บทที่ 254: สมรภูมิคนสองวัย
โลกของเด็กวัยอนุบาลคงไม่มีอะไรสนุกสนานไปกว่าการสวมบทบาทเป็นคนในครอบครัว
แต่สำหรับเฮ่ออวี้เสียงแล้ว กิจกรรมยอดฮิตนี้ไม่ต่างอะไรกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนกันทุกวัน เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเสียสติเพราะเกมสมมติที่เพื่อนๆ ในห้องติดกันงอมแงมเต็มทีแล้ว
เหมาเหมาที่นั่งข้างๆ สังเกตเห็นสีหน้าใกล้จะระเบิดของเพื่อนรัก ก็รีบเอ่ยปากปลอบใจ "พวกเราก็ไม่ได้จะลากนายมาเล่นด้วยกันสักหน่อยนี่นา นายก็แค่เปิดใจยอมรับในสิ่งที่พวกเราชอบก็พอแล้ว"
เฮ่ออวี้เสียงแค่นเสียงหัวเราะออกมา "หึ นี่นายยังคิดว่าฉันอยากจะไปร่วมวงเล่นกับพวกนายอยู่อีกเหรอ"
"ฉันไม่ถือหรอกนะ ถ้านายจะลองเรียกฉันว่าพ่อดู" เหมาเหมาเสนอไอเดียสุดบรรเจิด
"ไสหัวไปเลย!" เฮ่ออวี้เสียงสวนกลับทันควันพร้อมกับเบ้ปากมองบนใส่เพื่อน
แต่เหมาเหมาหาได้สนใจไม่ เขายังคงขยับตัวเข้าไปใกล้เฮ่ออวี้เสียงมากขึ้นไปอีก ก่อนจะส่งสายตาอ้อนวอนพร้อมกับยื่นข้อเสนอที่คิดว่าอีกฝ่ายต้องปฏิเสธไม่ลง
"ถ้านายยอมเรียกฉันว่าพ่อนะ ฉันสัญญาเลยว่าจะยกทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันมีให้นายทั้งหมด"
แค่เพียงจินตนาการว่าเฮ่ออวี้เสียงเรียกตัวเองว่าพ่อ เหมาเหมาก็ปล่อยเสียงหัวเราะก๊ากออกมาดังลั่นจนต้องกุมท้องงอหาย โดยที่ยังไม่ทันได้รับคำตอบจากเพื่อนด้วยซ้ำไป
ณ จุดๆ นี้ เฮ่ออวี้เสียงอยากจะลุกขึ้นไปซัดหน้าเพื่อนตัวดีสักหมัดให้หายแค้นใจนัก
"ได้เวลาเรียนแล้ว!"
"รับทราบครับผม"
แม้จะเข้าสู่ช่วงเวลาเรียนแล้ว แต่เหมาเหมาก็ยังไม่วายแอบกระซิบกระซาบข้างหูเพื่อนต่อ
"ฉันได้เงินค่าขนมทุกวันเลยนะ วันละตั้ง 1 เหมา ถ้านายยอมเรียกฉันว่าพ่อ ฉันจะเอาเงินทั้งหมดนั่นให้นายเลย แล้วจะบอกความลับสุดยอดให้เอาบุญนะ”
“ตอนนี้ฉันมีพ่อแม่บุญธรรมเยอะแยะไปหมดเลยแหละ ถ้านายมาเป็นลูกฉัน นายก็จะกลายเป็นหลานของพวกเขาทันทีเลยนะ ซึ่งตำแหน่งหลานเนี่ย ใครๆ ก็รักใครๆ ก็หลงกันทั้งนั้นแหละ"
เฮ่ออวี้เสียงหมดความอดทน เขาหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนข้อความตัวโตๆ ส่งให้เพื่อน "ไปให้พ้น"
เหมาเหมาเกาหัวแกรกๆ พลางขมวดคิ้วมุ่น "นี่มันตัวอักษรอะไรน่ะ ดูเขียนยุ่งยากชะมัด เป็นตัวหนังสือของพวกพี่ๆ เหรอ"
"หุบปากไปเลย" เฮ่ออวี้เสียงกดเสียงต่ำ เขาใกล้จะทนไม่ไหวกับเพื่อนคนนี้แล้วจริงๆ
คุณครูหลินที่ยืนอยู่หน้าชั้นเรียนใช้มือตบกระดานดำเสียงดังปัง "นักเรียนทุกคน อย่ามัวแต่คุยกันค่ะ ตั้งใจมองที่กระดานด้วย อีกไม่นานเราก็จะปิดเทอมฤดูหนาวกันแล้ว ต้องขยันกันหน่อยนะ จะได้สอบผ่านฉลุยได้คะแนนดีๆ กันทุกคน"
สิ้นเสียงของคุณครู เด็กๆ ทั้งห้องก็กลับสู่ความสงบ
ตัดภาพมาที่เฉินชิงซึ่งกำลังนั่งทำงานอยู่ที่คณะกรรมการโรงงาน เธอกลับรู้สึกว่าบรรยากาศในห้องทำงานตอนนี้ช่างวุ่นวายเสียงดังเสียเหลือเกิน
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เถียนเมิ่งหย่ารู้สึกหงุดหงิดรำคาญซูม่านม่านเป็นพิเศษที่ชอบมานั่งตบแป้งแต่งหน้าอยู่ใกล้ๆ จนละอองแป้งลอยฟุ้งไปทั่ว
"แป้งของเธอจะลอยเข้าหน้าฉันอยู่แล้วนะยะ นี่ฉันอุตส่าห์ไม่ไปฟ้องใครๆ เรื่องที่เธอทำตัวฟุ้งเฟ้อก็ถือว่าเป็นความเมตตามากแล้วนะ แค่ขอให้หันไปแต่งหน้าทางอื่นมันจะตายหรือไง"
ใครๆ ก็รู้ว่าการตบแป้งไม่ให้ฟุ้งกระจายนั้นทำได้ไม่ยาก แต่ซูม่านม่านกลับจงใจทำให้มันลอยไปโดนหน้าเถียนเมิ่งหย่า
มันคือการประกาศสงครามกันชัดๆ
ซูม่านม่านเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า "โวยวายอะไรของเธอยะ ผู้หญิงน่ะสิ่งสำคัญที่สุดคือความอ่อนโยนต่างหาก แต่ดูเธอสิ ปากคอเราะร้ายอย่างกับอะไรดี”
“ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมถึงหาผู้ชายดีๆ มาขอแต่งงานด้วยไม่ได้ ไปดูตัวมาแล้วไม่รู้กี่สิบคนก็ยังไม่มีใครเอา พูดออกไปไม่อายปากชาวบ้านเขาบ้างหรือไง"
"ซูม่านม่าน!"
เถียนเมิ่งหย่าทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอคว้าแก้วน้ำเคลือบของตัวเองขึ้นมาสาดน้ำใส่หน้าคู่กรณีเต็มๆ
"การดูตัวของฉันมันไปหนักส่วนไหนของเธอมิทราบ ไม่เหมือนเธอก็แล้วกันที่เที่ยวไปเสนอหน้าอยากจะเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกชาวบ้านเขา แต่ขนาดลดตัวลงไปขนาดนั้นแล้วก็ยังไม่มีใครเอาเลยด้วยซ้ำ"
"เถียนเมิ่งหย่า!"
ซูม่านม่านกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธ
ก่อนที่ฝ่ามือของเธอจะฟาดลงบนใบหน้าของเถียนเมิ่งหย่าอย่างจัง
เสียงดังเพียะ! ดึงดูดทุกสายตาในห้องทำงานให้หันมามองเป็นจุดเดียว เฉินชิงที่เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดหรี่ตาลงอย่างไม่พอใจ
เถียนเมิ่งหย่ากุมหน้าที่แดงก่ำของตัวเองไว้ เธอจ้องมองซูม่านม่านด้วยความตกตะลึง ก่อนจะพุ่งเข้าไปกระชากเรือนผมของอีกฝ่ายกลับคืนบ้าง ทั้งร้องไห้ทั้งตะโกนฟูมฟาย
"เธอกล้าตบฉันเหรอ ฉันจะฆ่าเธอ!"
ซูม่านม่านแทบจะคลั่ง "ผมของฉัน! เธอกล้าดียังไงมายุ่งกับผมของฉัน!"
ผมเผ้าที่เธออุตส่าห์ดูแลทะนุถนอมอย่างดี!
ด้วยความที่ซูม่านม่านเป็นนักเต้นรำมาก่อน เรื่องพละกำลังจึงมีมากกว่าเถียนเมิ่งหย่าอยู่หลายขุม
เธอจึงสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายคุมเกมได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับกระชากผมของเถียนเมิ่งหย่ากลับคืน หมายมั่นปั้นมือว่าจะสั่งสอนนังตัวดีนี่ให้หลาบจำ
แต่แล้วจู่ๆ ก็มีแรงมหาศาลเข้ามาแทรกแซง ซูม่านม่านรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือราวกับถูกคีมเหล็กหนีบไว้ เมื่อไล่สายตาขึ้นไปมองก็พบกับแววตาอันเย็นชาของเฉินชิง
รูม่านตาของซูม่านม่านหดวูบลงด้วยความหวาดหวั่น
เธอคลายมือที่กำผมของเถียนเมิ่งหย่าออกโดยอัตโนมัติ
"ยัยนี่มันสาดน้ำใส่หน้าฉันก่อนนะ" เธอรีบแก้ตัว
เฉินชิงหันไปมองเถียนเมิ่งหย่าที่ตอนนี้สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้ามีรอยแดงจางๆ ปรากฏอยู่
"เธออยากให้เรื่องนี้จบลงยังไง"
เถียนเมิ่งหย่าปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไปเงียบๆ
เฉินชิงเดินตามหลังเธอไป
เถียนเมิ่งหย่าเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของพ่อเธอ
เฉินชิงชะงักฝีเท้า "เธอคิดจะทำอะไร"
"ทุกคนเอาแต่หัวเราะเยาะฉันว่าฉันจะไม่มีวันได้แต่งงาน ฉันเบื่อ ฉันไม่อยากทำงานที่โรงงานเครื่องจักรนี่อีกต่อไปแล้ว"
ช่วงนี้เธอต้องไปดูตัวกับผู้ชายไม่ซ้ำหน้าทุกวัน มากเสียจนเธอจำชื่อของพวกเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่กลับต้องมาตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างการแต่งงาน
พอเธอบอกครอบครัวไปว่าไม่ชอบ
พ่อก็ตราหน้าว่าเธอเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่อง ส่วนแม่ก็เอาแต่ร้องไห้เสียใจ
เฉินชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "นั่นมันก็เป็นแค่คำพูดของคนอื่น..."
"เธอไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของฉันหรอก เวลาที่เธอมีเรื่องกับคนอื่น เธอสามารถโต้ตอบพวกเขากลับไปได้อย่างเจ็บแสบ ทำให้พวกเขาโกรธจนแทบกระอักเลือดได้”
“แต่ฉันไม่ใช่ ฉันทำแบบนั้นไม่ได้ เธอรู้ไหมว่าทุกครั้งที่มีคนพูดจาไม่ดีใส่ฉัน ฉันจะเก็บมันมาคิดมากอยู่เสมอ คำพูดเหล่านั้นมันเหมือนตอกย้ำอยู่ในหัวฉันตลอดเวลา"
เถียนเมิ่งหย่าหันหลังให้เฉินชิงแล้วปล่อยโฮออกมา
เธอก็อยากจะเป็นคนพูดจาฉะฉานเหมือนเฉินชิง แต่เธอก็ทำไม่ได้จริงๆ
ที่สามารถเถียงกับซูม่านม่านได้ก็เป็นเพราะปกติทั้งสองก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันอยู่แล้ว เหตุการณ์เมื่อครู่ถือว่าเธอทำได้ดีที่สุดแล้ว
หัวใจของเฉินชิงพลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา เธอหลุบตาลงต่ำก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว
"แล้ว...มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยเธอได้บ้างไหม"
ร่างกายของเถียนเมิ่งหย่าสั่นสะท้านเล็กน้อย
เสียงร้องไห้ของลูกสาวดังเข้าไปถึงในห้องทำงาน รองผู้จัดการโรงงานเถียนได้ยินเข้าก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเปิดประตูผลัวะออกมาแล้วตวาดใส่หน้าลูกสาวทันที
"ทำไมพ่อถึงมีลูกสาวที่ไม่ได้ความแบบนี้ ตั้งแต่ลูกเกิดมา พ่อก็เลี้ยงดูลูกอย่างดีมาโดยตลอด ลูกกล้าพูดไหมว่าชีวิตของลูกไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่นๆ”
“ในวัยเดียวกัน ลูกยังจะต้องการอะไรอีก เรื่องแต่งงานก็เรื่องมากไม่เลิก ตอนนี้แม้แต่งานก็ยังจะไม่อยากทำอีกแล้วรึไง ลูกอยากจะทำอะไรกันแน่ กระโดดตึกลงไปให้มันจบๆ เลยดีไหม"
เถียนเมิ่งหย่าเงยหน้าขึ้นสบตากับพ่อของเธอ น้ำตาเอ่อคลอเต็มหน่วยตา
เฉินชิงกำลังจะก้าวเข้าไปพูดอะไรบางอย่าง
แต่รองผู้จัดการโรงงานเถียนก็ชิงพูดตัดบทขึ้นเสียก่อน "นี่มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของฉัน เธออย่าเข้ามายุ่ง"
เขาหันไปสั่งลูกสาว "เข้ามาในห้อง"
เถียนเมิ่งหย่าเดินตามพ่อเข้าไปในห้องแต่โดยดี
ประตูห้องทำงานถูกปิดลงเสียงดังปัง
เฉินชิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเป็นเวลานาน ก่อนจะตัดสินใจหมุนตัวเดินจากไป
เธอเดินลงบันไดช้าๆ ทีละขั้น ทีละขั้น
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงาน ซูม่านม่านก็ได้หายตัวไปแล้ว ทุกคนในห้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเขายังคงก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป
เฉินชิงหยิบกระดาษร่างกับดินสอออกมา แล้วเริ่มลงมือวาดภาพ
ภาพแรกที่เธอวาดคือตุ๊กตาตัวจิ๋วขนาดเล็กกว่าปลายเล็บ มันกำลังบาดเจ็บสาหัส จากนั้นเธอก็วาดภาพตุ๊กตาตัวอื่นๆ ซ้อนทับลงไปเรื่อยๆ เหมือนกับตุ๊กตาแม่ลูกดกของรัสเซีย
แต่ละตัวล้วนมีบาดแผลที่แตกต่างกันไป ก่อนที่ภาพวาดใหม่จะถูกวาดทับถมลงไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงภาพที่ดูสวยงามสมบูรณ์แบบ
เมื่อถึงเวลาพักทานอาหารกลางวัน
เฉินชิงก็จัดการฉีกภาพวาดทั้งหมดทิ้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เธอเดินมาถึงโรงอาหาร ที่นี่ยังคงมีสายตามากมายจับจ้องมาที่เธอ ทั้งสายตาที่ชื่นชมและสายตาที่อิจฉาริษยา
เฉินชิงเดินไปต่อแถวเพื่อรับอาหาร
แล้วจึงหาที่นั่งเงียบๆ คนเดียว
มีคนสังเกตเห็นว่าวันนี้เธอมาทานข้าวคนเดียว ก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทากัน พวกเขาคงคิดว่าถึงเธอจะดูโดดเด่นและประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งทานข้าวคนเดียวอยู่ดี
เฉินชิงทานอาหารของเธอจนหมดเกลี้ยงโดยไม่สนใจสายตาของใคร
หลังจากออกจากโรงอาหาร เฉินชิงก็แวะไปด้อมๆ มองๆ ที่หน้าโรงเรียนประถมของโรงงานอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินต่อไปยังสถาบันวิจัย ก่อนจะเดินกลับมาที่คณะกรรมการโรงงานอย่างช้าๆ
หัวหน้าหลิวเห็นเธอกลับมาพักกลางวันช้ากว่าปกติจึงเอ่ยปากถาม
"มีเรื่องอะไรหรือเปล่า"
"ไม่มีอะไรนี่คะ" เฉินชิงฉีกยิ้มกว้าง
"ว่าแต่หัวหน้าทีมทั้ง 3 คนที่คุณเลือกมาให้ฉันน่ะ ไม่มีใครยอมฟังฉันเลยสักคน ไม่เคยมีใครส่งรายงานให้ฉันเลยแม้แต่ฉบับเดียว คุณนี่ตาแหลมจริงๆ เลยนะคะ"
หัวหน้าหลิวเห็นว่าเธอยังคงยิ้มแย้มร่าเริงได้ก็เบาใจลง "ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะเลือกใครให้เธอดีเหมือนกัน เลยลองเขียนชื่อใส่กระดาษ 5 ใบแล้วสุ่มหยิบขึ้นมา 2 ใบ ปรากฏว่าได้เป็นสองแผนกนี้พอดี บางทีมันอาจจะเป็นพรหมลิขิตก็ได้นะ"
"ตั้งใจทำงานเข้าล่ะ อย่าทำให้องค์กรต้องผิดหวังในตัวเธอ"
เฉินชิงตอบรับ "ค่ะ"
[จบบท]