บทที่ 245: การกลับมาอย่างราชา
ใครที่เป็นคอนิยายน้ำเน่าจะรู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของพล็อตเรื่องที่ว่า เมื่อพระเอกตัวร้ายสำนึกผิดคิดกลับตัวกลับใจได้ในวันที่สายเกินไป พร้อมกับการเปิดตัวของพระรองผู้แสนดี ช่วงเวลานั้นแหละคือนาทีทองที่นางเอกจะรู้สึกฟินและสะใจที่สุดในสามโลก
เฉินชิงในตอนนี้ก็กำลังอินกับบทบาทนั้นอยู่เต็มๆ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสวมวิญญาณนางเอกละครหลังข่าว ที่มีโรงงานเครื่องจักรเป็นพระเอกจอมวายร้ายที่เคยขยี้ทั้งตัวและหัวใจของเธอจนแหลกละเอียด
แต่สุดท้ายก็ซมซานกลับมาขอคืนดี ส่วนโรงงานเสื้อผ้าก็รับบทพระรองผู้น่าสงสารที่มัวแต่อ้ำๆ อึ้งๆ แต่ก็ยังตัดใจจากเธอไม่ได้สักที
สถานการณ์แบบนี้มันช่างทำให้เฉินชิงแอบยิ้มมุมปากไม่ได้จริงๆ เธอกำลังตั้งตารอชมศึกชิงนางครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ ว่าใครจะงัดไม้เด็ดอะไรออกมามัดใจเธอกันแน่
ในช่วงที่ผ่านมา สีเกามินได้ประจักษ์แก่สายตาตัวเองแล้วว่าเฉินชิงนั้นมีคุณค่ามหาศาลเพียงใด ทั้งฝีมือการออกแบบเสื้อผ้าที่หาตัวจับยาก
ความสามารถในการจัดอบรมคนงานให้เก่งขึ้นในระยะเวลาอันสั้น แถมยังมีทักษะการตัดเย็บที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ผู้หญิงที่เพียบพร้อมขนาดนี้ คือคนที่ฟ้าส่งมาเพื่อโรงงานเสื้อผ้าโดยเฉพาะ เธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
"สหายเฉิน ที่ฉันมาวันนี้เพราะตั้งใจจะมาเชิญคุณไปทำงานที่โรงงานเสื้อผ้าของเราอย่างจริงใจที่สุด คุณก็น่าจะรู้ดีว่าที่ผ่านมาโรงงานของเราไม่มีแผนกออกแบบ”
“แต่เพื่อคุณ เพื่อที่เราจะได้มีแผนกนี้ขึ้นมา และได้สิทธิ์เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในเดือนเมษายนปีหน้า พวกเราทุกคนในโรงงานทุ่มเทกันสุดชีวิตจริงๆ นะคะ ทั้งหมดก็เพื่อให้คุณได้มาเป็นดาวเด่นที่โรงงานของเรา"
หัวหน้าหลิวได้ยินดังนั้นก็รีบเบรกหัวทิ่ม เพราะกลัวว่าเฉินชิงจะเคลิ้มไปกับคำหวาน
"คุณอย่ามาขายฝันลมๆ แล้งๆ หน่อยเลย งานแสดงสินค้าน่ะมันมีโควตานะ คุณได้โควตามาอยู่ในมือแล้วหรือไง"
สีเกามินสวนกลับ "ถึงตอนนี้เราจะยังไม่ได้มา แต่เราก็เชื่อสุดใจว่าความสามารถระดับเฉินชิงจะพาโรงงานของเราให้ก้าวไปอีกระดับได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญคือการสร้างรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศให้กับบ้านเมืองเรา"
"แล้วถ้าเกิดเธอทำไม่สำเร็จขึ้นมาล่ะ" หัวหน้าหลิวซักต่ออย่างไม่ยอมแพ้
คำถามนี้ทำเอาสีเกามินใจแป้วไปเหมือนกัน "ต่อให้เป็นอย่างนั้น เธอก็ยังมีพื้นที่ให้แสดงความสามารถในด้านอื่นๆ ที่โรงงานของเราได้อีกเยอะแยะ"
หัวหน้าหลิวแค่นหัวเราะ "เหอะ คนในโรงงานคุณยังไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเลย"
"เหล่าหลิว! คุณอย่ามาพูดดีไปหน่อยเลย อย่างกับว่าโรงงานเครื่องจักรของพวกคุณสามัคคีกันตายล่ะ”
“พวกคุณเองก็เพิ่งจะมาเห็นค่าของเฉินชิงตอนที่เธอพิสูจน์ตัวเองแล้วไม่ใช่หรือไง ถึงได้อยากจะดึงเธอกลับไปน่ะ เรื่องนี้เราก็พอๆ กันนั่นแหละ”
“แต่อย่างน้อยโรงงานของเราก็มีเวทีที่พร้อมให้เธอฉายแสงได้ทันที แล้วโรงงานของคุณล่ะ มีอะไรมาสู้" สีเกามินโต้กลับอย่างเหลืออด
เธอรู้สึกเจ็บใจกับการตัดสินใจอันลังเลของตัวเองในอดีตที่ทำให้เพชรเม็ดงามหลุดมือไป แต่คราวนี้เธอไม่ยอมอีกแล้ว ในเมื่ออุตส่าห์สู้จนตั้งแผนกออกแบบขึ้นมาได้สำเร็จ เฉินชิงก็ต้องเป็นของเธอคนเดียวเท่านั้น
เฉินชิงหันไปมองหัวหน้าหลิว ก่อนจะเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงท้าทาย "นั่นสิคะ แล้วทางโรงงานเครื่องจักรมีอะไรดีๆ มานำเสนอบ้างล่ะคะ"
ท่าทางยียวนกวนประสาทของเธอทำเอาหัวหน้าหลิวคันปากอยากจะด่าคนใจจะขาด แต่ก็ต้องข่มใจเอาไว้เมื่ออยู่ต่อหน้าคู่แข่ง
"โรงงานของเราสวัสดิการดีกว่าเยอะ แถมยังอยู่ใกล้บ้าน ข้อดีเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ไม่ต้องพูดถึงให้เสียเวลา แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือโรงงานของเรารับประกันว่าจะได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าชัวร์ๆ 100%”
“ซึ่งนั่นจะเปิดโอกาสให้เธอได้โชว์ทักษะการพูดขั้นเทพของเธอได้อย่างเต็มที่ พอกลับมาที่นี่แล้ว การตัดเย็บก็จะเป็นแค่งานอดิเรกชิลๆ หลังเลิกงานอยากจะทำเมื่อไหร่ก็ทำได้ ไม่มีใครว่า”
“แต่ถ้าไปอยู่โรงงานเสื้อผ้า เลิกงานแล้วยังต้องมานั่งเย็บผ้าอีก ชีวิตมันจะน่าเบื่อขนาดไหน คิดดูสิ เพราะฉะนั้น การกลับมาที่โรงงานเครื่องจักรน่ะ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆ"
สีเกามินเถียงหน้าดำหน้าแดง "แต่มาที่โรงงานของเรามันท้าทายกว่านะคะ"
หัวหน้าหลิวสวนทันควัน "ความท้าทายที่คุณว่าน่ะ มันก็คือความลำบากแล้วก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดน่ะสิ แถมยังเสี่ยงโดนด่าอีกต่างหาก”
“ถ้าเฉินชิงไปอยู่กับคุณแล้วดันพลาดโควตางานแสดงสินค้าขึ้นมา รับรองได้เลยว่าเธอโดนคนงานทั้งโรงงานรุมสาปส่งจนหูชาแน่"
สีเกามินก็ไม่ยอม "ขนาดตอนนี้เธอไม่ได้ทำงานที่โรงงานเครื่องจักรแล้ว ก็ยังโดนคนของพวกคุณนินทาอยู่ทุกวันไม่ใช่หรือไงคะ"
เฉินชิงถึงกับไปไม่เป็น "เอ๊ะ?"
เดี๋ยวนะ นี่มันเวทีโต้วาทีแย่งชิงตัวฉันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นว่าฉันโดนหางเลขโดนโจมตีไปด้วยล่ะเนี่ย หัวใจดวงน้อยๆ นี้ก็บอบบางนะจะบอกให้
"พอแล้วค่ะ พอแล้ว พวกคุณพักดื่มน้ำดื่มท่ากันก่อนดีไหมคะ"
เมื่อสงครามน้ำลายสงบลงชั่วคราว บรรดาไทยมุงรอบข้างต่างก็ทึ่งจนอ้าปากค้าง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ต่างก็คิดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากจะลองไปยืนอยู่ตรงจุดที่เฉินชิงยืนอยู่บ้างจริงๆ
"เอาล่ะ เธอจะเลือกไปไหน ในใจก็คงมีคำตอบแล้ว บอกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ" หัวหน้าหลิวเปิดประเด็น
สีเกามินพยักหน้าเห็นด้วย สายตาเต็มไปด้วยความหวังและความกังวลระคนกันไป
เฉินชิงสูดหายใจเข้าลึกๆ อันที่จริงเธอก็ไม่ได้อยากจะกลับไปทำงานประจำที่ไหนหรอก แต่ดูเหมือนว่าสังคมจะไม่ยอมให้เธอได้ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ง่ายๆ
"ฉันเคยรับปากกับคนในกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกันเอาไว้ ว่ายังไงก็จะสอนพวกเขาให้ทำงานเป็นให้ได้ก่อน”
“ถึงแม้ตอนนี้จะสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มันก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ หนึ่งเดือนเต็ม ตอนนี้วันที่ 17 ธันวาคม สอนไปได้แค่ครึ่งทางเอง”
“ก็น่าจะสอนจบประมาณช่วงต้นปีใหม่พอดีค่ะ แล้วไหนจะยังมีงานสั่งทำที่รับไว้แล้วอีก ซึ่งจะเสร็จก็สิ้นเดือนนี้พอดี"
สีเกามินรีบถาม "แปลว่าต้องรออีกหนึ่งเดือนถึงจะให้คำตอบได้ใช่ไหมคะ"
"เปล่าค่ะ ฉันให้คำตอบได้เลยตอนนี้"
เพียงแค่ประโยคเดียวก็ทำเอาหัวใจของทุกคนแทบจะหยุดเต้น ต่างพากันจ้องมองเธอเป็นตาเดียวอย่างรอคอย
"ฉันจะกลับไปที่โรงงานเครื่องจักรค่ะ"
ประกายในดวงตาของสีเกามินดับวูบลงในบัดดล เธอยอมรับแต่โดยดีว่าในอดีตเธอเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์เฉพาะหน้า จนต้องปล่อยให้โอกาสดีๆ อย่างเฉินชิงหลุดลอยไป
แต่ครั้งนี้เธอได้เห็นกับตาแล้วว่าเฉินชิงมีความสามารถที่แท้จริงขนาดไหน เธอจึงทุ่มสุดตัว ใช้ทุกเส้นสายที่มีเพื่อผลักดันให้เกิดแผนกออกแบบขึ้นมาเพื่อเฉินชิงโดยเฉพาะ แต่ใครจะคิดว่าสุดท้ายกลับช้าไปเพียงก้าวเดียว
เฉินชิงหันไปพูดกับสีเกามินอย่างจริงใจ "แต่ก่อนจะถึงงานแสดงสินค้า ฉันจะช่วยออกแบบเสื้อผ้าสำหรับส่งออกให้คุณสัก 5 ชุดนะคะ แล้วถ้ามีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้อีก ฉันก็จะทำอย่างเต็มที่ค่ะ"
เธอรู้ดีว่าตอนนี้ประเทศชาติต้องการเงินตราต่างประเทศมากแค่ไหน ธุรกิจส่งออกหลายอย่างต้องยอมขายแบบขาดทุนเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
ในฐานะที่เธอเองก็เป็นคนที่ประเทศนี้เลี้ยงดูมา เมื่อถึงเวลาที่ต้องตอบแทน เธอก็พร้อมจะทำทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้
สีเกามินถึงกับตะลึง เธอไม่คิดว่าเฉินชิงจะยื่นมือเข้ามาช่วย เธอคิดมาตลอดว่าที่เฉินชิงเลือกโรงงานเครื่องจักรเป็นเพราะยังโกรธที่เธอเคยผิดคำพูด
แต่เมื่อมาคิดดูดีๆ แล้ว การตัดสินใจของเฉินชิงนั้นถูกต้องที่สุด เพราะการที่เธอได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า ก็เท่ากับเป็นการเปิดประตูให้โรงงานเสื้อผ้าของพวกเขาได้มีโอกาสเข้าไปด้วย
"สหายเฉิน ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆนะคะ"
"ยังไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกค่ะ เพราะฉันยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย"
"ไม่ใช่แค่ขอบคุณ แต่ฉันต้องขอโทษคุณจากใจจริง ที่วันนั้นฉันไม่ได้เลือกที่จะยืนอยู่ข้างคุณอย่างมั่นคง" สีเกามินลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับให้เธออย่างสุดซึ้ง
เฉินชิงตกใจจนต้องรีบลุกขึ้นไปประคอง
สีเกามินยืดตัวตรงแล้วประกาศกร้าว "จำคำพูดของฉันไว้นะคะ ต่อไปนี้ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม ตราบใดที่ฉันยังเป็นผู้จัดการโรงงานแห่งนี้ ถ้าคุณอยากจะกลับมา ที่นี่จะมีตำแหน่งงานรอคุณอยู่เสมอค่ะ"
มันคือคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดจากใจจริง
เฉินชิงยิ้มกว้างจนตาเป็นสระอิ "ขอบคุณมากค่ะ"
บรรดาเพื่อนบ้านที่ร่วมเป็นสักขีพยานต่างพากันเงียบกริบ นี่มันหมายความว่าเฉินชิงไม่เพียงแต่จะได้กลับไปทำงานในตำแหน่งดีๆ ที่โรงงานเครื่องจักร แต่ถ้าวันดีคืนดีเธอเกิดติสต์แตกอยากจะลาออกขึ้นมาอีก ก็ยังมีโรงงานเสื้อผ้ารองรับอยู่อีกที่หนึ่ง!
ทำไมชีวิตคนเรามันถึงได้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ก็อยู่บ้านติดกัน กินน้ำประปาที่เดียวกันแท้ๆ
ภาพของเฉินชิงที่กำลังเจิดจรัสอยู่ตรงหน้ามันช่างบาดตาบาดใจจนพวกเขาแทบจะทนดูไม่ไหว แต่ละคนจึงได้แต่แยกย้ายกันกลับบ้านไปพร้อมกับความอิจฉาที่อัดแน่นอยู่ในอก ก่อนจะไประเบิดอารมณ์ใส่ลูกๆ ของตัวเองที่อายุไล่เลี่ยกับเฉินชิง
"แกดูนั่นสิ ดูเฉินชิงเป็นตัวอย่าง แล้วหันกลับมามองดูสภาพตัวเองบ้าง!"
"ทำไมมันถึงได้ต่างกันขนาดนี้ งานแค่งานเดียวยังหาสมัครไม่ได้เลย แต่ดูเขาสิ มีผู้ใหญ่จากโรงงานใหญ่โตมาแย่งตัวกันถึงบ้าน!"
"ไอ้ลูกไม่ได้เรื่องเอ๊ย!"
ท่ามกลางเสียงก่นด่าที่ดังระงมไปทั่วทั้งซอย เฉินชิงก็ใช้ชีวิตของเธอต่อไปอย่างสงบจนกระทั่งถึงวันปีใหม่
ข่าวคราวการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของเธอก็แพร่สะพัดไปทั่วโรงงานเครื่องจักรในเวลาอันรวดเร็ว แน่นอนว่ามีทั้งคนที่ยินดีและเสียดาย แต่ลึกๆ แล้วในใจของคนส่วนใหญ่กลับคุกรุ่นไปด้วยเปลวไฟแห่งความริษยา
[จบบท]