บทที่ 252: แต่งงานและหย่าร้างของเสี่ยวอวี้
พ่อของจางตงเหมยเป็นถึงผู้ใหญ่บ้านที่ต้องดูแลสารทุกข์สุกดิบของผู้คนทั้งหมู่บ้าน แต่เมื่อมาถึงเรื่องของลูกสาวตัวเอง เขากลับยึดคติโบราณที่ว่า ‘บ้านฝั่งแม่ยิ่งถอยห่าง ลูกสาวยิ่งอยู่เป็นสุข’
ดังนั้นไม่ว่าแม่เฒ่าฉินจะพ่นวาจาเสียดสีหรือแสดงละครโรงใหญ่น่าสมเพชเพียงใด เขาก็เลือกที่จะทำเป็นหูทวนลม ปิดตาข้างหนึ่งเสมอมา
ทว่าวันนี้เรื่องราวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในครอบครัวอีกต่อไป เมื่อมีคนนอกอย่างเฉินชิงเข้ามาเกี่ยวข้อง มันจึงเป็นคนละเรื่องกับเรื่องของแม่เฒ่าฉินโดยสิ้นเชิง
พ่อของจางตงเหมยหันมาทางเฉินชิง เอ่ยด้วยท่าทีซื่อตรงอย่างคนชนบท "ถ้าลุงช่วยแนะนำงานชิ้นนี้ให้ช่างไม้เจ้าประจำได้สำเร็จ ลุงจะได้รับไข่ไก่ 5 ฟองเป็นสินน้ำใจ”
“ถ้าหลังจากที่เธอได้รับโต๊ะเขียนหนังสือไปแล้วรู้สึกพึงพอใจในผลงาน ก็ช่วยมอบไข่ไก่ให้ลุง 5 ฟองเป็นการตอบแทนด้วยก็แล้วกันนะ"
เพียงสิ้นคำพูดนั้น ดวงตาของแม่เฒ่าฉินก็เบิกโพลงราวกับจะพ่นไฟออกมาได้ น้ำลายกระเด็นกระดอนไปทั่วบริเวณ "คนบ้านนอกก็คือคนบ้านนอกวันยังค่ำ ไม่มีวันเจริญหรอก!"
ในสายตาของแม่เฒ่าฉิน เฉินชิงมีเงินเดือนสูงลิ่วถึง 99 หยวน ไหนจะคู่หมั้นที่ฐานะการงานไม่ธรรมดาอีก แล้วยังมีเงินอุดหนุนที่สองพี่น้องน้าหลานได้รับทุกเดือนอีกตั้ง 16 หยวน แต่ชายชราตรงหน้ากลับมองการณ์ไกลได้แค่ไข่ไก่ 5 ฟอง
สมองคงมีแต่เรื่องกินสินะ ถึงได้คิดวนเวียนอยู่แต่กับของกินแบบนี้ กินเข้าไป กินเข้าไปสิ ทำไมไม่กินให้ตายๆ ไปเลย!
พ่อของจางยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง "การได้เป็นชาวนา ทำไร่ไถนาไปชั่วชีวิต สำหรับลุงแล้วมันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย"
พวกเขาเหล่าเกษตรกรคือผู้ที่คอยส่งมอบธัญญาหารหล่อเลี้ยงประเทศชาติในทุกๆ ปี คือกำลังสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ไม่ได้ด้อยค่าไปกว่าคนเมืองแม้แต่น้อย
ความผิดพลาดเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของเขาคือการที่เคยหลงใหลได้ปลื้มไปกับสวัสดิการอันสวยหรูของเมืองใหญ่จนหน้ามืดตามัว ยอมทุ่มเทเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อซื้อตำแหน่งงานให้ลูกสาว
โดยหวังเพียงให้เธอได้ลงหลักปักฐานกับคนเมืองและมีชีวิตที่สุขสบาย สุดท้ายเธอก็ได้แต่งงานสมใจ แต่เขากลับไร้ซึ่งอำนาจที่จะปกป้องหรือยื่นมือเข้าช่วยเหลือในยามที่ลูกสาวทุกข์ทน
นี่คือตราบาปที่สร้างความเสียใจให้เขามาตลอดชีวิต การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงชั่ววูบ กลับกลายเป็นการทำลายชีวิตทั้งชีวิตของลูกสาวอันเป็นที่รัก
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกล้าต่อปากต่อคำ แม่เฒ่าฉินก็ทิ้งตัวลงนั่งแผละกับพื้น พร้อมกับเปิดฉากโรงละครบทเดิมๆ "โอ๊ยยย สวรรค์! ทำไมชีวิตของฉันมันถึงได้น่าสงสารอย่างนี้นะ..."
"พอได้แล้ว"
น้ำเสียงเรียบๆ ของเฉินชิงดังขึ้น พร้อมกับร่างที่ลุกพรวดขึ้น
การกระทำนั้นส่งผลชะงัด เสียงร้องโหยหวนของแม่เฒ่าฉินขาดสะบั้นลงกลางคัน เธอจ้องมองเฉินชิงด้วยแววตาตื่นตระหนก ผู้หญิงคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องไม่เกรงกลัวใคร กล้าลงไม้ลงมือกับทุกคน
หรือว่านางจะคิดทำร้ายคนแก่อย่างเธอกัน ความคิดนั้นทำให้นางรีบดีดตัวลุกจากพื้นไปหลบอยู่ด้านหลังของจางตงเหมยอย่างรวดเร็ว
เฉินชิงมองภาพนั้นแล้วรู้สึกสมเพชระคนขบขัน "ทำไมไม่ไปหลบอยู่หลังลูกชายคุณล่ะ ฉันจะได้จัดการรวบยอดทีเดียวสองคนเลย สะดวกดี"
แม่เฒ่าฉินได้แต่กำชายเสื้อของลูกสะใภ้ไว้แน่น ไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา
ฉินซิ่งลี่ที่นิ่งเงียบมานานราวกับรูปปั้น บัดนี้กลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เขาหันไปตำหนิมารดา "นั่นมันเป็นเรื่องของพ่อตาแม่ยายผม แม่จะเข้ามายุ่งวุ่นวายทำไมกัน ไปทำกับข้าวเงียบๆ ก็พอแล้ว"
แม่เฒ่าฉินอ้าปากทำท่าจะเถียง แต่ก็โดนสายตาปรามของลูกชายจนต้องหุบปากฉับ จากนั้นฉินซิ่งลี่ก็หันมายิ้มแหยๆ ให้เฉินชิง "สหายเฉิน ต้องขอโทษด้วยจริงๆครับ ที่ทำให้คุณต้องมาเห็นเรื่องน่าอายแบบนี้"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นสักหน่อย" เฉินชิงตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปเรียกเฮ่ออวี้เสียงให้กลับบ้านด้วยกัน และไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายประโยคชวนให้คิด
"ก็แค่หวังว่าในอนาคต สหายฉินจะหัดพูดจาให้รู้เรื่องรู้ราวได้เร็วกว่านี้นะคะ"
คำพูดทิ้งท้ายนั้นทำเอาฉินซิ่งลี่ถึงกับอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงด้วยความอัดอั้นตันใจ
สองน้าหลานเดินกลับมายังลานบ้านเล็กๆ ของตนด้วยความเงียบงัน
ทันทีที่ถึงบ้าน เฮ่ออวี้เสียงก็หันไปประกาศกร้าวกับน้องสาว "ต่อไปห้ามแต่งงานเด็ดขาด"
เฮ่ออวี้ถิง หรือ เสี่ยวอวี้ ใช้นิ้วชี้จิ้มกันไปมาอย่างประหม่า "แต่ว่า...หนูแต่งงานไปกับหลายคนแล้ว"
เฉินชิง "!!!"
นี่หลานสาวเธอไปทำอะไรมากันแน่
เฮ่ออวี้เสียงตกใจสุดขีด "น้องเข้าใจความหมายของคำว่าแต่งงานจริงๆ เหรอ"
"เข้าใจสิคะ!" เสี่ยวอวี้ยืดอกเล็กๆ ตอบอย่างภาคภูมิใจ
"ก็ต้องแต่งงานก่อน ถึงจะเลี้ยงลูกด้วยกันได้ยังไงล่ะ"
"แล้วไหนลองบอกมาซิ ว่าไปแต่งงานกับใครมาบ้าง" เฮ่ออวี้เสียงรู้สึกเหมือนเลือดในกายกำลังเดือดพล่าน ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เขาไปทุ่มเทหาเงินอยู่ที่โรงเรียน เจ้าพวกนี้ไปก่อเรื่องอะไรกันอีกแล้ว
เสี่ยวอวี้ยังคงไม่รับรู้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากพี่ชาย เธอเอามือป้องปากหัวเราะคิกคัก "ก็หยางอี้เหอไงคะ เขาเป็นพ่อ หนูเป็นแม่ ส่วนลูกของเราก็คือเหมาเหมา"
"พรืด—" เฉินชิงที่พยายามกลั้นขำมานาน สุดท้ายก็ทนไม่ไหว หลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง
เฮ่ออวี้เสียงถึงกับกุมขมับ "พวกเธอนี่มันเพี้ยนกันไปหมดแล้วจริงๆ"
เขาช่างโชคดีเหลือเกินที่ไม่ได้เข้าไปคลุกคลีกับวงจรประหลาดๆ นั่นด้วย
"ไม่เพี้ยนสักหน่อยนะ! ตอนนี้เรากำลังเลี้ยงดูเหมาเหมาอย่างดีเลย เขาอยากมีเพื่อนเยอะๆ หนูกับหยางอี้เหอก็เลยไปเล่นกระโดดยางเพื่อจะได้รู้จักคนใหม่ๆ แล้วก็แนะนำให้เหมาเหมาได้รู้จักกับทุกคนเลยค่ะ"
เสี่ยวอวี้ทำแก้มป่องอย่างไม่พอใจ เธอเป็นแม่ที่ทุ่มเทและมีความรับผิดชอบมากนะจะบอกให้
เฮ่ออวี้เสียงได้แต่ทำตาปลาตายใส่
แต่แล้วเสี่ยวอวี้ก็ปล่อยระเบิดลูกใหญ่ออกมาอีก "หนูยังแต่งงานกับหวังเหวินหมิงด้วยนะคะ ตอนนี้เรากำลังเลี้ยงลูกเต่าด้วยกัน มันชื่อว่าเล่อเล่อ"
"เฮ่ออวี้ถิง!!!" เสียงคำรามของเฮ่ออวี้เสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณ
"พี่จะมาตะคอกใส่หนูทำไมคะ" เสี่ยวอวี้เบะปาก น้ำตาคลอหน่วย
เฉินชิงถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
เฮ่ออวี้เสียงอยากจะฟาดก้นน้องสาวตัวดีสักทีสองที แต่ก็ทำได้แค่ตะคอกใส่ด้วยความโมโห "น้าเขาเคยสอนแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าก่อนจะโตเป็นผู้ใหญ่ ห้ามทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกับคนอื่นมากเกินไป แล้วก็ห้ามมีลูกด้วย"
เสี่ยวอวี้เถียงกลับทันควัน "เราไม่ได้จูบกันสักหน่อยนี่คะ แล้วลูกก็ไม่ใช่หนูที่เป็นคนคลอดออกมาด้วย ที่สำคัญ...น้าไม่เคยบอกว่าห้ามแต่งงานค่ะ"
เฉินชิง "???"
อ้าว กลายเป็นความผิดของฉันไปซะอย่างนั้น
เฮ่ออวี้เสียงแทบจะลมจับ ส่วนเสี่ยวอวี้ก็โกรธจนแก้มป่องเป็นปลาปักเป้า เธอกอดอกเชิดหน้าหนี ไม่ยอมคุยกับพี่ชายอีกต่อไป
เฮ่ออวี้เสียงโมโหจนคว้าไม้กวาดที่วางอยู่ใกล้ๆ มาชี้หน้าน้องสาว "ไปหย่ากับพวกนั้นให้หมดเดี๋ยวนี้!"
เฉินชิงที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับอึ้งไปชั่วครู่...เอ่อ...จะว่าไปแล้ว การใช้คำศัพท์ของหลานชายมันดูจะผิดที่ผิดทางไปหน่อยนะ
"หนูไม่หย่าค่ะ!" เสี่ยวอวี้ปฏิเสธเสียงแข็ง
"พ่อกับแม่จะทอดทิ้งลูกไม่ได้!"
เฉินชิงแอบพยักหน้าเห็นด้วยในใจ ไม่เลวเลย เสี่ยวอวี้มีความรับผิดชอบสูงจริงๆ เป็นเด็กดีใช้ได้
เฮ่ออวี้เสียงปวดหัวจี๊ด "ถ้างั้นก็เลือกมา! จะไปหย่า หรือจะไม่ได้เรียกพี่ว่าพี่อีกต่อไป!"
เขาหัวเสียจนเขวี้ยงไม้กวาดลงพื้นเสียงดังโครม ก่อนจะกระทืบเท้าปึงปังกลับเข้าห้องไป แล้วปิดประตูกระแทกดังปัง!
เสี่ยวอวี้หันมามองน้าสาวด้วยดวงตาที่แดงก่ำและเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา "ทำไมพี่ต้องทำแบบนี้กับหนูด้วยคะ"
เฉินชิงมองภาพตรงหน้าแล้วได้แต่ยืนอึ้ง นี่มันบทละครเรื่อง ‘รักรันทด’ อะไรกันเนี่ยที่กำลังฉายอยู่ตรงหน้าเธอ แล้วทำไมมันถึงมาฉายเร็วกว่ากำหนดไปตั้ง 20 ปีล่ะ
เสี่ยวอวี้เดินเข้ามาเกาะแขนน้าสาวเพื่อขอความช่วยเหลือ
เฉินชิงเองก็จนปัญญา เธออยากจะอธิบายกฎเกณฑ์การแต่งงานในโลกของผู้ใหญ่ให้หลานสาวฟัง แต่ในอีกใจหนึ่ง การที่เด็กๆ เล่นบทบาทสมมติเป็นพ่อแม่ลูก แต่งงานกัน มันก็คือส่วนหนึ่งของจินตนาการตามวัยที่แสนปกติธรรมดา
เด็กผู้หญิงแทบทุกคนล้วนเคยผ่านบทบาทเจ้าสาว เจ้าบ่าว หรือแม้แต่ลูกๆ กันมาทั้งนั้น ตัวเธอเองก็เคยเล่นแบบนี้ที่โรงเรียนเหมือนกัน เพียงแต่ตอนนั้นไม่มีผู้ใหญ่มาคอยชี้นำหรือขีดเส้นแบ่งให้เท่านั้น
หากตอนนี้เธอเข้าไปแทรกแซง บังคับให้เสี่ยวอวี้ต้องเลิกรากับกลุ่มเพื่อนเล่นของเธอ มันจะเป็นการทำลายความสัมพันธ์และจินตนาการอันบริสุทธิ์ของเด็กลงหรือไม่
เฉินชิงตกอยู่ในภาวะสับสนอย่างหนัก ระหว่างการปล่อยให้เด็กได้เติบโตไปพร้อมกับจินตนาการอันสวยงาม กับการสอนให้เธอได้รู้จักกฎเกณฑ์อันซับซ้อนของโลกผู้ใหญ่ เธอควรจะเลือกทางไหนดี เมื่อคิดไม่ตก เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุยไปก่อน
"แล้วเหมาเหมานี่...เป็นลูกของพวกเธอเหรอ"
"ใช่ค่ะ! เขาเป็นลูกของหลายคนเลยนะ" เสี่ยวอวี้ตอบด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉาเล็กน้อย เพราะในเกมนี้ พ่อแม่มีหน้าที่ต้องตามใจลูก ดังนั้นเหมาเหมาจึงกลายเป็นศูนย์กลางที่ได้รับความรักและความเอาใจใส่จากทุกคน
เฉินชิงยิ้ม "แบบนั้นเขาก็สบายเลยสิ"
"ใช่เลยค่ะ!" ทันใดนั้นเสี่ยวอวี้ก็กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ
"ทั้งๆ ที่เขาบอกเองนะว่าหนูเป็นน้องสาวของเขา เขาจะต้องอยู่ข้างหนู แต่พอถึงเวลาที่หนูจะเลี้ยงดูเขา เขากลับหนีไปอยู่กับคนอื่นซะงั้น เป็นเด็กไม่ดีเลยจริงๆค่ะ"
เฉินชิงถึงกับต้องยกมือกุมขมับ...โอ๊ย ให้ตายเถอะ ทำไมเรื่องราวของเด็กๆ มันถึงได้น่าเอ็นดูและชวนหัวเราะได้ขนาดนี้นะ
เสี่ยวอวี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "พรุ่งนี้หนูจะต้องไปปรึกษากับหยางอี้เหออย่างจริงจังแล้ว ว่าเราจะอบรมสั่งสอนเขายังไงดี"
คำพูดของหลานสาวทำให้เฉินชิงตระหนักได้ว่า ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เธอทุ่มเทให้กับงานมากเกินไปจนอาจจะละเลยการดูแลเอาใจใส่เด็กๆ ไปบ้าง
หากเป็นปกติแล้ว ด้วยนิสัยช่างพูดช่างคุยของเสี่ยวอวี้ เธอคงจะได้รู้เรื่องราวชีวิตในโรงเรียนของหลานสาวไปตั้งนานแล้ว
เธอจึงย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเด็กหญิง "แล้วหนูลองคิดดูหรือยัง ว่าอยากจะสอนลูกแบบไหน"
เสี่ยวอวี้ตอบทันที "หยางอี้เหอบอกว่าอยากให้ลูกมีความสุขในทุกๆ วันค่ะ"
"แล้วตัวหนูล่ะ คิดว่ายังไง" เฉินชิงถามต่อ
"หนูอยากให้ลูกได้กินอิ่มทุกวันค่ะ แต่ว่า...หนูแบ่งข้าวกลางวันของหนูให้เขากินไม่ได้..."
พูดถึงตรงนี้ เสี่ยวอวี้ก็ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด "หนูเป็นแม่ที่ไม่ดีเลยค่ะ"
เฉินชิงลูบศีรษะเล็กๆ นั้นอย่างแผ่วเบา ส่งผ่านความอบอุ่นและความอ่อนโยนผ่านฝ่ามือ "ถ้าอย่างนั้น...ลองไปถามเขาดูโดยตรงเลยดีไหม ว่าเขาอยากได้พ่อกับแม่แบบไหน"
ดวงตาของเสี่ยวอวี้พลันสว่างวาบขึ้นมา "จริงด้วยค่ะ!" แต่แล้วแสงสว่างนั้นก็หม่นหมองลงอีกครั้ง
"แต่ว่า...พี่ชายโกรธหนูอยู่ เขาบังคับให้หนูต้องหย่า"
"นั่นก็เพราะว่าพี่ชายเป็นห่วงหนูมากยังไงล่ะ การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่นะ ก่อนที่เราจะตัดสินใจ ควรจะปรึกษาหารือกับพี่ชายดีๆ ก่อน”
“ตอนนี้จู่ๆ เขาก็มารู้ว่าหนูแต่งงานไปแล้วโดยที่เขาไม่รู้อะไรเลย เขาก็เลยรู้สึกเหมือนหนูไม่เห็นความสำคัญของเขา เขาก็เลยเสียใจ...และน้าเองก็เสียใจเหมือนกัน"
[จบบท]