บทที่ 263: ชุดใหม่ที่ถูกทำลาย
หยางอี้เหอไม่เคยเห็นหน้าเถียนเมิ่งหย่ามาก่อน เด็กหญิงจึงได้แต่ส่ายศีรษะปฏิเสธความปรารถนาดีของผู้เป็นพ่อไปอย่างซื่อๆ “พ่อคะ หนูชอบพี่ม่านม่านมากกว่าค่ะ”
“อ้าว แล้วเฉินชิงล่ะ ลูกไม่ชอบแล้วหรือ” หยางซิวจิ่นเริ่มหว่านล้อมลูกสาวด้วยแผนการที่เตรียมไว้
“พ่อจะบอกอะไรให้นะ ผู้หญิงคนเมื่อกี้น่ะ เขาเป็นเพื่อนรักของเฉินชิงเลยนะ ลองคิดดูสิ ถ้าเขาได้มาเป็นแม่ใหม่ของลูก ลูกก็จะไปมาหาสู่กับน้าเฉินชิงได้สะดวกขึ้น ได้ไปเล่นกับน้าเขาบ่อยๆ แบบนี้ไม่ดีใจเหรอ” เขาโน้มตัวลงถามลูกสาวเพื่อโน้มน้าวใจ
หยางอี้เหอทำท่าจะส่ายหน้าอีกครั้ง แต่ฝ่ามือใหญ่ของพ่อก็กดลงบนท้ายทอยของเธอไว้แน่น เป็นการบังคับให้เธอต้องพยักหน้ายอมรับไปโดยปริยาย
หยางซิวจิ่นเปลี่ยนโทนเสียงให้เข้มขึ้นกว่าเดิม “ลูกต้องเป็นเด็กดี ต้องรู้จักเชื่อฟังผู้ใหญ่ เข้าใจที่พ่อพูดใช่ไหม”
แรงกดที่ต้นคอทำให้หยางอี้เหอตัวสั่นเล็กน้อย เธอทำได้เพียงพยักหน้ารับคำเบาๆ
เมื่อเห็นลูกสาวยอมทำตาม หยางซิวจิ่นจึงลูบศีรษะของเด็กหญิงอย่างพอใจ ก่อนจะเริ่มสั่งการตามแผนที่วางไว้
“ดีมากลูกรัก งั้นเดี๋ยวตอนที่เราไปรับเสื้อผ้ากัน ลูกต้องทำทีเป็นว่าไม่พอใจชุดที่น้าเขาตัดให้ ติโน่นตินี่ไปเรื่อย บอกว่าไม่ชอบแบบนั้น ไม่ชอบแบบนี้ พยายามถ่วงเวลาอยู่ในบ้านเขาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ รู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง”
หยางอี้เหอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างลำบากใจ
“พ่อถามว่าได้ยินไหมว่าพ่อหมายถึงอะไร” หยางซิวจิ่นย้ำคำถามอีกครั้ง
“ได้ยินแล้วค่ะ” เด็กหญิงตอบรับเสียงแผ่ว
“ดีมาก”
จากนั้นหยางซิวจิ่นก็จูงมือลูกสาวมุ่งหน้าไปยังบ้านพักของเฉินชิง
เฮ่ออวี้ถิงซึ่งนั่งเล่นอยู่หน้าประตู พอเห็นหยางอี้เหอเดินมาก็ดวงตาสดใสขึ้นมา แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกนิดแล้วพบว่าคนที่มาด้วยคือชายที่เธอไม่ชอบหน้า
สีหน้าของเด็กหญิงก็เปลี่ยนเป็นความกระอักกระอ่วนใจอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบหันหลังกลับเข้าไปในบ้านแล้วตะโกนเรียก “คุณน้าคะ คุณอาคะ มีแขกมาหาค่ะ”
หยางซิวจิ่นเหลือบมองเฮ่อหย่วนที่เดินออกมาจากในครัวด้วยท่าทางสบายๆ เหมือนเป็นเจ้าของบ้าน ดวงตาของเขาก็ทอประกายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา
“ผมไม่คิดเลยว่าจะได้พบรองหัวหน้าสถาบันวิจัยเฮ่อที่นี่ด้วย”
“ครับ” เฮ่อหย่วนเพียงแค่เหลือบมองอีกฝ่าย “มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”
จังหวะนั้นเฉินชิงก็ถือชุดที่ตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วออกมาพอดี เธอยื่นมันให้กับหยางอี้เหอ
“นี่จ้ะ น้าตัดเสร็จแล้วนะ ชุดนี้บุหนาใส่แล้วอุ่นสบายมาก เหมาะกับช่วงปีใหม่เพราะสีสันสดใส น้าตั้งใจตัดให้ใหญ่กว่าตัวหนูหน่อยนึง แต่ไม่ต้องห่วงนะ ตรงปลายแขนเสื้อกับปลายขากางเกงน้าติดกระดุมไว้ให้แล้ว”
“จะได้ปรับขนาดได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะหลวมเกินไป หรือพอดีตัวเป๊ะจนปีหน้าใส่ไม่ได้ รับรองว่าใส่ได้อย่างน้อยๆ ก็สองปีเลยล่ะ”
ที่เธอทำเช่นนี้ก็เพราะรู้ดีว่าหยางอี้เหอเป็นเด็กไม่มีแม่ ส่วนพ่อก็ดูจะพึ่งพาไม่ค่อยได้ เธอจึงออกแบบตัดเย็บให้ใช้งานได้นานที่สุด เพื่อที่เด็กหญิงจะได้ไม่ต้องลำบากหาชุดใหม่บ่อยๆ
“ขอบคุณมากค่ะน้า” หยางอี้เหอรับชุดมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ
หยางซิวจิ่นที่ยืนอยู่ข้างๆ บีบมือเล็กๆ ของลูกสาวแรงขึ้น
เด็กหญิงโบกมือลาเฮ่ออวี้ถิง “ไว้เจอกันตอนเปิดเทอมปีหน้านะ”
“จ้ะ” เฮ่ออวี้ถิงได้แต่นั่งยองๆ มองเพื่อนเดินจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
ทันทีที่ลับตาคน หยางซิวจิ่นก็ระเบิดอารมณ์ใส่ลูกสาวจนแทบจะบีบคอเธอให้ตายคามือ “เมื่อกี้พ่อสั่งลูกว่ายังไง แล้วลูกรับปากพ่อไว้ว่ายังไง ทำไมถึงทำแบบนี้”
“ก็น้าบอกเองว่าชุดมันปรับขนาดได้ ไม่ว่าจะใหญ่ไปหรือเล็กไปหนูก็ใส่ได้พอดี หนูเลยไม่รู้ว่าจะให้น้าเขาแก้ตรงไหนนี่คะ” หยางอี้เหอมองหน้าพ่อด้วยความไม่เข้าใจ
“ทำไมไม่รู้จักเอาชุดออกมาลองใส่ก่อน แล้วค่อยหาเรื่องติทีหลังล่ะ โง่จริงๆ” หยางซิวจิ่นตวาดลั่น
หยางอี้เหอก้มหน้างุด ตอบเสียงอู้อี้ “หนูจะจำไว้ค่ะ”
“จำไว้แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา คิดว่าเขาจะเสียเวลามาตัดชุดใหม่ให้ลูกอีกหรือไง ช่างไม่ได้เรื่องได้ราวเหมือนแม่สารเลวของลูกไม่มีผิด”
ตลอดเส้นทางกลับบ้าน หยางซิวจิ่นยังคงบีบมือลูกสาวแน่นเหมือนเป็นที่ระบายอารมณ์ หยางอี้เหอเจ็บจนแทบทนไม่ไหว ใบหน้าเล็กๆ ของเธอซีดเผือดไร้สีเลือด
เมื่อเห็นสภาพของลูกสาวแล้ว หยางซิวจิ่นก็รู้สึกพอใจขึ้นมาบ้าง
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบว่าซูม่านม่านนั่งรออยู่แล้ว เขาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ผมบอกเธอกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาที่นี่บ่อยนัก มันดูไม่ดี เดี๋ยวคนอื่นจะเอาไปนินทาแล้วร้องเรียนเรื่องความสัมพันธ์ของเราได้”
“ฉันยังไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรเลย แล้วคุณจะไปกลัวทำไมคะ” ซูม่านม่านสวนกลับอย่างไม่ใส่ใจ สายตาของเธอเหลือบไปเห็นถุงผ้าสวยงามในมือของหยางอี้เหอพอดี
“ไปไหนมาเหรอคะ อย่าบอกนะว่าไปซื้อเสื้อผ้าใหม่มาอีกแล้ว เป็นแค่เด็กตัวแค่นี้จะสิ้นเปลืองมีเสื้อผ้าเยอะแยะไปทำไมกัน”
หยางอี้เหอรีบซ่อนถุงผ้าไว้ข้างหลัง “หนูขอตัวเข้าห้องก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวก่อนสิ เอามาให้ฉันดูหน่อยว่าผ้าเนื้อดีแค่ไหน”
ซูม่านม่านกำลังถังแตก ช่วงหลังเธอไปทานข้าวกับหยางซิวจิ่นบ่อยๆ และด้วยความคิดที่ว่าเงินของเขาก็เหมือนเงินของเธอ เธอจึงเป็นฝ่ายออกเงินเลี้ยงอยู่เสมอ เพราะคิดว่าคนที่จัดการเรื่องงานให้เธอได้คงไม่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยกับเงินค่าข้าวแค่นี้
ผลคือเงินเก็บของเธอร่อยหรอลงทุกวัน จนตอนนี้แม้แต่เงินจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ใส่ช่วงปีใหม่ก็ยังไม่มี หากผ้าที่หยางอี้เหอได้มาเป็นผ้าเนื้อดี เธอก็คิดจะเอามันไปให้ช่างแก้ทรงเป็นของตัวเองเสียเลย
หยางอี้เหอตกใจจนถอยหลังกรูด
ซูม่านม่านขึ้นเสียงใส่ “บอกให้เอามาให้ฉัน”
หยางซิวจิ่นจึงพูดขึ้น “นั่นเป็นชุดปีใหม่ที่เฉินชิงตัดให้ลูกผม คุณอย่าไปยุ่งกับเธอเลย”
“เฉินชิง!!!” ซูม่านม่านแผดเสียงดังลั่น
“คุณจะเสียงดังทำไม” หยางซิวจิ่นปราม ที่พักทหารแบบนี้ผนังบางจะตาย ตะโกนโหวกเหวกขนาดนี้ อยากให้คนทั้งตึกได้ยินเรื่องของพวกเขารึไง
หยางอี้เหอเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหาทางหนีกลับเข้าห้องของตัวเอง
แต่ซูม่านม่านไวกว่า เธอกระชากผมของเด็กหญิงอย่างแรงจนเซถอยหลัง หยางอี้เหอเจ็บจนเผลอปล่อยมือ ทำให้ชุดใหม่สีแดงสดที่อยู่ในถุงร่วงลงบนพื้น
ซูม่านม่านคว้ามันขึ้นมาสะบัดดู เมื่อเห็นฝีเข็มที่เรียบเนียนละเอียดลออ กับลายปักดอกไม้เล็กๆ ที่น่ารักงดงาม ความโกรธก็พุ่งขึ้นจนหน้ามืด เธอหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ฉันก็นึกว่าวิเศษวิโสมาจากไหน ที่แท้ก็เป็นพวกจับปลาสองมือ ด้านหนึ่งก็ทำเป็นคบหากับเฮ่อหย่วน อีกด้านก็มาทำตัวดีเอาอกเอาใจลูกสาวคุณเพื่อหวังผลประโยชน์ นังผู้หญิงหลายใจ”
หยางซิวจิ่นเพียงแค่ส่งเสียงในลำคอ แต่ไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของเธอ ที่จริงแล้วในใจเขากลับรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ ด้วยซ้ำ
“ไม่ใช่นะคะ นี่เป็นรางวัลที่น้าให้หนูเพราะหนูช่วยชีวิตเฮ่ออวี้ถิงเอาไว้ ไม่ได้เกี่ยวกับพ่อเลย พี่ม่านม่านได้โปรดเอาเสื้อคืนให้หนูเถอะนะคะ” หยางอี้เหอพยายามอธิบาย
เธอยื่นมือไปหมายจะคว้าชุดคืนมา พ่อของเธอมีเงินก็จริง แต่เสื้อผ้าที่ซื้อให้ไม่เคยมีชุดไหนพอดีตัวเลยสักครั้ง ไม่เล็กจนคับติ้ว ก็ใหญ่โคร่งจนต้องคอยพับแขนพับขาอยู่ตลอดเวลา แต่น้าเฉินชิงบอกว่าชุดนี้เป็นชุดที่พอดีตัว เธอไม่อยากยกมันให้ใครทั้งนั้น
“เรื่องโกหก มีแต่เด็กโง่อย่างเธอเท่านั้นแหละที่จะเชื่อคำพูดลวงโลกของยัยนั่น คิดดูสิว่าระหว่างฉันกับยัยนั่น ใครกันแน่ที่ใช้เวลากับเธอมากกว่ากัน แต่เธอกลับเลือกที่จะเชื่อคนนอก ไม่เชื่อฉัน”
ซูม่านม่านไม่อาจทนเห็นเสื้อผ้าที่เฉินชิงเป็นคนตัดเย็บอยู่ในบ้านหลังนี้ได้แม้แต่วินาทีเดียว เพราะมันตอกย้ำความจริงที่ว่าหยางซิวจิ่นยังคงมีใจให้ผู้หญิงคนนั้น และไม่เคยลืมเธอได้เลย
หยางอี้เหอไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เธอยังคงเขย่งปลายเท้า พยายามยืดแขนออกไปคว้าชุดของเธอคืนมา
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ นั่นเป็นเสื้อผ้าที่นังแพศยานั่นทำ เธอไม่มีสิทธิ์แตะต้องมัน เธอจะใส่มันได้ยังไง”
ซูม่านม่านกรีดร้องอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เธอวิ่งไปคว้ากรรไกรมาแล้วแทงฉับลงไปบนชุดสวยอย่างแรง นุ่นที่บุอยู่ข้างในทะลักออกมา ปลิวว่อนไปทั่วห้องเหมือนหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบ
หยางอี้เหอยืนนิ่งมองภาพนั้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างช้าๆ “ทำไมพี่ม่านม่านถึงทำกับหนูแบบนี้คะ”
เมื่อเห็นความเสียใจของหยางอี้เหอ และใบหน้าที่ตกตะลึงของหยางซิวจิ่น ซูม่านม่านก็รู้สึกสะใจอย่างประหลาด
“ฉันทำไมเหรอ หรือว่เาเธออยากได้นังเฉินชิงมาเป็นแม่เลี้ยงของเธอนักหรือไง ฝันไปเถอะ ยัยนั่นไม่ได้อยากมาเป็นแม่เธอหรอก ยัยนั่นแค่อยากจะยั่วยวนพ่อของเธอ หลอกให้พ่อเธอทุ่มเงินให้ก็เท่านั้น เธอเข้าใจหรือยัง”
ซูม่านม่านบีบแก้มของหยางอี้เหออย่างแรงพลางสำรวจใบหน้าที่งดงามของเด็กหญิง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าภรรยาเก่าของหยางซิวจิ่นก็เป็นหญิงงามคนหนึ่ง แววตาของเธอก็ลุกโชนไปด้วยความริษยา
“ร้องไห้ทำไม คิดจะใช้ใบหน้าสวยๆ ของเธอไปหลอกล่อผู้ชายเหมือนแม่เธอหรือไง”
ขณะนั้นมีเสียงคนเดินผ่านมาหน้าห้องพอดี หยางซิวจิ่นจึงรีบห้ามทัพ
“ซูม่านม่าน พอได้แล้ว”
ซูม่านม่านกระทืบเท้าอย่างขัดใจ “คุณจะมาดุฉันทำไมคะ หรือที่ฉันพูดมันไม่จริงล่ะ ถ้าเฉินชิงไม่ได้อ่อยคุณ แล้วเธอจะได้ตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกมาได้ยังไง”
คนที่อยู่หน้าประตูได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว
ซูม่านม่านฉวยโอกาสนั้นถือชุดที่ขาดวิ่นไปที่ประตู แล้วประกาศให้ทุกคนได้ยิน “พวกคุณดูนี่สิคะ ก่อนหน้านี้เฉินชิงป่าวประกาศซะดิบดีว่าไม่มีอะไรในกอไผ่กับหยางซิวจิ่น”
“แต่ลับหลังก็มาทำดีเอาอกเอาใจเขาแบบนี้ ถ้าไม่มีอะไรแอบแฝง แล้วผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างเธอจะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้รวดเร็วขนาดนี้ได้ยังไงกันคะ”
[จบบท]