บทที่ 265: ครูจำเป็น
หยางอี้เหอผลักลิ้นชักไม้เก่าๆ กลับเข้าที่ เสียงไม้เสียดสีกันดังแกรกเบาๆ ในความเงียบสงัดของบ้าน
เธอลากม้านั่งตัวเตี้ยมาวางขวางประตูทางเข้า ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนราวกับตุ๊กตาไร้ชีวิต สายตาของเธอมองเหม่อไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
เพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ นั่งนิ่งเป็นหินอยู่หน้าประตูตั้งแต่บ่ายคล้อยจนตะวันเริ่มตกดิน บรรยากาศรอบตัวช่างดูน่าขนลุกจนหลายคนเริ่มซุบซิบกันว่าเธออาจจะถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง
ความเงียบถูกทำลายลงเมื่อหยางซิวจิ่นกลับมาถึงบ้าน เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นลูกสาวนั่งขวางประตูในท่าทางแปลกประหลาด แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถาม หยางอี้เหอก็เงยหน้าขึ้นมา สบตาเขาด้วยแววตาว่างเปล่า
"พ่อคะ หนูหิว"
สิ้นเสียงนั้น ร่างเล็กๆ ก็โงนเงนแล้วล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที
เพื่อนบ้านคนหนึ่งที่กำลังแอบมองอยู่ร้องเสียงหลง รีบวิ่งเข้ามาช่วยพยุงร่างของเด็กหญิง พร้อมกับหันไปต่อว่าหยางซิวจิ่นเสียงดังลั่น
"นี่คุณเป็นพ่อประสาอะไรกัน ปล่อยให้ลูกอดอยากจนเป็นลมเป็นแล้งไปได้ ไม่มีความเป็นคนเลยหรือไง"
หยางซิวจิ่นหน้าซีดเผือด รู้สึกเหมือนโดนกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม "ผมทิ้งเงินไว้ให้แล้วนะ ในลิ้นชักมีเงิน 5 เหมาทุกวัน ไหนจะตั๋วปันส่วนอาหารกับตั๋วเนื้อสัตว์อีกเพียบ"
เรื่องเก่ายังไม่ทันจาง วันนี้เขาเพิ่งถูกเรียกไปสอบสวนเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมกับผู้หญิงคนหนึ่ง เขายังแก้ต่างให้ตัวเองไม่สำเร็จด้วยซ้ำ หากต้องมาเจอข้อหาทารุณกรรมลูกสาวอีกคน มีหวังอนาคตดับวูบแน่
แต่เพื่อนบ้านไม่ยอมเชื่อ "ถ้าคุณทิ้งเงินไว้ให้จริงๆ แล้วทำไมเสี่ยวเหอถึงต้องมาอดข้าวอดน้ำจนหมดสติแบบนี้"
ราวกับมีบางอย่างดลใจ หยางซิวจิ่นรีบปรี่เข้าไปเปิดลิ้นชักตัวปัญหา ข้างในนั้นว่างเปล่า ไม่มีทั้งเงินและตั๋วปันส่วนแม้แต่ใบเดียว ต่อให้ลูกสาวเขาจะใจกล้าแค่ไหน ก็ไม่มีทางกล้าเอาเงินไปซ่อนไว้แน่ๆ หรือว่า...จะเป็นฝีมือของซูม่านม่านอีกแล้ว
หยางซิวจิ่นสบถในใจอย่างหัวเสีย ก่อนจะช้อนร่างลูกสาวขึ้นอุ้มแล้วมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล ส่วนชาวบ้านที่เหลือก็พากันไปฟ้องเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขต ให้มาช่วยจัดการกับพ่อที่ไร้ความรับผิดชอบคนนี้
เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตเมื่อได้ฟังเรื่องราวก็ตกใจไม่น้อย หากมีเด็กต้องอดตายในพื้นที่ปกครองของเขา เรื่องนี้ถึงขั้นถูกพักงานได้เลยทีเดียว
เขาจึงรีบตามไปที่โรงพยาบาล ไม่นานนัก กลุ่มสตรีจากสหพันธ์สตรีก็มาถึงอีกกลุ่ม ทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความวุ่นวายขึ้นไปอีก
ณ บ้านลานเล็กอันเงียบสงบ
เฉินชิงนั่งเท้าคางถอนหายใจยาว เธอแอบหวังลึกๆ ว่าปีนี้จะคว้ารางวัล ‘ครอบครัวสามดี’ มาครองให้ได้ แต่ผลกลับไม่เป็นดังหวัง
คุณสมบัติทั้งสามข้อ คือ ทำงานดี เรียนดี และมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้าน สองข้อแรกครอบครัวเธอผ่านฉลุยไร้ที่ติ แต่ข้อสุดท้ายนี่สิ...น่าปวดหัวที่สุด
เธอนึกย้อนไปถึงตอนที่อาสาเย็บเสื้อผ้าให้เพื่อนบ้าน ก็นึกว่านั่นจะช่วยสร้างสัมพันธ์อันดีได้บ้าง แต่คณะกรรมการกลับบอกว่าไม่นับ พวกเขาให้เหตุผลว่า ความดีนั้นต้องมาจากใจจริงของเพื่อนบ้านที่มองว่าเธอเป็นคนดี ไม่ใช่แค่การกระทำเพียงผิวเผิน
เฉินชิงรู้สึกท้อแท้ เธอคิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันได้เห็นวันนั้นแน่ๆ
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เฮ่อหย่วนออกไปทำงานแต่เช้า แถมยังเปรยๆ ว่าหลังปีใหม่คงต้องเดินทางไกลไปทำธุระอีก ดูท่าจะยุ่งยาวไปเลย
เฉินชิงจึงหันมารับงานเย็บผ้าแก้เบื่อ ช่วงสิ้นปีแบบนี้มีงานเข้ามาไม่ขาดสาย แต่เธอเลือกรับแค่สามชิ้นจากคนคุ้นเคยเท่านั้น
เสียงจักรเย็บผ้าดังตึ้กๆๆ สม่ำเสมอ แต่แล้วก็มีเสียงฝีเท้าเล็กๆ ดังตึ้กๆๆ ตามมา เหมาเหมาอุ้มผ้าห่มผืนน้อยของตัวเองเดินเข้ามาหา
"น้าครับ รับผมเป็นลูกบุญธรรมเถอะนะ ต่อไปผมจะเรียกน้าว่าแม่เอง"
เฉินชิงแทบสำลัก "อย่าเลยดีกว่าจ้ะ..." คำเรียกขานนั้นมันใหญ่หลวงเกินกว่าที่เธอจะรับไหวจริงๆ
เด็กชายทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ น้ำมูกน้ำตาเริ่มคลอหน่วย "พ่อกับแม่ตีผมทุกวันเลยครับ พอพ่อตีเสร็จ แม่ก็มาตีต่อ พอแม่ตีเสร็จ พ่อก็กลับมาตีซ้ำอีก ชีวิตผมมันน่าสงสารจริงๆ" เขาคร่ำครวญราวกับตัวละครในละครวิทยุ
เฉินชิงพยายามกลั้นขำ "ไหนลองเล่าให้น้าฟังสิว่าเกิดอะไรขึ้น"
"ก็ผมสอบได้คะแนนไม่ดี พ่อก็เลยตีผม ส่วนแม่น่ะไม่เคยสนใจคะแนนภาษาจีนกับคณิตศาสตร์เลย แต่แม่ชอบบังคับให้ผมเรียนภาษาต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ผมก็พูดได้หมดแล้ว แต่แม่บอกว่าต้องเขียนให้ได้ด้วย พอผมเขียนไม่ได้ แม่ก็ตีผม"
เหมาเหมาแหงนหน้ามองเพดาน ทำท่าโอดครวญอีกครั้ง "โอ้...ชีวิตผมนี่มันช่างขมขื่นอะไรอย่างนี้"
เฉินชิงกุมขมับ หัวเราะจนตัวโยน เฮ่ออวี้ถิงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เดินเข้ามาถามอย่างสนใจ "ภาษาอะไรเหรอ ใช่ภาษารัสเซียที่ป้าทาเลียสอนหรือเปล่า"
"ไม่ใช่แค่นั้นสิ ยังมีภาษาอังกฤษกับภาษาเยอรมันด้วย แม่บอกว่าฉันต้องพูดให้ได้อย่างน้อย 4 ภาษา" เหมาเหมาตอบด้วยแววตาเหม่อลอย
เฮ่ออวี้เสียงเดินเข้ามาสมทบ "ถ้าอย่างนั้นนายก็ตั้งใจเรียนสิ"
"ฉันไม่อยากเรียนแล้ว ฉันจะมาอยู่ที่นี่" เหมาเหมาประกาศกร้าว ก่อนจะยัดผ้าห่มใส่มือเฮ่ออวี้เสียง
"ฉันจะนอนกับนายคืนนี้ ไม่ต้องห่วงนะ ฉันมีเงินเก็บตั้ง 2 หยวนแน่ะ ยกให้หมดเลย" ว่าแล้วก็ล้วงธนบัตรใบละ 1 เหมา 20 ใบยัดใส่กระเป๋าเสื้อของเพื่อนสนิท แล้วจูงมือน้องสาววิ่งเล่นไปรอบๆ ลานบ้านอย่างร่าเริง
"วู้ฮู้! ในที่สุดฉันก็เป็นอิสระแล้วโว้ย!" เสียงเจื้อยแจ้วของเขาไม่ต่างจากลิงที่เพิ่งถูกปล่อยออกจากกรง
เฮ่ออวี้เสียงได้แต่อุ้มผ้าห่มของแขกผู้มาเยือนกลับเข้าห้องไปเงียบๆ
คำพูดของเหมาเหมาทำให้เฉินชิงฉุกคิดขึ้นมา...บางทีอาจจะถึงเวลาที่หลานๆ ของเธอควรจะเริ่มเรียนภาษาต่างประเทศอย่างจริงจังเสียที อนาคตข้างหน้า พวกเขามีโอกาสสูงที่จะได้เดินทางไปต่างแดน
เธอเรียกเด็กทั้งสามคนเข้ามาคุย "อวี้เสียง อวี้ถิง พวกเธอสองคนสนใจจะไปเรียนภาษาต่างประเทศกับป้าทาเลียบ้างไหม"
เฮ่ออวี้ถิงทำหน้าเบ้ทันที ถึงเธอจะเรียนเก่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอชอบการเรียน การต้องนั่งนิ่งๆ เป็นชั่วโมงมันน่าเบื่อจะตาย
ในขณะที่เฮ่ออวี้เสียงกลับครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "ผมอยากเรียนภาษารัสเซียกับภาษาอังกฤษครับ"
"ได้เลย งั้นเดี๋ยวน้าไปคุยกับป้าทาเลียให้"
เฉินชิงไม่รอช้า เธอพาเฮ่ออวี้เสียงไปหาทาเลียที่บ้าน พร้อมกับมอบเงิน 10 หยวนเป็นค่าสอนตลอดช่วงปิดเทอมฤดูหนาว
ทาเลียดีใจจนออกนอกหน้า เธอจ้องมองเฮ่ออวี้เสียงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ยิ่งกว่ามองลูกชายแท้ๆ ของตัวเองเสียอีก
"เธออยากมาเรียนด้วยตัวเองจริงๆ ใช่ไหมจ๊ะ"
"ครับ" เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้าตอบรับอย่างหนักแน่น
เมื่อได้ยินดังนั้น ทาเลียก็ทุ่มเทสุดความสามารถในการสอน ราวกับได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณของความเป็นครูออกมาอย่างเต็มที่
เมื่อครูผู้เปี่ยมด้วยใจรักได้พบกับนักเรียนที่ทั้งฉลาดและอดทน บรรยากาศการเรียนการสอนจึงเต็มไปด้วยความสุขและความสำเร็จ
พอถึงมื้อเย็น ทาเลียยังคะยั้นคะยอให้เฮ่ออวี้เสียงอยู่ทานข้าวด้วยกัน แถมยังกำชับด้วยความเป็นห่วง
"เรียนหนักแล้วก็ต้องพักผ่อนด้วยนะ เธอยังเด็ก อย่าหักโหมเกินไปล่ะ อีกสองวันค่อยมาเรียนใหม่ก็ได้"
"ขอบคุณครับป้าทาเลีย"
เฮ่ออวี้เสียงใช้เวลาเรียนรู้ทั้งวัน และพบว่ามันน่าสนใจกว่าที่คิด เป้าหมายของเขานั้นชัดเจน สถาบันวิจัยต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน อาของเขาไต่เต้าจนได้เป็นถึงรองหัวหน้าสถาบันวิจัยแล้ว
หากเขาโตขึ้น ตำแหน่งผู้อำนวยการก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และถ้าเขาสามารถสอบเข้าทำงานที่นั่นได้ การมีอาเล็กคอยหนุนหลังย่อมทำให้เส้นทางของเขาราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอน
ส่วนความรักในการเรียนรู้น่ะหรือ...เขาไม่มีของแบบนั้นหรอก
เมื่อกลับถึงบ้าน เฉินชิงก็เอ่ยถามทันทีว่าวันนี้เรียนอะไรมาบ้าง
"เรียนร้องเพลงเด็กมา 2 เพลงครับ"
"ไหนลองร้องให้น้าฟังสิ"
สิ่งที่เฉินชิงได้ฟังคือบทเพลงเวอร์ชันท่องจำที่ไร้ซึ่งท่วงทำนองใดๆ
เหมาเหมาที่นั่งฟังอยู่ด้วย รีบสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่าง เขาร้องเพลงเดียวกันด้วยน้ำเสียงสดใสและท่วงทำนองที่สนุกสนาน
"ฟังนะ ต้นฉบับเขาต้องร้องกันแบบนี้ต่างหาก"
เฮ่ออวี้เสียงไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาเดินตรงเข้าครัวไปหาของกิน
เฮ่ออวี้ถิงเห็นว่าการเรียนภาษาต่างประเทศมันก็แค่การร้องเพลงนี่เอง ดูเป็นเรื่องง่ายดายเสียเหลือเกิน เธอจึงเกิดความสนใจอยากจะเรียนขึ้นมาบ้าง
เหมาเหมาเห็นดังนั้นก็รู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาทันที ในที่สุดเขาก็มีเรื่องที่เก่งกว่าคนอื่นบ้างแล้ว เขาจึงอาสาเป็นครูสอนน้องสาวด้วยความกระตือรือร้น
เขาสอนเธอร้องทีละประโยค แปลความหมายให้ฟัง พร้อมกับทำหน้าทำตาทะเล้นประกอบ จนเฮ่ออวี้ถิงหัวเราะคิกคักไม่หยุด
"เอาอย่างนี้ไหม" เหมาเหมาเสนอ
"แม่ฉันสอนอวี้เสียง ส่วนฉันจะสอนเธอเอง เรามาแข่งกันว่าใครจะสอนได้เก่งกว่ากัน ดีไหม"
"ดีเลย! ดีเลย!" เฮ่ออวี้ถิงปรบมือด้วยความตื่นเต้น สำหรับเธอแล้ว นี่คือเกมการละเล่นที่น่าสนุกที่สุด
เฉินชิงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เธอพบว่าวิธีการสอนของเหมาเหมานั้นน่าสนใจและสนุกสนานไม่น้อย จนเธอเองก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปร่วมวงเรียนด้วย
เหมาเหมาที่ปกติจะเบื่อหน่ายเวลาเรียน กลับดูกระฉับกระเฉงและมีชีวิตชีวาเมื่อได้สวมบทบาทเป็นคุณครู
เมื่อเห็นว่าแม้แต่น้าสาวก็ยังตั้งใจเรียน เหมาเหมาก็ยืดอกอย่างภูมิใจ "น้าครับ ผมเก่งใช่ไหมล่ะ"
"ใช่แล้ว ยอดเยี่ยมที่สุดเลย" เฉินชิงยกนิ้วโป้งให้เขา
เฮ่ออวี้ถิงแอ่นอกเล็กๆ ของเธอขึ้นบ้าง ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับ ราวกับจะถามว่า ‘แล้วหนูล่ะคะ แล้วหนูล่ะ’
เฉินชิงจึงยกนิ้วโป้งให้อีกข้าง "ส่วนเสี่ยวอวี้ก็ยอดเยี่ยมที่สุดเหมือนกัน"
เด็กหญิงยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ก่อนจะวิ่งตัวปลิวไปช่วยล้างจานอย่างอารมณ์ดี
[จบบท]