บทที่ 28: ผลตอบแทนที่ไม่คาดฝัน
ทันทีที่ร่างของเฉินชิงก้าวพ้นออกมาจากโรงงานเครื่องจักร ก็ถูกเจ้าหน้าที่แผนกรักษาความปลอดภัยเรียกให้หยุดตามระเบียบที่วางไว้
“มีใบลาไหมครับ”
“มีค่ะ”
เฉินชิงยื่นใบลาซึ่งมีลายเซ็นอนุมัติจากหัวหน้าหลิวให้ดู ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปยังโรงพยาบาลโดยไม่รอช้า
พยาบาลสาวคนสนิทที่เมื่อคืนยังล้อมวงคุยเรื่องสัพเพเหระด้วยกันเป็นคนให้ข้อมูล
“ฉินต้าเหว่ยกับซูเจวียนเจวียนออกจากโรงพยาบาลไปแล้วล่ะค่ะ แต่เฮ่อหย่วนน่ะสิ เหมือนจะแพ้น้ำเลยแวะมารับยา ตอนนี้อยู่ที่ห้องจ่ายยาพอดี โน่นแน่ะ เห็นไหมคะ”
จากประสบการณ์ซุบซิบที่สั่งสมมานานหลายปี สัญชาตญาณของพยาบาลสาวร้องเตือนว่าระหว่างเฉินชิงกับเฮ่อหย่วนต้องมีอะไรบางอย่าง เธอจึงพยายามวกบทสนทนาให้กลับไปที่เรื่องของเขาอยู่เรื่อย
ทว่าเฉินชิงซึ่งกำลังจะถูกโยกย้ายไปประจำแผนกการผลิตไม่มีอารมณ์จะไปใส่ใจเรื่องอื่น เธอซักไซ้ต่อ
“แล้วพอจะรู้ไหม ว่าพวกเขาไปไหนกัน”
“ก็น่าจะกลับบ้านแล้วนะคะ นี่เธอมาเพราะเรื่องของฉินต้าเหว่ยใช่ไหม ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันจัดการอธิบายให้เรียบร้อยแล้ว”
“ถือว่าโชคดีไปนะที่ฉันต้องเข้าเวรทั้งคืนเพื่อจะได้กลับบ้านไปร่วมงานแต่ง ไม่อย่างนั้นเธอแย่แน่ ไม่มีพยานรู้เห็น”
พยาบาลสาวเชิดหน้าอย่างนึกภูมิใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่เจือความเห็นใจ
“พวกเขาช่างใจดำกันจริงๆ ถ้าเธอไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยซูเจวียนเจวียนไว้ ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ ส่วนฉินต้าเหว่ยก็อีกคน เห็นหน้าซื่อๆ แต่ใจคอทำด้วยอะไรก็ไม่รู้”
“เธอช่วยอธิบายแทนฉันแล้วเหรอ”
“ใช่แล้ว” พยาบาลสาวพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
ความรู้สึกหนักอึ้งที่เกาะกุมจิตใจของเฉินชิงพลันสลายไป “ขอบคุณมากนะ”
“ไม่เป็นไรหรอก เธอรีบไปทำธุระต่อเถอะ”
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงเรียกจากคนไข้ก็ดังขึ้น พยาบาลสาวจึงปลีกตัวไปช่วยถือขวดน้ำเกลือ
ภายในโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยผู้คนเดินสวนกันไปมา สายตาของเฮ่อหย่วนกลับจับจ้องอยู่ที่เฉินชิงเพียงผู้เดียว
เขามองตามร่างที่ดูรีบร้อนของเธอซึ่งมาไวไปไวไม่ต่างจากสายลม ก่อนที่คิ้วของเขาจะขมวดเข้าหากันเล็กน้อยแล้วจึงก้าวเดินจากไปอีกทาง
การตามหาตัวฉินต้าเหว่ยไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย ตรงกันข้ามเสียอีก เพราะทันทีที่ผู้คนเห็นว่าเธอมาหาเขา ทุกสายตาก็จับจ้องมาเป็นจุดเดียว แฝงไปด้วยแววขบขันใคร่รู้เรื่องชาวบ้าน
บ้านของเขาตั้งอยู่ด้านหลังสุดของเขตบ้านพักในบริเวณบ้านพักรวมซึ่งมีสภาพไม่สู้ดีนัก แค่ก้าวเข้าไปก็รู้สึกได้ถึงอากาศที่เย็นเยียบลง แสงตะวันส่องเข้ามาไม่ถึง แม้ภายในบ้านจะถูกจัดเก็บไว้อย่างสะอาดสะอ้าน แต่ก็ยังดูแออัดคับแคบอยู่ดี
ครอบครัวใหญ่เกือบ 20 ชีวิตต้องอาศัยเบียดเสียดกันในพื้นที่ขนาดพอๆ กับบ้านของเฉินชิง ตั้งแต่ประตูหน้าบ้านไปจนถึงห้องต่างๆ ภายใน แทบไม่มีที่ว่างเหลือ นอกจากทางเดินแคบๆ ที่พอให้คนคนหนึ่งเดินผ่านได้
คนในบ้านตะโกนเรียกฉินต้าเหว่ย บอกเขาว่าเฉินชิงมาพบ
แววตาของฉินต้าเหว่ยฉายประกายยินดี เขารีบก้าวเท้าออกมาหาทันที
“สหายเฉิน คุณมาแล้ว”
“อืม”
รอยยิ้มกว้างของเขาทำให้คำบริภาษที่เฉินชิงเตรียมมาอย่างดีต้องชะงักงัน แต่ถึงกระนั้น ความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจก็ยังไม่มอดดับลง
สุภาษิตที่ว่าอย่าทำร้ายคนที่ยิ้มให้เป็นเรื่องจริง แต่รอยยิ้มที่ไม่ถูกกาลเทศะในบางสถานการณ์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการราดน้ำมันลงบนกองไฟ
“เราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่าไหมครับ” เขาเอ่ยชวน
“ได้สิ”
เฉินชิงสะกดกลั้นอารมณ์แล้วเดินตามเขาออกไป
ทั้งคู่เดินมาหยุดอยู่ที่มุมสงบแห่งหนึ่ง เฉินชิงกอดอกพลางจ้องมองเขาเขม็ง รอคอยคำอธิบายที่ดีพอ มิฉะนั้นเธอก็พร้อมจะระเบิดอารมณ์ใส่เขาทุกเมื่อ
ฉินต้าเหว่ยเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
“ผมต้องขอโทษด้วย เพื่อที่จะออกจากโรงงานได้อย่างราบรื่นและทำให้พ่อแม่ของเจวียนเจวียนสิ้นหวัง ผมเลยจำเป็นต้องเอาชื่อเสียงของคุณมาแอบอ้าง”
“แต่คุณวางใจได้เลยครับ อีกสองวันผมกับเจวียนเจวียนก็จะย้ายไปจากที่นี่แล้ว ก่อนไปผมจะจัดการเรื่องทั้งหมดให้เรียบร้อย”
“พอถึงตอนนั้นทุกคนก็จะรู้ความจริงว่าคุณถูกใส่ร้าย นี่เป็นค่าชดเชยสำหรับเรื่องที่ผมตัดสินใจทำไปโดยพลการ”
ว่าจบ เขาก็ยื่นธนบัตรต้าถวนเจี๋ย 5 ใบส่งให้เธอ
เฉินชิง “...”
อารมณ์ของเธอพลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เธอพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่เผลอยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ
เงินตั้ง 50 หยวน!
สำหรับคนที่มีหนี้สินท่วมหัว มันไม่ต่างอะไรกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาในยามที่แผ่นดินแห้งแล้งแตกระแหงเลยสักนิด!
ความขุ่นมัวและหวาดหวั่นที่ถาโถมเข้ามาเมื่อช่วงเช้า บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความปรีดาอย่างล้นพ้น
เฉินชิงรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดแล้วเอ่ยขึ้น “การที่ฉันได้ช่วยเหลือพวกเธอนับเป็นเกียรติแล้ว ให้เงินฉันมากขนาดนี้ จะดีเหรอ”
“ไม่เป็นไรเลยครับ นี่เป็นเงินที่เจวียนเจวียนติดต่อให้อวี้เสียงช่วยเอาออกมาจากพ่อแม่ของเธอเอง แต่ไม่ต้องกังวลไปนะครับ ทั้งหมดเป็นเงินเก็บของเจวียนเจวียนที่ได้จากการทำงานในโรงงานไม้ขีดไฟ”
ฉินต้าเหว่ยเล่าว่าเขาเองก็เพิ่งจะรู้จากปากเจวียนเจวียนเหมือนกันว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอแอบเก็บหอมรอมริบเงินไว้เป็นสินสอดอยู่ไม่น้อย ต่อให้แบ่งครึ่งหนึ่งไว้เป็นค่าใช้จ่ายให้พ่อแม่ของเธอ ก็ยังเหลือเงินอีกตั้ง 100 หยวน
เพื่อไม่ให้เงินก้อนนี้ตกไปอยู่ในมือของคนใจร้าย เธอจึงตัดสินใจนำมันออกมา แต่เพราะทั้งคู่ไม่รู้วิธีสะเดาะกุญแจ จึงต้องไปขอความช่วยเหลือจากเฮ่ออวี้เสียง
พอได้ยินว่าหลานชายตัวดีไปทำเรื่องผิดกฎหมาย ในฐานะผู้ปกครอง เฉินชิงถึงกับเสียงหลง
“เฮ่ออวี้เสียง! เขาไปขโมยเงินอย่างนั้นเหรอ!”
“ใจเย็นๆ ก่อนครับ ไม่ได้ขโมยเสียหน่อย เขาแค่ช่วยเจวียนเจวียนเอาเงินของเธอคืนมาเท่านั้น”
“อีกอย่าง อวี้เสียงเก่งมากเลยนะ เขาสะเดาะกุญแจได้ไวมาก แถมยังช่วยเอาทะเบียนบ้านออกมาให้ผมไปจดทะเบียนสมรสกับเธอด้วย เราให้ค่าจ้างเขาไป 2 หยวนเป็นค่าตอบแทน”
ฉินต้าเหว่ยเกาท้ายทอยแก้เขิน
“วันนี้เป็นวันแต่งงานของผมกับเจวียนเจวียนด้วยครับ”
เฉินชิงรู้สึกหลากหลายอารมณ์ปนเปกันไปหมด แต่ก็ยังกล่าวอวยพรออกไปจากใจจริง
“งั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วยนะ ขอให้มีความสุขในชีวิตคู่ รักกันจนแก่จนเฒ่าเลย”
“ขอบคุณครับ” ฉินต้าเหว่ยหน้าขึ้นสีระเรื่อ
“ผมพูดถึงคุณในทางที่ดีกับนักวิจัยเฮ่อไว้แล้วด้วย ขอให้คุณกับเขามีความรักแบบสหายปฏิวัติที่งดงามเช่นกันนะครับ”
“เอ่อ คงไม่จำเป็นหรอก”
บอกตามตรงว่าการที่ต้องมาอยู่ในยุค 70 อันเป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน แถมยังมีภาระต้องดูแลเด็กอีกสองชีวิต ทำให้เฉินชิงไม่เคยมีความคิดเรื่องการคบหาดูใจกับใครเลย
ที่บ้านมีทั้งตัวร้ายในอนาคตและเด็กสาวที่น่าสงสาร เธอขอแค่เลี้ยงดูพวกเขาให้เติบโตขึ้นมาอย่างดีก็พอแล้ว
หากเธอมีคนรัก เด็กทั้งสองอาจรู้สึกเหมือนกลายเป็นคนนอก ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความรู้สึกไม่มั่นคงในจิตใจของพวกเขาให้เลวร้ายลงไปอีก
เฉินชิงไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น เธอจึงอธิบายกับฉินต้าเหว่ยอย่างหนักแน่น
“ฉันกับนักวิจัยเฮ่อไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งนั้น วันนี้ไม่มี วันข้างหน้าก็จะไม่มี”
แม้ฉินต้าเหว่ยจะไม่เข้าใจถ่องแท้ แต่ก็พยักหน้ารับ
“ผมเข้าใจแล้ว”
เขายื่นเงินในมือส่งให้เฉินชิงอีกครั้ง คราวนี้หลังจากที่ปฏิเสธอยู่พักใหญ่ เธอก็ยอมรับเงิน 50 หยวนมาเก็บไว้ในกระเป๋า
“เอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าพวกเธอไม่ว่าอะไร ฉันจะเอาผ้าเก่ามาตัดเย็บเป็นชุดใหม่ให้เจวียนเจวียนเป็นของขวัญ”
“ไม่รังเกียจเลยครับ! เรากำลังกลุ้มใจเรื่องเสื้อผ้ากันอยู่พอดี ขอบคุณมากจริงๆ”
ฉินต้าเหว่ยเอ่ยขอบคุณจากใจ
“เรื่องเล็กน้อยน่า”
เฉินชิงโบกมือเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อยเธอก็ขอตัวกลับบ้าน
เมฆหมอกแห่งวิกฤตที่อาจจะต้องถูกลดตำแหน่งไปอยู่แผนกการผลิตได้จางหายไป แถมยังมีรายได้เข้ามาอีก 50 หยวน ทำให้อารมณ์ของเฉินชิงเบิกบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อเดินกลับมาถึงซอย แม้จะเห็นสายตาหลายคู่มองมาพร้อมกับเสียงซุบซิบนินทา แต่เธอกลับไม่รู้สึกหวั่นไหวแม้แต่น้อย การถูกคนพูดถึงในแง่ลบไม่กี่วัน แลกกับเงิน 50 หยวน นับว่าคุ้มค่ายิ่งกว่าคุ้ม
เธอค่อยๆ ผลักบานประตูไม้เข้าไปในบ้าน ตั้งใจจะสร้างความประหลาดใจให้เด็กทั้งสอง แต่ดูเหมือนว่าเธอจะถูกพวกเขาตัดหน้าไปเสียแล้ว
บนโต๊ะกลางบ้านมีเงินกองเล็กๆ วางอยู่
เฮ่ออวี้เสียงสะดุ้งตกใจ รีบยื่นมือจะคว้าเงินไปซ่อน
แต่สายเกินไป ความเร็วของเขาไม่อาจเทียบเฉินชิงได้ เธอปรี่เข้าไปคว้าเงินกองนั้นมาไว้ในมือก่อนจะเริ่มนับ จำนวนเงินทั้งหมดคือ 2 หยวน 7 เฟิน
เฉินชิงใช้กองธนบัตรตบลงบนฝ่ามือของตัวเองเบาๆ ก่อนจะนั่งลงบนม้านั่งยาว จ้องมองหลานชายด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“เงินนี่ของใคร?”
“ของผมครับ”
เฮ่ออวี้เสียงเอื้อมมือหมายจะแย่งคืน
เฉินชิงชูมือขึ้นสูงจนเขาเอื้อมไม่ถึง “ไปเอามาจากไหน”
เฮ่ออวี้เสียงเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ยอมตอบ
“ถ้าบอกความจริงมา เงินก้อนนี้จะเป็นของเธอ แต่ถ้าโกหกแม้แต่คำเดียว น้าจะยึดทั้งหมด”
[จบบท]