บทที่ 249: ผู้มาใหม่
ณ ที่ทำการของคณะกรรมการโรงงานอันเป็นศูนย์กลางอำนาจ มีห้องทำงานอยู่เพียง 6 ห้อง แต่ละห้องต่างก็มีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบแตกต่างกันออกไป อย่างห้องทำงานเดิมของเฉินชิงก็มีหน้าที่หลักในการดูแลสายพานการผลิตทั้งหมดให้ราบรื่น
ภารกิจแรกในตำแหน่งใหม่ของเฉินชิงคือการทำความรู้จักกับทีมงานภายใต้การบังคับบัญชาของเธอ หัวหน้าหลิวจึงพาเธอไปแนะนำตัวกับหัวหน้าทีมอีก 2 คน ซึ่งคนหนึ่งคุมฝ่ายบุคคล ส่วนอีกคนดูแลเรื่องเอกสารและการประชุมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโรงงาน
“นี่หัวหน้าทีมหม่าเชี่ยงเฉียน เขาดูแลเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่ง รวมถึงการประเมินผลงานเพื่อพิจารณาเรื่องรางวัลหรือบทลงโทษพนักงาน ถ้าจะว่าไปแล้ว ลุงหม่าของเธอก็เป็นคนที่เห็นเธอมาตั้งแต่เด็กนั่นแหละ”
หม่าเชี่ยงเฉียนรีบโบกมือปฏิเสธอย่างถ่อมตน “โธ่ คลื่นลูกใหม่ย่อมซัดคลื่นลูกเก่าเป็นธรรมดาอยู่แล้วครับ ต่อไปรองหัวหน้าเฉินมีอะไรให้รับใช้ก็สั่งมาได้เลย”
เฉินชิงแย้มยิ้มอย่างเป็นมิตร “ขอบคุณค่ะลุงหม่า”
ทั้งสองต่างวางตัวตามบทบาทและสถานะใหม่ของกันและกันได้อย่างลงตัว หม่าเชี่ยงเฉียนในวัย 42 ปีนั้นเป็นผู้มีประสบการณ์สูงในคณะกรรมการโรงงาน ทั้งยังมีนิสัยดีและขยันขันแข็ง
ก่อนหน้านี้ใครๆ ต่างก็มองว่าเขาคือตัวเต็งที่จะได้เลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้ ซึ่งก็รวมถึงตัวเฉินชิงเองที่เคยคิดแบบนั้นเช่นกัน
จากนั้นหัวหน้าหลิวก็ผายมือไปยังชายอีกคน “ส่วนนี่คือฟางหย่งเก๋อ เขามีหน้าที่จัดเตรียมการประชุมต่างๆ และคอยประสานงานกับแผนกอื่นเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี ต่อไปนี้เธอต้องเรียนรู้งานจากหัวหน้าทีมฟางเขาให้มากๆล่ะ”
ฟางหย่งเก๋อเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่กล้ารับคำแนะนำหรอกครับ”
ความรู้สึกขุ่นเคืองมันอัดแน่นอยู่ในอก เขาอุตส่าห์ทุ่มเททำงานหนักให้กับโรงงานมานานถึง 7 ปี แต่สุดท้ายกลับมีเด็กสาวเมื่อวานซืนมาชิงตำแหน่งตัดหน้าแซงพวกรุ่นพี่อย่างพวกเขาไปได้อย่างหน้าตาเฉย มันช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี
เฉินชิงแค่พยักหน้ารับรู้ ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเพิ่มเติม เธอรู้ดีว่าตัวเองยังอายุน้อยและประสบการณ์ก็น้อยกว่าคนอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมให้ใครมาดูถูกหรือข่มเหงได้ง่ายๆ ฟางหย่งเก๋อที่เห็นท่าทีนิ่งเฉยของเธอก็ได้แต่อัดอั้นจนหน้าแดงก่ำ
หัวหน้าหลิวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “คนสุดท้ายนี่คือสหายซูม่านม่าน เธอจะมารับผิดชอบงานจัดการแผนกการผลิตแทนเธอ ซึ่งเป็นตำแหน่งเก่าของเธอนั่นแหละ เธอคงจะคุ้นเคยกับเนื้องานดีอยู่แล้ว”
ซูม่านม่านเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่พอใจ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ตั้งใจว่าจะไม่ยอมเรียกเฉินชิงว่ารองหัวหน้าเด็ดขาด แต่เฉินชิงก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับท่าทีของเธอเลยสักนิด
ที่น่าแปลกใจก็คือหัวหน้าหลิวมอบหมายงานในส่วนที่สำคัญที่สุดถึง 3 แผนกจากทั้งหมด 6 แผนกมาให้อยู่ในการดูแลของเธอทั้งหมด
ส่วนที่เหลืออีก 3 แผนกก็เป็นงานด้านการประสานงานเทคนิค จัดสรรทรัพยากร ประสานงานภายนอก และการจัดอบรมการเมือง
“เอาล่ะ ต่อไปนี้เธอคือรองหัวหน้าของพวกคุณทุกคน ทำความรู้จักกันไว้ซะ” หัวหน้าหลิวเอ่ยขึ้นเป็นการตัดบท ซึ่งมันก็ชัดเจนว่าเขากำลังสั่งให้ทุกคนทำความเคารพผู้บังคับบัญชาคนใหม่
หม่าเชี่ยงเฉียนเป็นคนแรกที่ปรับตัวได้ เขารีบยื่นมือออกไปข้างหน้า “รองหัวหน้าเฉิน ต่อไปนี้ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
เฉินชิงยื่นมือไปจับอย่างเป็นมิตร “เช่นกันค่ะ คงต้องรบกวนลุงหม่าช่วยชี้แนะหลายๆ เรื่องเลย”
ฟางหย่งเก๋อเหลือบมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโกรธ ทั้งอิจฉา จนรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว
หม่าเชี่ยงเฉียนถือเป็นคนที่มีโอกาสจะได้สืบทอดตำแหน่งต่อจากหัวหน้าหลิวมากที่สุด แต่ทำไมถึงยอมศิโรราบให้กับเด็กสาวคนนี้ง่ายดายขนาดนี้ หรือว่ากำลังวางแผนร้ายอะไรอยู่ลับหลังกันแน่ ช่างเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์จริงๆ!
“สวัสดีครับ รองหัวหน้าเฉิน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แทบจะไม่ได้ยิน
เฉินชิงพยักหน้ารับ “สวัสดีค่ะ หัวหน้าทีมฟาง” เธอเลือกที่จะไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี ซึ่งนั่นก็ทำให้ฟางหย่งเก๋อแอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ในทางกลับกัน ซูม่านม่านกลับรู้สึกเจ็บปวดจนขอบตาร้อนผ่าว การต้องมาอยู่ใต้บังคับบัญชาของเฉินชิงมันทำให้เธอรู้สึกอัปยศและเจ็บใจเสียยิ่งกว่าการเห็นภาพบาดตาที่เฉินชิงจูบกับเฮ่อหย่วนเสียอีก “สวัสดีค่ะ รองหัวหน้าเฉิน”
“สวัสดีค่ะ หัวหน้าทีมซู” เฉินชิงตอบกลับด้วยท่าทีเรียบเฉย
เมื่อเห็นว่าการแนะนำตัวเสร็จสิ้นลงแล้ว หัวหน้าหลิวก็พยักหน้าอย่างพอใจ “ดีมาก งั้นพวกคุณก็แยกย้ายไปทำงานของตัวเองได้แล้ว จำไว้ว่าต่อไปนี้งานที่เคยส่งให้ผม ให้ส่งตรงที่รองหัวหน้าเฉินแทน”
ทั้งสามคนจึงได้แยกย้ายกันไป เหลือเพียงซูม่านม่านที่ต้องยืนมองเฉินชิงเดินเข้ามาในห้องทำงานเดิมของเธอด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
โต๊ะทำงานของเฉินชิงยังคงตั้งอยู่ที่เดิม ริมหน้าต่างที่แสงแดดสาดส่องเข้ามาอย่างอบอุ่น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการจัดวางตำแหน่งโต๊ะของคนอื่นๆ ที่ถูกขยับไปอยู่ใกล้ประตูมากขึ้น
ทำให้โต๊ะของเธอดูโดดเด่นและบ่งบอกถึงสถานะที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน โต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้มตัวใหญ่ถูกปูทับด้วยแผ่นกระจกใส ข้างใต้มีตารางแผนการผลิตและคำคมของท่านประธานสอดไว้เช่นเคย
แต่สิ่งที่พิเศษกว่าเดิมคือตอนนี้เธอมีตู้เก็บเอกสารเป็นของตัวเองแล้ว! บนชั้นบนสุดของตู้มีกระติกน้ำร้อนเคลือบและแก้วน้ำส่วนตัววางรออยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นของที่หัวหน้าหลิวแอบไปเบิกมาจากแผนกพลาธิการเพื่อเธอโดยเฉพาะ
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินชิงตื่นเต้นที่สุดคงหนีไม่พ้นโทรศัพท์ตั้งโต๊ะสีดำเครื่องนั้น ถึงแม้มันจะเป็นแบบหมุนที่ดูเก่าไปสักหน่อย แต่ในที่สุดเธอก็มีโทรศัพท์เป็นของตัวเองเสียที!
หัวหน้าหลิวเห็นแววตาอยากรู้อยากเห็นของเธอก็อธิบายขึ้น “ให้คนมาเช็คแล้ว ยังใช้การได้ดีอยู่”
“เยี่ยมเลยค่ะ” เฉินชิงพยักหน้ารับ ทั้งที่ในใจก็แอบคิดว่าเธอจะใช้มันเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้
หัวหน้าหลิวจึงต้องสอนวิธีใช้งานให้เธอ พร้อมกับกำชับว่า “จำไว้นะว่าห้ามใช้โทรศัพท์เรื่องส่วนตัวเด็ดขาด เวลาจะโทรแต่ละทีให้ร่างเรื่องที่จะพูดไว้ก่อน จะได้ไม่เปลืองค่าโทร”
“รับทราบค่ะ…” เธอเข้าใจดีว่าค่าโทรศัพท์ในยุคนี้มันแพงแค่ไหน
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรต้องสั่งงานเพิ่มเติมแล้ว หัวหน้าหลิวจึงกล่าวทิ้งท้าย “เรื่องก็มีเท่านี้แหละ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ค่อยมาถามฉันอีกทีแล้วกัน”
“ได้ค่ะ” เฉินชิงรับคำ ก่อนที่หัวหน้าหลิวจะเดินจากไป
ทันทีที่หัวหน้าหลิวคล้อยหลัง เถียนเมิ่งหย่าก็ส่งเสียงร้องอย่างดีใจแล้วรีบวิ่งเข้ามาหาเฉินชิง “ในที่สุดเธอก็กลับมาซะที! เธอรู้ไหมว่าตอนเธอไม่อยู่ ฉันเหงามาก ไม่มีใครไปกินข้าวด้วย ไม่มีใครไปเข้าห้องน้ำเป็นเพื่อนเลย”
เฉินชิงมองเพื่อนรักด้วยสายตาอ่อนโยนพลางอมยิ้ม “สหายเถียนคงลำบากแย่เลยสินะ”
“ใช่เลยล่ะ!” เถียนเมิ่งหย่ากอดอกแล้วทำแก้มป่อง
หวังเจี่ยฟ่างเดินเข้ามาสมทบพร้อมกับยื่นส้ม 6 ผลให้เฉินชิง “ขอให้โชคดีมีชัยในตำแหน่งใหม่นะครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ” เฉินชิงรีบรับมาด้วยความเกรงใจ
เถียนเมิ่งหย่าเห็นดังนั้นก็นึกเสียดายที่ตัวเองไม่ได้เตรียมของขวัญมงคลแบบนี้มาบ้าง ไม่ได้การ! เที่ยงนี้เธอต้องไปหาซื้อมาให้ได้!
ซูม่านม่านที่มองอยู่ห่างๆ รู้สึกอิจฉาจนทนไม่ไหวจึงหันไปถามหวังเจี่ยฟ่าง “แล้วของฉันล่ะคะ ทำไมฉันไม่มี!”
หวังเจี่ยฟ่างทำหน้าซื่อตาใส “สงสัยผมคงลืมไปครับ” แล้วรีบพูดต่อทันทีเหมือนกลัวว่าซูม่านม่านจะเซ้าซี้
“พอดีญาติผมเขาให้มา ตอนนี้ก็หมดแล้วด้วย ถ้าหัวหน้าทีมซูอยากได้ก็ลองไปหาซื้อที่สหกรณ์ฯ ดูนะครับ”
เหตุผลที่เขาให้ของขวัญเฉินชิงก็เพราะความนับถือในความสามารถของเธอล้วนๆ ผู้หญิงตัวคนเดียวที่ถูกผู้ใหญ่ในโรงงานทอดทิ้ง
แต่กลับสามารถต่อสู้กับข่าวลือสารพัดและพิสูจน์ตัวเองจนกลับมายืนหยัดได้อย่างสง่างามอีกครั้ง มันเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะถ้าให้เขาลองคิดกลับกัน ถ้าเป็นเขาที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ เขาคงทำไม่ได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นเขาจึงอยากจะอวยพรให้เส้นทางของเธอในอนาคตราบรื่นขึ้นบ้าง แต่เขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องให้ของขวัญซูม่านม่านนี่นา หรือว่าเขาดูเหมือนคนที่มีเงินเหลือใช้ขนาดนั้น? คิดได้ดังนั้นหวังเจี่ยฟ่างก็เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเองอย่างเงียบๆ
หูไท่หงเห็นเป็นโอกาสจึงรีบเข้าไปประจบเฉินชิงบ้าง “รองหัวหน้าเฉิน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
“อืม ไม่ได้เจอกันนาน” เฉินชิงตอบรับสั้นๆ เธอพอจะได้ยินเรื่องราวของเขามาจากเถียนเมิ่งหย่าบ้าง แต่ก็ไม่รู้จะวิจารณ์อย่างไรดี
หลังจากทักทายกับเพื่อนร่วมงานที่คุ้นเคยจนครบทุกคนแล้ว เฉินชิงก็เริ่มลงมือทำงานด้วยการเปิดเอกสารขึ้นมาตรวจสอบ ซูม่านม่านที่เห็นว่าไม่มีใครสนใจเธอแล้วจึงหันไปสั่งงานหูไท่หงแทน
หูไท่หงแอบชำเลืองมองเฉินชิงด้วยความหวัง เมื่อเห็นว่าเธอไม่สนใจ เขาจึงแกล้งไอเสียงดังออกมาหลายครั้งเพื่อเรียกความสนใจ
ในที่สุดเฉินชิงก็เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเขา เธอก็เอ่ยถาม “มีอะไรหรือเปล่า?”
“อ๋อ เปล่าครับ คือตอนนี้ผมยุ่งมากเลย นอกจากงานที่พ่อผมสั่งไว้แล้ว ผมยังต้องดูแลแผนกอื่นอีกตั้งหลายแผนก รองหัวหน้าเฉินพอจะเมตตาช่วยแบ่งเบาภาระผมหน่อยได้ไหมครับ?”
หูไท่หงถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความดีใจที่ใกล้จะได้ปลดแอก
เฉินชิงแสยะยิ้ม “ไสหัวไป”
หูไท่หงถึงกับอึ้งไป “เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะครับ?”
เฉินชิงเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย “ฉันบอกให้ไปให้พ้น คราวนี้ได้ยินชัดพอหรือยัง?”
สีหน้าของหูไท่หงเปลี่ยนจากขาวเป็นเขียว จากเขียวเป็นแดงสลับกันไปมาอย่างน่าขัน “คุณกล้าดียังไง…”
เฉินชิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางจ้องมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย “คงเคยได้ยินใช่ไหมว่า ‘ขุนนางใหม่มักจะจุดไฟ 3 กองเสมอ’ อยากลองเป็นเชื้อไฟกองแรกของฉันดูไหมล่ะ?”
หูไท่หงรู้สึกราวกับมีแรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามาใส่จนเขากลัวจนตัวสั่น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อก่อนเธอไม่ใช่คนแบบนี้นี่นา
[จบบท]