บทที่ 250: พนักงานโควตาครอบครัว
หลักยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงหนึ่งเดียวของหูไท่หงในช่วงนี้ได้พังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา เขายังคงต้องแบกร่างของตัวเองเดินตระเวนไปตามแผนกต่างๆ
เพื่อตรวจเช็กความเรียบร้อยและความคืบหน้าของงาน เหมือนอย่างที่เคยทำเป็นประจำทุกวัน แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ วันนี้ไม่มีเฉินชิงคอยเดินตรวจงานอยู่ข้างๆ อีกแล้ว
บรรยากาศในแผนกการผลิตคึกคักจอแจขึ้นมาทันทีที่หูไท่หงก้าวเข้ามา คนงานที่เคยหลบสายตากลับพากันชะเง้อมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น พร้อมกับซุบซิบกันเสียงดัง
“นี่ๆ รองหัวหน้าเฉินกลับมาแล้วจริงๆ ใช่ไหม”
“แล้วเธอจะกลับมาเดินตรวจตามแผนกเหมือนเดิมอีกหรือเปล่า”
คนในโรงงานเครื่องจักรมีความรู้สึกต่อเฉินชิงที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาดอยู่สักหน่อย เวลาอยู่ลับหลังก็ปากเก่งกันเสียเหลือเกิน
แต่พอต้องมาเผชิญหน้ากันจริงๆ กลับไม่มีใครกล้าสบตาด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ลึกๆ แล้วทุกคนต่างก็แอบหวังให้เธอแวะเวียนมาที่แผนกบ่อยๆ เหมือนเดิม
ชายคนหนึ่งตัดสินใจเดินเข้าไปหาหูไท่หงเพื่อถามไถ่ให้สิ้นสงสัย และเพียงไม่นานรอบตัวของหูไท่หงก็ถูกคนงานคนอื่นๆ เข้ามาล้อมจนแทบไม่มีทางเดิน
หัวใจของหูไท่หงเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาหายใจติดขัด “ผมไม่รู้ ผมขอตัวก่อน”
เขาพยายามตรวจเช็กทุกอย่างให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในใจก็นึกโทษเฉินชิงไม่หยุดหย่อน ที่ทิ้งภาระใหญ่หลวงนี้ไว้ให้เขาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่รู้เลยว่าเหล่าคนงานจงใจใช้ประโยชน์จากนิสัยขี้กลัวของเขา
พอเห็นเขาเดินเข้ามาก็รีบพุ่งเข้าไปล้อมกรอบ รอจนกระทั่งเขาจรดปากกาลงชื่อรับรองว่างาน ‘ผ่านเกณฑ์’ นั่นแหละ ถึงจะยอมเปิดทางให้เขาเดินจากไปอย่างง่ายดาย
หูไท่หงใช้เวลาทั้งช่วงเช้าไปกับการเดินตรวจงานจนขาลาก พอพักเที่ยงก็ทำได้เพียงลากสังขารตัวเองไปยังโรงอาหาร
และตรงไปยังเคาน์เตอร์ที่ขายอาหารราคาถูกที่สุด ตอนนี้เขาไม่มีเงินติดตัวแม้แต่หยวนเดียว เงินค่าอาหารที่มีอยู่ก็ต้องเจียดมาใช้อย่างประหยัดที่สุด
เมนูเนื้อสัตว์น่ะเหรอ ฝันไปได้เลย แม้แต่ผัดกะหล่ำปลีใส่กากหมูที่เคยเป็นของโปรด ตอนนี้เขาก็ยังไม่กล้าสั่ง สิ่งที่เขาทำได้คือการสั่งผัดกะหล่ำปลีจืดๆ กับข้าวสวยหนึ่งถ้วยเท่านั้น
เขารีบเดินตรงจากแผนกมายังโรงอาหารทันทีที่เสียงออดพักเที่ยงดังขึ้น ทำให้เขาเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกๆ ที่มาถึง ในตอนนั้นคนยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นแหละ
บรรดาคนงานจากแผนกต่างๆ ก็ทยอยกันเข้ามาจนเต็มโรงอาหาร เสียงพูดคุยจอแจดังไปทั่วทุกสารทิศ
แต่แล้วบริเวณหนึ่งของโรงอาหารที่เคยจอแจก็พลันเงียบสงบลง สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังบุคคลผู้มาใหม่เป็นตาเดียว
เฉินชิงกลับมาแล้วจริงๆ!
เด็กสาวหน้าตากลมจิ้มลิ้มคนหนึ่งตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เดินตรงเข้าไปหาเฉินชิง
“รองหัวหน้าเฉินคะ ฉันได้อ่านบทความของคุณในหนังสือพิมพ์แล้วนะคะ ชุดเจ้าสาวของฉันก็ตัดตามวิธีที่คุณสอนเลยค่ะ สวยมากเลย ขอบคุณมากนะคะ”
เฉินชิงส่งยิ้มให้ “ขอบคุณที่ติดตามผลงานนะคะ”
คำตอบของเฉินชิงทำให้เด็กสาวคนนั้นดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่โบกไม้โบกมือไปมาด้วยความเขินอาย ใบหน้าของเธอแดงก่ำ
สายตาของทุกคนยังคงจับจ้องอยู่ที่เฉินชิงไม่วางตา หลายคนที่นั่งอยู่กับโต๊ะแล้วถึงกับต้องบิดตัวเพื่อหันมามอง จนเก้าอี้ยาวที่ทำจากไม้ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดไปทั่ว
เฉินชิงยืนงงเป็นไก่ตาแตก “???”
แค่ฉันไม่ได้กลับมาโรงงานแค่แป๊บเดียวเนี่ยนะ
ทำไมฉันถึงได้กลายเป็นคนดังขนาดนี้ไปได้ล่ะ
เฉินชิงได้แต่โบกมือทักทายบรรดาสหายหญิงที่ส่งยิ้มมาให้อย่างงงๆ ก่อนที่เถียนเมิ่งหย่าจะรีบเข้ามาดึงแขนเธอให้ไปต่อแถวซื้ออาหาร
ป้าที่ประจำอยู่ตรงเคาน์เตอร์จ่ายอาหารพอเห็นหน้าเฉินชิงก็ถึงกับร้องทักด้วยความประหลาดใจ “อ้าว กลับมาแล้วเหรอ”
“ค่ะ ไม่ได้ทานอาหารที่โรงอาหารมาตั้งนาน คิดถึงจะแย่แล้วค่ะ”
เฉินชิงส่งสายตาออดอ้อนให้ป้าอย่างน่ารัก
ทัพพีเหล็กในมือของป้าสั่นเล็กน้อยตามความเคยชิน แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะสั่นน้อยกว่าปกติไปหนึ่งครั้ง ก่อนจะตักอาหารใส่กล่องข้าวให้เฉินชิงพร้อมกับเอ่ยขึ้น
“ผอมลงไปเยอะเลยนะ กลับมาแล้วก็กินเยอะๆ ล่ะ”
“ขอบคุณค่ะป้า”
เฉินชิงยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
วันนี้ถือว่าเธอโชคดีจริงๆ
เพราะในกล่องข้าวของเธอมีกากหมูแถมมาให้ชิ้นหนึ่ง
เธอและเถียนเมิ่งหย่าสั่งผัดกะหล่ำปลีกากหมูเหมือนกัน พอหาที่นั่งได้เรียบร้อย เฉินชิงก็นึกขึ้นได้ เลยหยิบกระปุกพริกสับสูตรเด็ดที่อาจารย์หลิวให้มาเปิดออก
“อยากลองชิมพริกหน่อยไหม รับรองว่าอร่อยเหาะ กินกับข้าวสวยร้อนๆ ยิ่งดีเลย”
เถียนเมิ่งหย่ารีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่เอาดีกว่า ฉันกินเผ็ดทีไรน้ำมูกไหลทุกที คราวก่อนกินเข้าไป อายคนอื่นเขาจะแย่”
“โอเค เข้าใจได้”
เฉินชิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะคนท้องถิ่นที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินเผ็ดกัน แต่สำหรับเธอแล้ว ชาติที่แล้วถิ่นโปรดของเธอคือบ้านเกิดของหมีแพนด้า
เธอโปรดปรานรสชาติหม่าล่า เปรี้ยวเผ็ด และหอมเผ็ดเป็นชีวิตจิตใจ เรียกได้ว่าถ้ามื้อไหนไม่มีรสเผ็ด มื้อนั้นเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง
เฉินชิงคีบพริกสับจากในกระปุกมาคลุกกับข้าวสวยพลางชวนเถียนเมิ่งหย่าคุยเรื่องพนักงานใหม่
“เมื่อเช้าฉันแวะไปดูเอกสารที่ฝ่ายบุคคลมา เห็นว่าแผนกใหม่รับพนักงานโควตาครอบครัวเข้ามาตั้ง 100 คนแน่ะ”
“ใช่แล้ว ได้เงินเดือนตั้ง 18 หยวนแหนะ”
พนักงานโควตาครอบครัวก็ไม่ต่างอะไรกับคนงานชั่วคราว แต่ข้อดีคือไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่ออกเหมือนคนงานชั่วคราว ส่วนเรื่องจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำหรือไม่นั้น ก็ต้องแล้วแต่ความสามารถและเส้นสายของแต่ละคน
แต่ข้อเสียของพนักงานโควตาครอบครัวก็มีอยู่เหมือนกัน คือพอแก่ตัวไปก็จะไม่มีสวัสดิการอะไรมารองรับเลย
ต่างจากคนงานชั่วคราวที่พอได้บรรจุแล้วก็จะมีสวัสดิการให้ครบถ้วน ซึ่งกฎเกณฑ์ต่างๆ ถูกกำหนดไว้อย่างไรนั้น เฉินชิงเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก รู้แค่ว่าในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมา มีคนงานชั่วคราวได้รับการบรรจุไปแล้วถึง 7-8 คน
เถียนเมิ่งหย่าโน้มตัวเข้ามากระซิบข้างหูเฉินชิง “ได้ยินมาว่าทางสถาบันวิจัยกำลังมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เลยนะ แผนกของเราก็อาจจะต้องขยายอีกรอบ”
พอได้ยินคำว่าสถาบันวิจัย เฉินชิงก็นึกถึงหน้าเฮ่อหย่วนขึ้นมา ทั้งสองคนไม่ได้เจอกันมาเกือบ 20 วันแล้ว ทั้งๆ ที่บ้านกับโรงงานก็อยู่ไม่ไกลกันเลย
แต่เขากลับไม่เคยกลับบ้านเลยสักครั้ง เขาย้ายข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวไปกินนอนอยู่ที่สถาบันวิจัยเสร็จสรรพ
เนื่องจากในโรงอาหารมีคนพลุกพล่าน เฉินชิงจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ รอจนกระทั่งเดินกลับมาถึงอาคารคณะกรรมการโรงงานกับเถียนเมิ่งหย่า ถึงได้เอ่ยปากถามขึ้น
“แล้วที่สถาบันวิจัยเป็นยังไงบ้างล่ะตอนนี้”
เถียนเมิ่งหย่าส่ายหน้า “ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน รู้แค่ว่าตอนนี้มีทหารมาประจำการอยู่ที่นั่นแล้ว”
เฉินชิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “จริงเหรอ”
“พ่อฉันกำชับมาว่าห้ามบอกใครเด็ดขาดนะ เธอก็อย่าเผลอไปพูดที่ไหนล่ะ” เถียนเมิ่งหย่ารีบเตือนเพื่อนสาวด้วยความเป็นห่วง
ตอนนี้สถาบันวิจัยซึ่งเป็นอาคารเดี่ยวได้ถูกปิดล้อมอย่างแน่นหนา
เฉินชิงรีบทำท่ารูดซิปปากทันที “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่พูดแน่นอน”
พอกลับมาถึงอาคาร ทั้งสองคนก็ช่วยกันยกเก้าอี้จากในห้องออกมานั่งเล่นที่ระเบียง อากาศวันนี้ช่างแปรปรวนเสียจริง เมื่อคืนยังมีฝนตกพรำๆ อยู่เลย แต่วันนี้กลับมีแดดออกจ้า ทั้งสองจึงถือโอกาสนั่งตากแดดรับวิตามินดีกันเสียหน่อย
ถึงแม้แสงแดดจะดูจ้าจนแสบตาไปบ้าง แต่ก็เป็นแสงสีส้มอ่อนๆ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายตัวอย่างบอกไม่ถูก
จนกระทั่งเสียงเพลงปลุกใจอย่าง ‘กรรมกรผู้แข็งแกร่ง’ ดังกระหึ่มขึ้นจากลำโพง ปลุกให้ทุกคนที่กำลังเคลิ้มหลับสะดุ้งตื่น เฉินชิงจึงลุกขึ้นยกเก้าอี้เตรียมจะกลับเข้าไปในห้อง แต่แล้วก็ชะงัก หันไปถามหวังเจี่ยฟ่างที่ยืนอยู่ตรงระเบียง
“เถียนเมิ่งหย่าไปไหนแล้วคะ”
“อ๋อ เธอเห็นคุณหลับอยู่ เลยแอบไปสหกรณ์การค้าและการตลาดน่ะสิ บอกว่าจะไปซื้อส้มมาให้”
ยังไม่ทันที่หวังเจี่ยฟ่างจะพูดจบ เถียนเมิ่งหย่าก็เดินกลับมาพร้อมกับถุงส้มในมือ ยื่นให้เฉินชิงแล้วพูด “ฉันซื้อมาเผื่อ 10 ลูกเลยนะ”
เฉินชิงรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก “เธอช่างเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ”
เถียนเมิ่งหย่า “แน่นอน ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่นา”
“เพื่อนจงเจริญ!”
เฉินชิงกอดถุงส้มเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานด้วยหัวใจที่พองโต
ช่วงเช้าเธอได้ทำความเข้าใจเนื้องานของทั้งสามแผนกไปคร่าวๆ แล้ว และตอนนี้ก็ยังไม่มีใครมาเรียกหา เฉินชิงจึงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ พลางแกะส้มกินไปเรื่อยๆ
ด้วยความเบื่อ เธอก็เลยเริ่มดึงใยสีขาวบนเนื้อส้มออกทีละเส้นอย่างตั้งอกตั้งใจ ท่าทางของเธอดูจริงจังมาก ราวกับกำลังทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนอะไรสักอย่าง
เถียนเมิ่งหย่าที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เห็นเข้าก็เลยทักขึ้น “ใยสีขาวนั่นต้องกินเข้าไปด้วยนะ”
“ทำไมล่ะ”
“กินส้มเยอะๆ แล้วจะร้อนใน ใยสีขาวนี่แหละที่จะช่วยดับร้อนได้”
“จริงเหรอเนี่ย”
“จริงสิ”
“ก็ได้ๆ ฉันเชื่อเธอก็ได้”
เฉินชิงยอมทำตามอย่างว่าง่าย กินส้มทีละกลีบอย่างเอร็ดอร่อย
ในห้องทำงานตอนนี้ นอกจากเธอแล้วก็ดูเหมือนจะมีแค่ซูม่านม่านอีกคนเท่านั้นที่ว่างงานเหมือนกัน
ซูม่านม่านกำลังง่วนอยู่กับการแต่งหน้า เธอจงใจขนเครื่องสำอางสารพัดชนิดมาตั้งโชว์บนโต๊ะทำงาน เพื่อยั่วโมโหเฉินชิงโดยเฉพาะ หวังจะให้เฉินชิงรู้สึกอิจฉาตาร้อน
เฉินชิง “….”
เธอมองออกทะลุปรุโปร่งว่าซูม่านม่านกำลังพยายามจะยั่วโมโหเธออยู่ แต่เสียใจด้วยนะ เพราะชาติที่แล้วเธอคลุกคลีอยู่ในวงการแฟชั่น จะอดข้าวอดน้ำก็ได้ แต่ตู้เสื้อผ้า ตู้เครื่องสำอาง และตู้เครื่องประดับของเธอต้องเต็มเสมอ
ด้วยความเบื่อสุดขีด และเห็นว่าซูม่านม่านกำลังจดจ่ออยู่กับการทาลิปสติกสีแดงสดหน้ากระจกบานเล็ก เฉินชิงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากแนะนำ
“เธอ ลองแต่งหน้าแนวสวยหวานดูสิ น่าจะเข้ากับเธอมากกว่านะ ถ้านึกภาพไม่ออกก็ลองจินตนาการถึงบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิที่สดใสดูสิ สไตล์นั้นน่าจะเหมาะกับเธอดีนะ”
ซูม่านม่านหันขวับมามองด้วยความโมโห “ไม่ใช่เรื่องของเธอ!”
ผู้หญิงที่ไม่มีแม้แต่เครื่องสำอางสักชิ้นเดียวอย่างเธอ มีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์การแต่งหน้าของฉัน
เฉินชิงหยิบส้มเข้าปากไปอีกกลีบ พลางแอบด่าตัวเองในใจ ‘หาเรื่องใส่ตัวอีกแล้วนะเรา’
เธอหันหน้าไปมองต้นไม้ใหญ่ที่คุ้นเคยนอกหน้าต่าง ถึงแม้ตอนนี้กิ่งก้านของมันจะดูโกร๋นไปบ้าง แต่ก็ยังคงความสะอาดสะอ้านและให้ความรู้สึกสบายตาเหมือนเช่นเคย
วันว่างๆ แบบนี้ช่างดีเสียจริง
หลังจากกินส้มไป 3 ลูกรวด เฉินชิงก็เอาส้มที่เหลือไปเก็บไว้ในตู้เอกสาร กะว่าจะเก็บไว้กินวันหลัง
และแล้วก็ได้เวลาเลิกงาน
เธอต้องรีบกลับไปทวงตำแหน่ง ‘ราชินีแห่งการเลิกงานตรงเวลา’ คืนมาให้ได้!
[จบบท]