บทที่ 25 คนในใจ
เฮ่ออวี้เสียงวิ่งกลับไปรินน้ำที่บ้าน แล้วเดินประคองกลับมาส่งให้ถึงมือซูเจวียนเจวียนอย่างระมัดระวัง
หญิงสาวอยู่ในสภาพที่ไม่มีแก่ใจจะเอ่ยคำขอบคุณใดๆ ความคิดเดียวในหัวคือทำอย่างไรก็ได้ให้รอดชีวิต เธอจึงรับถ้วยน้ำมาดื่มรวดเดียวจนหมดเหือด
เมื่อเฮ่ออวี้เสียงเห็นแววตาที่เหม่อลอยของเธอ เขาก็พอจะเดาได้ว่าเธอคงคิดอะไรไม่ออก เขาจึงหยิบชามเนื้อติดมือกลับบ้านไปตั้งใจจะทำโจ๊กผักร้อนๆ ให้แทน
ส่วนเนื้อที่อัดแน่นเต็มชามนั้น เขาคิดว่าควรรอให้ท้องไส้ของเธอเข้าที่เข้าทางกว่านี้ก่อนแล้วค่อยให้กิน ไม่เช่นนั้นกลิ่นหอมฉุยของเนื้ออาจจะโชยไปเตะจมูกพ่อแม่ของเธอจนเรื่องแดงขึ้นมาได้
ขณะเดียวกัน เฉินชิงที่ยังอยู่เป็นเพื่อนซูเจวียนเจวียนในห้องก็เสนอตัวว่าจะพาเธอไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าหลิน
แต่ซูเจวียนเจวียนกลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“ฉันอยากไปหาแฟนของฉัน”
“ห๊ะ?” เฉินชิงประหลาดใจ
“นี่เธอจะหนีตามเขาไปเหรอ”
“อื้ม!”
“โอเค ได้จ้ะ”
เฉินชิงไม่รอช้า รีบประคองร่างที่อ่อนแรงของซูเจวียนเจวียนกลับไปที่บ้านของตัวเองก่อน
เมื่อเฮ่ออวี้เสียงเห็นน้าสาวพาคนมาด้วย เขาก็เดินกลับไปที่ลานบ้านของซูเจวียนเจวียนอีกรอบ แล้วจัดการลงกลอนประตูให้เรียบร้อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เฉินชิง “...”
เขาเป็นคนที่ทำผิดกฎหมายไปแล้วครึ่งเล่มในนิยายจริงๆ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็เก็บรายละเอียดได้หมดจดไม่มีที่ติ
คืนนั้นน้ากับหลานอีกสองชีวิตจึงต้องช่วยกันดูแลซูเจวียนเจวียนกันอย่างเต็มที่ ตั้งแต่สองทุ่มยาวไปจนถึงห้าทุ่ม ในที่สุดอาการของเธอก็ค่อยๆ ดีขึ้น
เฉินชิงฉายไฟฉายไปพลางพลางกำชับเฮ่ออวี้เสียงว่า “เธอกับน้องรีบไปนอนเถอะ น้าจะพาพี่เขาไปส่งที่โรงพยาบาลโรงงานเครื่องจักรแล้วจะรีบกลับ”
“ครับ”
ให้พวกเขาสองคนตามไปด้วยก็มีแต่จะเกะกะเปล่าๆ อยู่บ้านรอแบบนี้ยังจะดีเสียกว่า
เฮ่ออวี้ถิงอดเป็นห่วงไม่ได้จึงเดินเข้าไปดึงชายเสื้อของน้าสาวเบาๆ แล้วแหงนหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“น้าต้องรีบกลับมานะคะ”
“จ้ะ รีบนอนได้แล้วนะเด็กดี”
เฉินชิงลูบผมหลานสาวอย่างเอ็นดู ก่อนจะหันไปประคองซูเจวียนเจวียนเดินตรงไปยังโรงพยาบาลของโรงงานเครื่องจักร
โรงพยาบาลแห่งนี้เพิ่งก่อสร้างได้ไม่นาน สภาพภายนอกจึงยังดูสะอาดสะอ้าน แสงไฟจากข้างในก็สว่างจ้า บนผนังมีโปสเตอร์พร้อมคำขวัญติดอยู่ประปราย เช่น “จงรับใช้ประชาชน” หรือ “รักษาคนไข้ ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ”
ทั่วทั้งโถงทางเดินคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ จนเฉินชิงต้องเผลอขมวดคิ้ว เธอเดินเข้าไปสอบถามข้อมูลห้องพักของแฟนซูเจวียนเจวียนจากพยาบาล ก่อนจะประคองเธอเดินขึ้นไปชั้นบน
แฟนของซูเจวียนเจวียนถือเป็นคนที่มีความสามารถไม่น้อย เขาทำงานเป็นช่างเทคนิค มีเงินเดือนสูงถึง 67.5 หยวน แถมเบี้ยเลี้ยงหลังจากทำงานสำเร็จในแต่ละครั้งก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ
ถ้าว่ากันตามเหตุผล ด้วยเงื่อนไขที่ดีขนาดนี้ หากเขายอมทุ่มเงินสินสอดเพิ่มอีกสักหน่อย พ่อแม่ของซูเจวียนเจวียนก็คงไม่ทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือที่บ้านของเขามีน้องชายและน้องสาวที่ต้องดูแลอีกเป็นโขยง
รวมๆ แล้วก็ 15 คน!
7 คนเป็นน้องแท้ๆ ร่วมพ่อร่วมแม่เดียวกัน อีก 3 คนเป็นน้องต่างพ่อต่างแม่ และอีก 5 คนเป็นน้องต่างแม่
ซูเจวียนเจวียนเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยของคนรัก แต่กลับไม่กล้าพอที่จะก้าวเข้าไป
เฉินชิงเห็นดังนั้นจึงค่อยๆ ปล่อยมือ แล้วเดินไปนั่งรออยู่บนม้านั่งยาวในโถงทางเดินของโรงพยาบาล ปล่อยให้เธอได้ใช้เวลาตัดสินใจ
“ว้าย!”
ยังไม่ทันที่ซูเจวียนเจวียนจะได้ตัดสินใจอะไร เธอก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อจู่ๆ ก็มีชายร่างสูงคนหนึ่งเดินออกมาจากห้อง
“เจวียนเจวียน!” ฉินต้าเหว่ยร้องเรียกชื่อคนรักด้วยความดีใจแล้วพยายามจะลุกขึ้นจากเตียง
เฮ่อหย่วนซึ่งกำลังจะเดินออกจากห้องพอดีเหลือบไปเห็นว่าเพื่อนร่วมงานกำลังพยายามฝืนร่างกายตัวเอง เขาก็รีบหันกลับมาพยุงร่างนั้นไว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เขาไม่เข้าใจความคิดของฉินต้าเหว่ยเลยจริงๆ การย้ายไปทำงานที่โรงงานเครื่องจักรเมืองเซี่ยงไฮ้ไม่เพียงแต่จะทำให้เงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกตั้ง 10 หยวน แต่ยังมีโอกาสได้บ้านพักเป็นของตัวเองอีกด้วย ทำไมถึงยังต้องลังเลอยู่อีกนะ
ฉินต้าเหว่ยมองหญิงสาวตรงหน้าที่ซูบผอมลงไปมากด้วยแววตาแดงก่ำ “พวกเขาทำอะไรเธอเหรอครับ”
“ฉันไม่เป็นไร แล้วนายล่ะเป็นยังไงบ้าง”
ในตอนที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ซูเจวียนเจวียนคิดเพียงอย่างเดียวคือการหนีตามเขาไปให้ไกลแสนไกล แต่พอมาถึงโรงพยาบาล เธอกลับเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจขึ้นมา
ต้าเหว่ยเป็นพี่ชายคนโตของบ้าน ตั้งแต่ที่เขาเริ่มทำงานในโรงงานเครื่องจักรตอนอายุ 16 ปี เงินทุกหยวนที่หามาได้ก็ต้องส่งให้พ่อทั้งหมด ไม่เคยมีเงินเก็บเป็นของตัวเองเลยสักนิด
ถึงแม้ว่าพ่อของเขาจะเป็นคนเผด็จการ แต่ก็ไม่ได้เลี้ยงดูเขาอย่างทอดทิ้ง ทั้งเรื่องอาหารการกินและเสื้อผ้าหน้าผม เขายังคงได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในบ้านเสมอ
หากเธอเห็นแก่ตัวชวนฉินต้าเหว่ยหนีไป แล้วบรรดาน้องๆ ของเขาจะอยู่อย่างไร
“ฉันสบายดี” ฉินต้าเหว่ยยิ้มออกมาอย่างเก้อๆ
เฮ่อหย่วนปล่อยมือจากเขา
ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจนฉินต้าเหว่ยต้องสูดปาก
ซูเจวียนเจวียนรีบปรี่เข้าไปประคองเขาไว้
วินาทีที่ผิวเนื้อของทั้งสองสัมผัสกัน ฝ่ายชายก็ลืมความเจ็บปวดทั่วทั้งร่างไปชั่วขณะ ส่วนฝ่ายหญิงก็ลืมไปว่าร่างกายของตัวเองอ่อนแอจนแทบจะยืนไม่ไหว
ทั้งสองต่างหน้าแดงก่ำแล้วรีบเบือนหน้าหนี ไม่กล้าสบตากันตรงๆ
เฉินชิงเท้าคางมองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง
จะหนีตามกันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แล้วจะมาเขินอะไรกันตอนนี้
เมื่อละสายตาจากทั้งคู่ เฉินชิงก็สบเข้ากับสายตาเย็นชาของเฮ่อหย่วนพอดี เธอจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับส่งยิ้มให้เขา
“สวัสดีค่ะ นักวิจัยเฮ่อ เชิญนั่งก่อนสิคะ”
พร้อมกันนั้นเธอก็ใช้มือตบเบาะที่นั่งข้างๆ ตัวเบาๆ เป็นการเชื้อเชิญ
เฮ่อหย่วนไม่อยากจะเข้าไปนั่งใกล้ๆ
แต่เมื่อเห็นว่าหนุ่มสาวคู่นั้นต้องการพื้นที่ส่วนตัว การที่เขาจะยืนค้ำหัวอยู่แบบนี้ก็คงจะดูไม่ดีเท่าไหร่
เขาจึงตัดสินใจเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่เว้นระยะห่างจากเฉินชิงไปสองที่นั่ง ก่อนจะเอนศีรษะพิงกำแพงแล้วหลับตาลงเหมือนต้องการจะพักผ่อน
เฉินชิงจ้องมองไปข้างหน้า ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ซูเจวียนเจวียนและฉินต้าเหว่ยที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็กลับมาวางตัวเป็นปกติ แม้ว่าซูเจวียนเจวียนจะถูกขังอยู่ในห้อง
แต่ด้วยความที่อาศัยอยู่ในบ้านพักรวมที่มีคนเดินเข้าออกตลอดเวลา ทำให้เธอพอจะรู้เรื่องซุบซิบในละแวกนั้นอยู่บ้าง เธอจึงรีบประคองฉินต้าเหว่ยเข้าไปในห้อง
“เสี่ยวเฉินชิงชอบนักวิจัยเฮ่อ เราอย่าไปขัดจังหวะพวกเขาเลย”
“จริงเหรอ เฉินชิงชอบนักวิจัยเฮ่อเหรอ”
“แล้วมันแปลกตรงไหนล่ะ ฉันว่าพวกเขาสองคนก็ดูเหมาะสมกันดีออก นักวิจัยเฮ่อทั้งหล่อทั้งสูง ตอนที่เขาโผล่มาตรงหน้าฉัน ฉันยังตกใจเลย”
ตอนที่ซูเจวียนเจวียนยืนอยู่หน้าประตู สติสัมปชัญญะของเธอก็เลื่อนลอยอยู่แล้ว พอเจอคนหล่อแบบไม่ทันตั้งตัวก็เลยตกใจเป็นธรรมดา
ฉินต้าเหว่ยได้ฟังก็รู้สึกขุ่นเคืองใจขึ้นมาทันที เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเจือความน้อยใจว่า
“หล่อตรงไหนกัน เย็นชาเป็นน้ำแข็ง ไม่น่าสนใจสักนิดเดียว แถมจะบอกอะไรให้อีกอย่างนะ เขาเป็นคนที่พูดจาไม่รักษาน้ำใจคนอื่นเลย วันๆ ก็ขลุกอยู่แต่ในห้องทดลอง พอลูกน้องทำอะไรไม่ถูกใจก็จะโมโห นิสัยไม่ดีเอามากๆ”
“พอแล้วน่า ฉันไม่ได้ชอบเขาสักหน่อย” ซูเจวียนเจวียนก้มหน้างุด ก่อนจะเหลือบมองเขาอย่างเขินอายแล้วพึมพำออกมาเบาๆ
“ในใจฉันมีคนอื่นอยู่แล้ว”
ฉินต้าเหว่ยนั่งอยู่บนเตียงคนไข้ ยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจ
ฮี่ๆ
เขารู้อยู่แล้วล่ะ
เจวียนเจวียนของเขาชอบเขาที่สุดในโลก!
ฉินต้าเหว่ยรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเอื้อมมือไปสัมผัสมือของเธอแล้วกุมไว้แน่น เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วถามว่า “แล้วเธอมาหาฉันได้ยังไง”
ซูเจวียนเจวียนจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง
เรื่องราวที่ได้ยินทำเอาฉินต้าเหว่ยตกใจจนใจหายวาบ ขอบตาของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
“จากนี้ไปเสี่ยวเฉินชิงกับเด็กๆ บ้านเฮ่อคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของเรา เราต้องหาทางตอบแทนพวกเขาให้ได้นะ”
“อื้ม!” ซูเจวียนเจวียนเองก็รู้สึกขอบคุณพวกเขาจากใจจริงเช่นกัน หากไม่ได้พวกเขาช่วยไว้ ก็ไม่รู้ว่าคืนนี้เธอจะมีชีวิตรอดมาได้หรือเปล่า
ฉินต้าเหว่ยกุมมือของเธอไว้แน่นขึ้น
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ที่ฉันเคยบอกเธอว่าจะหนีตามกันไปน่ะ ฉันไม่ได้พูดเล่นๆ นะ”“ฉันรู้จักกับนักวิจัยเฮ่อมานานแล้ว โครงการที่เขากำลังทำอยู่ต้องการคนที่มีความสามารถแบบฉันพอดี เงินเดือนก็สูง แถมยังจะได้หอพักส่วนตัวที่ใหญ่พอสำหรับเราสองคนด้วย”
“ตอนแรกฉันยังลังเลอยู่เพราะเป็นห่วงว่าเธอต้องดูแลพ่อแม่ จะทิ้งบ้านไปก็คงลำบาก แต่ตอนนี้ทุกอย่างลงตัวแล้ว เราไปเมืองเซี่ยงไฮ้ด้วยกันเถอะ! พวกเขาจะได้มายุ่งวุ่นวายกับเราไม่ได้อีก แล้วฉันก็จะดูแลตัวเองให้ดีขึ้นด้วย!”
“จริงเหรอ” น้ำเสียงของซูเจวียนเจวียนเต็มไปด้วยความหวัง
ฉินต้าเหว่ยพยักหน้ายืนยันอย่างหนักแน่น “จริงสิ”
เขารักเธอ และอยากจะมอบอนาคตที่ดีที่สุดให้กับเธอ
เฉินชิงกับพยาบาลสาวที่แอบฟังอยู่หน้าประตูต่างก็ยกมือขึ้นกุมหัวใจด้วยความซาบซึ้งในความรักของคนทั้งคู่
เฮ่อหย่วนที่แกล้งหลับอยู่เหลือบมองท่าทางแปลกๆ ของเฉินชิงแล้วกระแอมในลำคอเบาๆ
เฉินชิงหันขวับไปจ้องเขาเขม็ง แล้วกดเสียงต่ำพูดขู่
“เรื่องคืนนั้นฉันขอโทษคุณได้ แต่ถ้าคุณยังทำตัวเกินไป ฉันก็พร้อมจะเอาคืนเหมือนกันนะ ระวังตัวไว้ให้ดี!”
ดวงตาของพยาบาลสาวเป็นประกายวิบวับ
“มีเรื่องอะไรกันเหรอคะ”
[จบบท]