บทที่ 247: ว่าที่รองหัวหน้าเฉิน
หยางซิวจิ่นชักจะสงสัยอย่างจริงจังแล้วว่าคณะกรรมการโรงงานนี่มันมีอะไรแปลกๆ หรือเปล่า ทำไมแต่ละคนที่ได้เข้าไปนั่งทำงานในนั้น ถึงได้มีระดับความหน้าหนาผิดมนุษย์มนาไปหมดทุกคน
“หัวหน้าหลิว ถ้าคุณยังแวะมาที่นี่บ่อยๆ อีกนะ ผมว่าสมุดบันทึกที่ผมมีอยู่คงได้ย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ห้องคุณจนหมดแน่”
“โธ่ คุณไม่เห็นนี่นาว่าเธอร้องห่มร้องไห้ได้น่าสงสารขนาดไหน”
“น่าสงสารแล้วเกี่ยวอะไรกับผม คุณก็ด่าเธอไปสิ” หยางซิวจิ่นแทบบ้าตายรายวัน
หัวหน้าหลิวกลับยิ้มแบบมีเลศนัย “แหม ได้ยินมาว่าเป็นคนของคุณนี่นา โบราณเขาว่าตีหมาก็ต้องดูเจ้าของ ผมก็เลยให้เกียรติคุณไงล่ะ”
“เราไม่ได้คบกัน” หยางซิวจิ่นยกมือกุมขมับ
แต่หัวหน้าหลิวหาได้สนใจไม่ อะไรที่พอจะหยิบฉวยติดไม้ติดมือไปได้ก็ต้องเอาไปก่อน ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ถือเป็นสวัสดิการพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับตำแหน่งหัวหน้าคณะกรรมการโรงงานก็แล้วกัน
ก็ผมบนหัวอุตส่าห์สละชีพเพื่อชาติร่วงไปตั้งมากมาย มันก็ต้องมีอะไรมาทดแทนกันบ้างสิ เขาเชื่อมั่นเหลือเกินว่าอีกไม่นาน คนอย่างเฉินชิงจะต้องสืบทอดเจตนารมณ์อันดีงามของคณะกรรมการโรงงานได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่นอน
อากาศยิ่งหนาวเย็นลงทุกวัน ลมหนาวพัดมาแต่ละทีก็เหมือนจะแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก หัวหน้าหลิวได้ของที่ต้องการแล้วก็รีบเดินจ้ำอ้าวกลับห้องทำงานทันที ระหว่างทางฝนเจ้ากรรมดันโปรยปรายลงมาซ้ำเติมความหนาวเหน็บเข้าไปอีก
เขาหดคอซุกมือไว้ในแขนเสื้อ เดินตัวสั่นงันงกกลับไปถึงออฟฟิศ จัดการปิดประตูหน้าต่างทุกบานอย่างแน่นหนา เออ อยู่ในห้องอุ่นๆ แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย ฤดูหนาวนี่มันแปลก ทำให้ทุกอย่างดูเชื่องช้าไปหมด
แต่สำหรับคลาสเรียนของเฉินชิงแล้ว ทุกอย่างกลับเดินหน้าเต็มกำลัง บรรดาลูกศิษย์พอรู้ข่าวว่าเดือนหน้าอาจารย์ของพวกเธอจะกลับไปทำงานที่โรงงานเครื่องจักรแล้ว
ก็พากันตั้งอกตั้งใจเรียนกันแบบสุดชีวิต แต่ถึงจะขยันขันแข็งกันแค่ไหน มันก็ไม่ได้ช่วยให้ความคิดนอกลู่นอกทางบางอย่างหายไป
ในห้องเรียนมีจักรเย็บผ้าตั้ง 4 ตัว ถึงสภาพจะดูเก่าไปหน่อย แต่ประสิทธิภาพการใช้งานยังดีเยี่ยม
เฉินชิงเองก็มีจักรเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นในเมื่อเธอไม่ได้ต้องการจักรพวกนี้อีกต่อไป ในฐานะอาจารย์ เธอก็ควรจะมอบมันให้กับลูกศิษย์คนใดคนหนึ่งสิ...ใช่ไหมล่ะ
ความคิดนี้ทำให้ลูกศิษย์หลายคนเหมือนนัดกันมา ต่างคนต่างหอบข้าวของจากบ้านมาประเคนให้เฉินชิงไม่เว้นวัน แม้เธอจะปฏิเสธไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง พวกนั้นก็ยังไม่ลดละความพยายาม จนกระทั่งวันนี้ พอเริ่มคลาสเรียน เฉินชิงก็ประกาศกร้าว
“ทุกคน หยุดมือก่อนค่ะ วันนี้เราจะมาขานชื่อกันหน่อย ใครก็ตามที่ฉันเรียกชื่อ ช่วยยกมือขึ้นด้วย”
สิ้นเสียงเธอ รายชื่อ 7 คนถูกขานออกมาดังลั่นห้อง ทั้ง 7 คนหน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุก
“ฉันรู้ว่าบางคนอาจจะโดนคนที่บ้านยุยง หรือบางคนก็อาจจะคิดเองเออเองว่าถ้าเอาอกเอาใจฉันแล้วจะได้จักรเย็บผ้าไปครอง แต่ฉันขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะว่า มันเป็นไปไม่ได้”
คำประกาศิตของเฉินชิงทำให้ใบหน้าของทั้ง 7 คนซีดเผือดไร้สีเลือด เรื่องแบบนี้มันมีมาแต่โบราณ ให้ข้าวแค่ถ้วยเดียวอาจเป็นบุญคุณ แต่ถ้าให้เป็นกระบุงเมื่อไหร่ บุญคุณนั้นอาจกลายเป็นความแค้นได้ทุกเมื่อ
เฉินชิงไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อเห็นแววตาที่ยังไม่ยอมแพ้ของพวกเธอก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหัวเราะออกมา
“ฉันอุตส่าห์สอนวิชาความรู้ให้ แต่พวกคุณกลับเลือกที่จะเรียนรู้วิชาความโลภ น่าสนใจดีเหมือนกันนะ”
คำพูดของเธอเหมือนแส้ที่ฟาดลงกลางใบหน้าของทั้ง 7 คนจนร้อนฉ่า พวกเธออ้ำๆ อึ้งๆ ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร บางคนถึงกับปล่อยโฮออกมาทันทีเพราะกลัวว่าเฉินชิงจะเกลียดจนไม่ยอมสอนวิชาให้เธออีกต่อไป
เฉินชิงปรายตามองอย่างเย็นชา “เริ่มเรียนได้แล้ว”
บทเรียนดำเนินต่อไปท่ามกลางบรรยากาศที่น่าอึดอัด ทุกคนในห้องต่างก็เกรงกลัวเฉินชิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ยิ่งมาเจอเหตุการณ์นี้เข้าไป ก็ยิ่งไม่มีใครกล้าสบตาเธอ ถ้าไม่ใช่เพราะจักรเย็บผ้าราคาร้อยกว่าหยวนนั่นเป็นเดิมพัน พวกเธอคงไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ต่อหน้าเฉินชิงด้วยซ้ำ
หวังพ่านตี้เสียใจจนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยได้รับคำชมจากใคร แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่เธอกำลังฝึกเย็บผ้าเป็นเส้นตรง เฉินชิงเดินมาตบไหล่แล้วชมเธอเบาๆ
แค่นั้นแหละ คืนนั้นเธอเก็บเอาไปฝันดีจนยิ้มไม่หุบ แต่พอคนที่บ้านรู้ว่าเฉินชิงกำลังจะเลิกสอน พวกเขาก็เริ่มยุยงให้เธอหาทางเอาใจเฉินชิงเพื่อจะได้จักรเย็บผ้ามาครอบครอง แล้วเธอก็ดันใจอ่อนเชื่อพวกเขา
ถ้าเธอได้จักรตัวนั้นมา บวกกับวิชาความรู้ที่ได้จากเฉินชิง อนาคตของเธอจะต้องสดใสอย่างแน่นอน แต่ความเป็นจริงกลับตบหน้าเธอฉาดใหญ่ เฉินชิงไม่ได้โกรธ ไม่ได้ผิดหวัง เธอแค่หัวเราะเยาะในความโง่เขลาของพวกเธอเท่านั้น
หวังพ่านตี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพวกโง่เง่าเต่าตุ่น เป็นศิษย์นอกคอกที่อาจารย์ไม่รักอีกต่อไปแล้ว ชีวิตนี้ของเธอก็คงไม่ต่างอะไรกับลาโม่แป้งที่เดินวนไปวนมา ทำแต่เรื่องไร้สาระไปวันๆ
ทำไมเธอถึงได้โง่ขนาดนี้นะ หวังพ่านตี้เจ็บปวดใจเหลือเกิน โทษตัวเองที่โลภไม่เข้าเรื่อง ทั้งที่อาจารย์ช่วยให้เธอลืมตาอ้าปาก มีที่ยืนในบ้านได้แล้วแท้ๆ แต่เธอกลับคิดจะหักหลังคนที่ให้โอกาสเธอ
เฉินชิงยังคงทำหน้าที่ของเธอต่อไปตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่แรก เธอวางตัวชัดเจนมาตลอดว่าเธอคือ งครู" ไม่ใช่ "อาจารย์" เธอมีหน้าที่แค่สอนวิชาความรู้ให้
แต่ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบชีวิตของใคร ขอแค่เธอทำในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอแล้ว คิดซะว่าเป็นการทำงานเพื่อสังคมก็แล้วกัน
หลังจากสอนมาทั้งบ่ายจนคอแห้งเป็นผง พอกลับถึงบ้านเฉินชิงก็รีบกรอกน้ำเข้าปากไปหลายอึก ก่อนจะหยิบสมุดขึ้นมาบันทึกความก้าวหน้าของนักเรียนแต่ละคนอย่างละเอียด
เธอมีความรู้ด้านการออกแบบเสื้อผ้าอย่างเป็นระบบ และได้คัดเอาเฉพาะเทคนิคที่จำเป็นมาสอนเพื่อให้ทุกคนเรียนรู้ได้เร็วที่สุด
ซึ่งตามแผนของเธอแล้ว แค่เดือนเดียวก็มากพอที่จะทำให้พวกเธอตัดเย็บเสื้อผ้าในแบบที่เธอสอนได้ ส่วนจักรเย็บผ้าทั้ง 4 ตัวนั้น แน่นอนว่ามันมีเจ้าของที่เหมาะสมรออยู่แล้ว
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ในที่สุดก็ถึงวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งสำหรับคนแถวนี้แล้ว มันก็เป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่ง ไม่มีการเฉลิมฉลอง ไม่มีแม้แต่อาหารมื้อพิเศษด้วยซ้ำ
เหลือเวลาอีกเพียง 3 วันเท่านั้นที่เฉินชิงจะกลับไปทำงานที่โรงงานเครื่องจักร แต่เธอกลับเลือกที่จะไปที่นั่นในวันนี้
ยามที่แผนกรักษาความปลอดภัยเห็นร่างที่คุ้นเคยเดินเข้ามา ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นเต้น “เฉิน...”
เขาอ้าปากค้าง สมองตีกันวุ่นวายไปหมดว่าควรจะเรียกเธอว่าอะไรดี หัวหน้าทีมเฉิน สหายเฉิน หรือว่า...รองหัวหน้าเฉิน
“สหายเฉินก็ได้ค่ะ” เฉินชิงยิ้มบางๆ
“สหายเฉิน คุณมาทำไมเหรอครับ”
“ฉันมีธุระนิดหน่อยที่โรงงานค่ะ”
“อ้อ เชิญเลยครับ เชิญ”
เมื่อผ่านเข้ามาได้ เฉินชิงก็มุ่งตรงไปยังห้องทำงานของเลขาธิการพรรคหยางทันที การปรากฏตัวของเธอทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย “รองหัวหน้าเฉิน ลมอะไรหอบเธอมาถึงนี่ได้”
“ก็แค่แวะมาทักทายค่ะ รื้อฟื้นความหลังกับท่านหน่อยค่ะ” เฉินชิงตอบพร้อมรอยยิ้มที่เป็นมิตร
แต่ท่าทีสบายๆ ของเธอกลับทำให้เลขาธิการพรรคหยางต้องรีบยกการ์ดสูงขึ้นทันที
“งั้นก็ดีเลย มาๆ ฉันจะรินชาให้”
“โอ๊ย ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ ไม่มีเหตุผลที่ผู้ใหญ่จะต้องมารินชาให้เด็กอย่างฉัน เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
ว่าแล้วเฉินชิงก็เดินไปที่ชั้นวางใบชาของเขาอย่างถือวิสาสะ ไล่สายตาสำรวจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบกระปุกที่ดูแพงที่สุดออกมาจัดการชงชาอย่างคล่องแคล่วราวกับว่านี่คือห้องทำงานของเธอเอง
เลขาธิการพรรคหยางได้แต่ยืนมองเงียบๆ
เมื่อชงชาเสร็จ เฉินชิงก็ถือถ้วยมานั่งลงบนเก้าอี้ เอนหลังพิงพนักอย่างสบายอารมณ์
“เลขาธิการพรรคหยาง ได้ยินมาว่าตอนนี้ท่านยังดูแลแผนกหลอมเหล็กอยู่ใช่ไหมคะ”
“ใช่ แต่หลังจากที่เธอกลับมา ฉันก็จะส่งมอบตำแหน่งคืนให้เธอ” สำหรับเขาแล้ว แผนกหลอมเหล็กที่ไม่มีเฉินชิงก็เหมือนขนมจีบที่ไม่มีจิ๊กโฉ่ว มันขาดรสชาติและความหมายไปโดยสิ้นเชิง
“แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ท่านก็ยังเป็นผู้นำอยู่ ฉันเลยมีเรื่องอยากจะปรึกษาสักหน่อยค่ะ”
“ว่ามาสิ”
“คืออย่างนี้ค่ะ เสื้อผ้าของพนักงานในแผนกเหล็กเก่าน่ะมันขาดง่ายแล้วก็พังเร็วมาก กลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกันของฉันเลยมีความคิดว่า หลังจากที่พวกเราได้บริจาคเสื้อผ้า 10 ชุดให้กับเหล่าทหารหาญที่ชายแดนไปแล้ว”
“ก่อนที่จะจบหลักสูตร พวกเราอยากจะใช้ความสามารถที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการอาสาซ่อมแซมเสื้อผ้าให้กับสหายในแผนกเหล็กเก่าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ท่านคิดว่ายังไงคะ”
เลขาธิการพรรคหยางจ้องมองเธอเขม็ง แววตาของหญิงสาวตรงหน้าช่างสงบนิ่งและเรียบง่ายจนอ่านไม่ออกว่าเธอคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่เขารู้ดีว่าแค่การก่อตั้งกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกันกลุ่มเดียว
มันก็ช่วยปูทางและสร้างสถานะที่มั่นคงให้กับเธอในโรงงานใหญ่ทั้งสองแห่งได้แล้ว ไหนจะเรื่องการบริจาคเสื้อผ้าที่เธอจงใจเลือกหน่วยทหารที่พี่เขยเคยประจำการอยู่ นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของครอบครัวเธอให้เด่นชัดขึ้นไปอีก
หากในอนาคตเฮ่ออวี้เสียงคิดจะเอาดีทางสายทหาร เส้นทางของเขาก็คงจะราบรื่นกว่าคนอื่นเป็นแน่ และมาตอนนี้ แม้จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของกลุ่ม
เธอก็ยังรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างบุญคุณให้กับคนในโรงงาน เป็นการปิดฉากที่สวยงามและชาญฉลาดอย่างยิ่ง
[จบบท]