บทที่ 262: เฉินชิงคอร์รัปชัน
เรื่องที่ว่านอันหล่างได้ยินมาเมื่อวานว่าเฉินชิงคือดอกไม้งามแห่งโรงงานนั้น ไม่ได้ทำให้เขาประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
ก็คนที่มีหน้าตาสะสวยโดดเด่นขนาดนั้น การจะเป็นที่กล่าวขานย่อมเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่ทำให้เขาสงสัยคือความถี่ในการพูดถึงเฉินชิงของเพื่อนร่วมงานนี่สิ มันดูจะมากเกินไปหน่อย
ในที่สุดความอยากรู้ก็ทำให้ว่านอันหล่างต้องเอ่ยปากถามเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ
“ทำไมเฉินชิงถึงเป็นที่รู้จักของทุกคนขนาดนี้เลยล่ะครับ”
เพื่อนร่วมงานคนนั้นตอบกลับมาด้วยท่าทีเหมือนผู้รอบรู้ “ถ้าจะให้พูดมันก็มีหลายสาเหตุประกอบกันน่ะนะ”
คำตอบเช่นนั้นยิ่งทำให้ว่านอันหล่างสับสนเข้าไปใหญ่
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด หูไท่หงที่เพิ่งลงไปตรวจงานในแผนกการผลิตก็เดินกลับขึ้นมา เขาเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าไปในพื้นที่ทำงานได้ไม่นานก็ถูกกลุ่มคนงานหญิงรุมล้อมเอาไว้
ก่อนจะรีบจรดปากกาเซ็นรับรองคุณภาพงานให้ทุกคนแล้วปลีกตัวออกมาอย่างรวดเร็ว
ว่านอันหล่างถึงกับอ้าปากค้าง “นั่นเขาไม่ได้ลงไปตรวจงานหรอกเหรอครับ ทำไมแป๊บเดียวก็กลับขึ้นมาแล้ว”
“ใครมันจะไปรู้ได้ล่ะ ในคณะกรรมการโรงงานน่ะ มีไม่กี่คนหรอกที่ตั้งใจทำงานจริงๆ จังๆ” ชายคนนั้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เจือความรังเกียจอย่างชัดเจน
“แต่เฉินชิงก็เป็นถึงรองหัวหน้าคณะกรรมการโรงงานเลยไม่ใช่เหรอครับ” ว่านอันหล่างยังคงสงสัย
“ใช่ แต่คุณอย่าได้เอาท่านรองหัวหน้าไปเปรียบเทียบกับคนพวกนั้นเป็นอันขาด”
เพื่อนร่วมงานเห็นสีหน้าไม่เข้าใจของคนมาใหม่ก็อยากจะอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเรียบเรียงเหตุการณ์มากมายมหาศาลนับไม่ถ้วนได้อย่างไร
“เอาเป็นว่าช่างมันเถอะ เดี๋ยวพอคุณทำงานไปนานๆ ก็จะเข้าใจทุกอย่างด้วยตัวเอง”
ความจริงก็คือ ถึงแม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบหน้าเฉินชิง แต่ในขณะเดียวกันทุกคนต่างก็ปรารถนาที่จะมีหัวหน้างานแบบเธอ
คำพูดทิ้งท้ายนั้นสร้างความงุนงงให้ว่านอันหล่างยิ่งกว่าเดิม แต่เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ เพราะบุคลากรในแผนกเทคนิคมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างซับซ้อน แถมยังแอบตั้งป้อมกับคนนอกพื้นที่อย่างเขาอยู่หน่อยๆ
เพื่อที่จะละลายพฤติกรรมและปรับตัวให้เข้ากับที่ทำงานใหม่ได้ เขาจึงต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับงานจนหัวหมุน ไม่มีเวลาว่างพอจะไปสืบเสาะเรื่องราวของพี่สะใภ้ตัวเอง
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องทำงานของคณะกรรมการโรงงาน เฉินชิงก็ได้พบกับบุคคลที่ห่างหายไปนานอย่างเถียนเมิ่งหย่า
นับตั้งแต่วันที่เธอตัดสินใจเดินออกจากที่นี่ไปโดยพลการ เธอก็ไม่เคยกลับมาให้ใครเห็นหน้าอีกเลย
จนกระทั่งหัวหน้าหลิวเริ่มเปรยๆ ว่าอาจจะต้องหาคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ไม่อย่างนั้นภาระงานของแผนกบริหารจัดการการผลิตคงจะหนักหนาสาหัสเกินไป
เฉินชิงเคยไปสอบถามเรื่องนี้กับรองผู้จัดการโรงงานเถียนโดยตรง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือท่าทีไม่พอใจและคำพูดหยิ่งผยองของเขา
“เรื่องภายในครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่คนนอกตัดสินได้ยาก เรื่องในบ้านของฉันจะจัดการยังไง มันก็ไม่จำเป็นต้องรายงานให้เธอทราบไม่ใช่เหรอ”
ในตอนนั้นเฉินชิงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี “รองผู้จัดการโรงงานเถียนคงไม่ได้คิดว่าเพราะฉันสนิทกับลูกสาวคุณ แล้วคุณจะสามารถควบคุมฉันได้ตามใจชอบหรอกนะคะ”
“การที่ทำให้ฉันรู้สึกติดขัดในการทำงานได้นิดหน่อย มันทำให้คุณมีความสุขมากเลยใช่ไหมคะ”
สีหน้าของรองผู้จัดการโรงงานเถียนยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง
“สรุปแล้วเธอจะกลับมาทำงานไหม แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่ ช่วยให้คำตอบที่ชัดเจนด้วยค่ะ ฉันจะได้ดำเนินการวางแผนงานในส่วนต่อไปได้อย่างถูกต้อง”
ครั้งนั้นรองผู้จัดการโรงงานเถียนไม่ได้ให้คำตอบใดๆ แต่ในวันนี้ เถียนเมิ่งหย่ากลับมาปรากฏตัวที่นี่แล้ว
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เถียนเมิ่งหย่าเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในห้องนอนของตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เธอพยายามจะก้าวเท้าออกจากบ้าน
แม่ของเธอมักจะหยิบเอายาเบื่อหนูขึ้นมาเป็นเครื่องต่อรอง ท่านขู่ว่าหากเธอยังไม่ยอมแต่งงานมีลูกอีก ก็จะขอกินยาตายไปให้พ้นๆ ซึ่งนั่นไม่ใช่แค่คำขู่ เพราะท่านซื้อยาเบื่อหนูมาเก็บไว้จริงๆ
สมองของเธอขาวโพลนไปหมด พ่อก็ทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ สุดท้ายเธอจึงต้องยอมออกไปดูตัวอีกครั้งอย่างคนที่ไร้ซึ่งหนทางต่อสู้ เสียงซุบซิบนินทาจากคนรอบข้างยิ่งดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ
บ้างก็ว่าเธอเป็นคนเรื่องมาก บ้างก็ว่าเธอเย็นชาไร้หัวใจ หรือที่เลวร้ายที่สุดคือการกล่าวหาว่าเธอเคยผ่านผู้ชายมาแล้วนับไม่ถ้วน
เถียนเมิ่งหย่าไม่รู้แล้วว่าควรจะจัดการกับชีวิตของตัวเองอย่างไรดี จนกระทั่งพ่อของเธอเอ่ยปากถามว่าเธออยากจะกลับไปทำงานหรือไม่
ก่อนหน้านี้เธอเคยพลั้งปากพูดจาไม่ดีใส่เฉินชิง ซึ่งหลังจากพูดจบเธอก็รู้สึกเสียใจในทันที แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหาทางอธิบายอย่างไร
แถมยังไม่กล้าพอที่จะสู้หน้าเพื่อนสนิทคนนี้ด้วย การกลับมาทำงานในครั้งนี้เป็นผลมาจากคำพูดของพ่อที่ว่า หากไม่ยอมกลับไปทำงานก็ให้ทำเรื่องลาออกอย่างเป็นทางการ แล้วกลับมาอยู่บ้านเพื่อดูตัวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอคนที่ถูกใจ
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอรีบกลับมายังที่ทำงานแห่งนี้
ภาพของเฉินชิงที่ยังคงนั่งทำงานด้วยท่วงท่าสง่างามเหมือนเช่นเคย ทำให้ในใจของเถียนเมิ่งหย่าเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกชื่นชมและละอายใจอย่างท่วมท้น เธอจึงทำได้เพียงนั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเองอย่างเงียบเชียบ
ซูม่านม่านเหลือบมองการกลับมาของเธอ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากหาเรื่องแต่อย่างใด มีเพียงเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่เดินเข้ามาทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอยู่สองสามประโยค
แต่เฉินชิงไม่ได้เดินเข้ามาหาเธอเลยสักนิด ความจริงข้อนี้ทำให้เถียนเมิ่งหย่ารู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ
เฉินชิงหยิบเอกสารฉบับหนึ่งจากแฟ้มของฝ่ายบุคคล ก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของหัวหน้าทีมหม่าแล้วยื่นมันไปตรงหน้าเขา
“เหตุผลในการอนุมัติบรรจุพนักงานประจำของเจ็ดคนนี้คืออะไร ใครเป็นคนค้ำประกันให้ ทำไมถึงไม่มีการระบุรายละเอียดเอาไว้ในเอกสารให้เรียบร้อย”
หัวหน้าทีมหม่ากวาดตามองรอบๆ ก่อนจะพาเธอไปยังบริเวณชานพักบันได เขามองขึ้นไปชั้นบนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครกำลังเดินลงมา
จากนั้นจึงมองลงไปชั้นล่างเพื่อตรวจสอบว่าไม่มีใครกำลังเดินขึ้นมา เมื่อเห็นว่าซ้ายขวาปลอดคนแล้ว เขาจึงยื่นซองจดหมายซองหนึ่งส่งให้ถึงมือเฉินชิง
“คนละหนึ่งร้อยครับ”
เงินสด 800 หยวนในรูปของธนบัตรต้าถวนเจี๋ยจำนวน 80 ใบทำให้ซองจดหมายในมือมีความหนาพอสมควร
เฉินชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววสนใจ “ตำแหน่งของพวกเขามีมูลค่าแค่นี้เองเหรอ”
ทีแรกหัวหน้าทีมหม่าคิดว่าเธอคงจะไม่รับสินบน แต่คาดไม่ถึงว่าพอได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น นิสัยก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่นๆ เลย แถมยังดูเหมือนจะมีความต้องการมากกว่าเดิมเสียอีก
“แล้วคุณต้องการค่าดำเนินการคนละเท่าไหร่ล่ะครับ”
“เบื้องบนของฉันยังมีเลขาธิการพรรคหยางที่ต้องดูแล ไหนจะเรื่องที่ต้องแจ้งให้หัวหน้าหลิวทราบอีก อย่างน้อยก็น่าจะต้องให้สักสามร้อยหยวน เพื่อให้พวกเราเอาไปแบ่งกันอย่างลงตัวไม่ใช่เหรอคะ”
เฉินชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย แต่แววตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ข้อเสนอเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้น่าจะจัดการได้ใช่ไหม การบรรจุพนักงานหนึ่งคนแลกกับเงินสามร้อยหยวน ถือว่าคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม”
“หรือจริงๆ แล้วพวกเขาจ่ายเงินมาครบถ้วนแล้ว แต่ส่วนต่างที่เหลือนั่นหัวหน้าทีมหม่าเป็นคนเก็บเอาไว้เอง”
สีหน้าของหัวหน้าทีมหม่าเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง “ผมจะไปกล้าเก็บเงินไว้เยอะขนาดนั้นได้ยังไง ผมก็แค่ทำหน้าที่เป็นคนกลางส่งสารให้พวกเขา”
“ช่วยอำนวยความสะดวกให้ก็เท่านั้นเอง คุณรออีกสักหน่อยก็แล้วกันนะ เดี๋ยวผมจะลองไปเจรจากับพวกเขาดูอีกที”
“ได้เลยค่ะ จะรอฟังข่าวดีนะคะ”
เฉินชิงหยิบเอกสารฉบับนั้นกลับคืนมา พร้อมกับซองเงินสดแปดร้อยหยวน
ภาพที่เธอรับเงินไปทำให้หัวหน้าทีมหม่าถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ในเมื่อเธอรับเงินไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ พวกเขาทั้งสองก็ถือว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกันอย่างสมบูรณ์
เขาต้องรีบไปหาเงินมาเพิ่มอีกสองร้อยหยวนเพื่อปิดปากเฉินชิงให้สนิท ส่วนเงินที่เขาเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองไปแล้วน่ะเหรอ ไม่มีทางที่เขาจะควักมันออกมาเด็ดขาด
เมื่อกลับมาถึงโต๊ะทำงาน เฉินชิงก็นำเงินสดไปเก็บไว้ในตู้เอกสารแล้วล็อกกุญแจอย่างแน่นหนา
ก่อนจะกลับมานั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์ หางตาของเธอเหลือบไปเห็นความเคลื่อนไหวของใครบางคนที่กำลังแอบจับตาดูเธออยู่ มุมปากจึงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ
การสอดแนมแบบนี้ มันดูจะไร้ชั้นเชิงไปสักหน่อยกระมัง
เฉินชิงนั่งทำงานของเธอไปอย่างใจเย็นจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน โดยไม่ได้ลุกไปหาเรื่องใครที่ไหนอีก
เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน เถียนเมิ่งหย่าที่นั่งอยู่ใกล้ๆ มองเธอด้วยท่าทีลังเลใจ
เฉินชิงจึงเดินไปวางส้มผลเล็กๆ ไว้บนโต๊ะทำงานของเพื่อน “ขอให้โชคดีนะ”
เพียงเท่านั้น เถียนเมิ่งหย่าก็ลุกขึ้นพรวดพราด ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาในทันใด คำพูดมากมายติดอยู่ที่ริมฝีปากแต่กลับเปล่งออกมาไม่ได้
“เฉินชิง เธอ ฉัน ฮือๆๆ”
“ไม่ต้องร้องแล้วน่า เดี๋ยวฉันจะพาไปซื้อของกินก่อน แต่ต้องรีบหน่อยนะ ฉันต้องรีบกลับบ้าน ไม่อย่างนั้นเสี่ยวอวี้ที่รอฉันอยู่ที่บ้านฉันจะหนาวจนตัวสั่น”
เฉินชิงเอ่ยเร่ง “เร็วเข้าสิ”
เถียนเมิ่งหย่ารีบปาดน้ำตาทิ้งแล้วเดินตามเพื่อนออกไป “ฉันก็นึกว่าเธอจะโกรธจนไม่ยอมคุยกับฉันแล้วเสียอีก”
เฉินชิงหัวเราะเบาๆ “ก็เคยมีความคิดแบบนั้นแวบเข้ามาในหัวเหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าเมื่อกี้เธอยังชักช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ฉันก็คงจะทำตามที่คิดไว้จริงๆ แล้วล่ะ”
“เดี๋ยวก่อนสิ รอฉันด้วย”
เถียนเมิ่งหย่าต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อตามให้ทันฝีเท้าของเพื่อน
เมื่อมาถึงสหกรณ์การค้าและการตลาด เถียนเมิ่งหย่าก็ยืนหอบหายใจอย่างหมดแรง เธอมองเฉินชิงเลือกซื้อของกินให้เธอมากมายจนเต็มอ้อมแขน ความสุขใจทำให้เธอเริ่มพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด
“นี่เฉินชิง เธอได้ยินข่าวเรื่องที่ช่วงนี้ฉันต้องไปดูตัวอีกแล้วหรือยัง”
“ไม่นี่ ไม่เห็นได้ยินอะไรเลย”
“ทำไมเธอไม่ไปสืบเรื่องของฉันบ้างเลยล่ะ” เถียนเมิ่งหย่าทำเสียงไม่พอใจ
“ไม่เป็นห่วงฉันเลยสักนิด เธอไม่รู้หรอกนะว่าถึงฉันจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน แต่ฉันก็ยังคอยถามไถ่ข่าวคราวของเธออยู่ทุกวันเลยนะ”
“แล้วสืบข่าวฉันไปได้ผลสรุปว่ายังไงบ้างล่ะ” เฉินชิงถามกลับ
เถียนเมิ่งหย่ากลับอ้ำๆ อึ้งๆ ตอบไม่ถูก
เฉินชิงจึงแสร้งทำสีหน้าเบื่อหน่าย “เห็นไหมล่ะ แล้วจะให้ฉันไปสืบเรื่องอะไรของเธอได้ ฉันต้องกลับบ้านแล้วนะ ส่วนเธอจะทำอะไรก็จัดการตัวเองแล้วกัน”
เถียนเมิ่งหย่ามองของกินนานาชนิดที่กองอยู่เต็มอ้อมแขนของตัวเองก็ยังรู้สึกมึนงงอยู่เล็กน้อย เมื่อก้มลงสำรวจดูดีๆ ก็พบว่าของส่วนใหญ่ล้วนเป็นของโปรดที่เธอชอบกินเป็นประจำ ทั้งขนมปังกรอบ ลูกอม หรือแม้กระทั่งเมล็ดแตงก็ยังเป็นรสชาติที่เธอชอบ
เธอมองของในมือสลับกับแผ่นหลังของเพื่อนที่เดินจากไป ในที่สุดรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เธอกอดห่อขนมไว้แนบอกแล้วมุ่งหน้ากลับบ้านของตัวเอง
เมื่อเดินมาถึงมุมถนนที่ไร้ผู้คน เถียนเมิ่งหย่าก็อดที่จะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจไม่ได้ “อ๊าาา ทำไมฉันถึงได้โชคดีขนาดนี้นะ มีเพื่อนที่ดีที่สุดในโลกแบบนี้ได้ยังไงกัน”
ความสุขเอ่อล้นจนเธอไม่สามารถเก็บซ่อนอาการเอาไว้ได้อีกต่อไป
ก้าวย่างของเธอจึงดูเบิกบานและมีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันที
หยางซิวจิ่นที่ยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ก่อนจะก้มลงถามลูกสาวตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างกาย “เสี่ยวเหอ อยากให้เขามาเป็นแม่ของลูกไหม”
[จบบท]