสือพิมพ์ฟูหนี่ว์รึเป้าได้นำบทความของเธอจากเหรินหมินกงอี้มาตีพิมพ์ซ้ำอีกทอดหนึ่ง
ครั้งนี้ ความอยากรู้อยากเห็นมีพลังเหนือกว่าความอคติ ทุกคนต่างพากันไปหาหนังสือพิมพ์มาอ่านเพื่อจะได้รู้ว่าเนื้อหาที่เฉินชิงเขียนนั้นมันคืออะไรกันแน่
และพวกเขาก็ได้พบกับภาพวาดอันงดงาม คำอธิบายที่เรียบง่ายแต่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือ "ชุดเจ้าสาว" ที่กำลังจะเข้ามาปฏิวัติวงการแฟชั่นให้สั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ!
[จบบท]