บทที่ 290: ท่องอุทยานสัตว์ป่า
ให้มันรู้ไปสิว่าคนอย่างเขาจะกลับมาทวงตำแหน่งหัวหน้าแผนกพลาธิการคืนไม่ได้! ถึงวันนั้นเมื่อไหร่ล่ะก็ ผู้หญิงที่ชื่อเฉินชิงได้เจอดีแน่!
แต่ดูเหมือนว่าคนที่ถูกหมายหัวไว้ จะไม่ได้รับรู้ถึงแรงอาฆาตแค้นนั้นเลยสักนิด เธอยังคงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ของวันหยุด
หลังจากที่ทั้งสี่ชีวิตท่องไปในดินแดนของสัตว์นานาชนิดจนเรี่ยวแรงเริ่มถดถอย พวกเขาก็ปักหลักหาทำเลเหมาะๆ ใต้ร่มไม้เพื่อนั่งพักและเติมพลังงานมื้อกลางวัน
เฮ่ออวี้ถิง ผู้มีทักษะการเข้าสังคมระดับสิบดาว ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เธอผูกมิตรกับเด็กผู้หญิงแปลกหน้าได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะชวนกันวิ่งเล่นว่าวอย่างสนุกสนาน
เฉินชิงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เธอหยิบสมุดกับดินสอคู่ใจออกมาจากกระเป๋า แล้วเริ่มร่างภาพเด็กหญิงทั้งสองที่กำลังวิ่งไล่ตามสายลมด้วยลายเส้นที่กำลังเป็นที่นิยมในหนังสือนิยายภาพยุคนี้
ส่วนเฮ่อหย่วนก็ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์จำเป็น เขาเดินตามประกบเฮ่ออวี้ถิงไม่ห่างสายตา เพราะกลัวว่าเจ้าตัวเล็กจะวิ่งซนจนพลัดหลงไปกับฝูงชน
ขณะที่เฮ่ออวี้เสียง ซึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ข้างน้า ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกล เขาไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างมากนัก แต่สายตาก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองปลายดินสอที่เคลื่อนไหวบนหน้ากระดาษของน้าเป็นระยะๆ
น้าของเขาดูจะหลงใหลการวาดรูปจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็มักจะหาโอกาสหยิบจับอุปกรณ์ขึ้นมาขีดเขียนเสมอ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป ลายเส้นที่ปรากฏขึ้นนั้นไม่ใช่แบบที่เคยเห็นในภาพวาดของเขากับน้องสาว
มันกลับมีกลิ่นอายคล้ายกับภาพประกอบในหนังสือนิยายที่เคยอ่าน ไม่ว่าจะเป็นภาพผู้ใหญ่หรือเด็ก ทุกคนล้วนดูมีชีวิตชีวาและเปี่ยมไปด้วยพลัง
เฉินชิงบรรจงแต่งเติมรายละเอียดทีละเล็กทีละน้อยจนภาพสมบูรณ์ เธอฉีกกระดาษแผ่นนั้นออกจากเล่มแล้วยื่นให้กับเพื่อนใหม่ของหลานสาว
เด็กหญิงคนนั้นเบิกตากว้างด้วยความดีใจ “ขอบคุณค่ะพี่สาว”
ผู้ปกครองของเด็กที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ ก็กล่าวชื่นชม “ขอบคุณมากนะสหาย คุณวาดรูปเก่งจริงๆ ลูกสาวของฉันในภาพดูน่ารักกว่าตัวจริงเสียอีก”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เฉินชิงตอบกลับอย่างถ่อมตัว การได้เห็นเด็กน้อยมีความสุขกับภาพวาดของเธอก็ทำให้เธออิ่มใจแล้ว
หลังจากกิจกรรมปล่อยว่าวจบลง เฉินชิงกับเฮ่ออวี้เสียงยังคงนั่งพักอยู่ที่เดิม มีเพียงเฮ่อหย่วนที่ต้องรับภารกิจใหม่ นั่นคือการพาเฮ่ออวี้ถิงไปสำรวจโซนสัตว์เลื้อยคลานตามคำเรียกร้อง
แน่นอนว่าเฉินชิงกับเฮ่ออวี้เสียงขอผ่านภารกิจสุดสยองนี้ เฮ่อหย่วนจึงจูงมือหลานสาวตัวน้อยไปกันสองคน ซึ่งดูเหมือนว่าเฮ่ออวี้ถิงจะตื่นตาตื่นใจกับเหล่าอสรพิษเป็นพิเศษ
เมื่อสองอาหลานกลับมาสมทบ เฉินชิงก็รีบเอ่ยปากถาม “เป็นยังไงบ้าง น่ากลัวไหม”
เฮ่ออวี้ถิงส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “ไม่เห็นน่ากลัวเลยค่ะ พวกมันดูตัวลื่นๆ ดีออก แล้วก็นอนนิ่งๆ ไม่สนใจใครเลย”
คำตอบของหลานสาวทำเอาเฉินชิงถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เฮ่ออวี้ถิงเล่าต่อด้วยดวงตาเป็นประกาย “คุณอาเห็นว่าหนูชอบนะคะ เลยแอบให้เงินคนดูแลเป็นพิเศษ เขาเลยอุ้มงูตัวเบ้อเริ่มมาให้หนูลองลูบด้วย! โห...มันทั้งใหญ่ ทั้งอ้วน ทั้งยาวเลยค่ะคุณน้า”
คำบรรยายสรรพคุณจบลงพร้อมกับใบหน้าของเฉินชิงที่ซีดลงเล็กน้อย เธอหันไปส่งสายตาตำหนิให้เฮ่อหย่วนหนึ่งที นี่มันตามใจกันเกินไปแล้ว!
ถ้ารู้ว่าจะสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ล่ะก็ เธอไม่ให้เงินติดกระเป๋าเขาไว้แต่แรกหรอก พอมีเงินเข้าหน่อยก็ใช้จ่ายไม่คิดเลยจริงๆ
เฮ่อหย่วนได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ กลับมา
เฮ่ออวี้เสียงที่ฟังอยู่เงียบๆ เอ่ยเตือนน้องสาว “คราวหลังต้องระวังให้มากกว่านี้นะ งูตัวใหญ่มันอันตราย”
“หนูทราบแล้วค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงรับคำอย่างว่าง่าย แต่ในใจก็ยังคงคิดว่าเจ้างูยักษ์ตัวนั้นมันดูเท่และน่าเกรงขามไม่หยอกเลย
ทั้งสี่คนออกเดินสำรวจสวนสัตว์กันต่อ จนกระทั่งมาถึงอาณาเขตของเจ้าป่า
เฮ่ออวี้ถิงทำใจกล้า ยืนเกาะลูกกรงพลางแยกเขี้ยวใส่เจ้าลายพาดกลอน พร้อมกับส่งเสียงขู่ในลำคอ “อาวู~”
เสือที่นอนหมอบอยู่คงจะรำคาญเสียงเล็กๆ นั่น มันปรายตามองเด็กหญิงแวบหนึ่ง ก่อนจะแกล้งส่งเสียงคำรามต่ำๆ ในลำคอเป็นการตอบโต้ เป็นเชิงบอกว่านี่ต่างหากคือเสียงของราชาที่แท้จริง
แต่เฮ่ออวี้ถิงหาได้ยอมแพ้ไม่ “อาวู~”
คราวนี้เจ้าเสือคงจะหมดความอดทน มันลุกขึ้นยืนแล้วแผดเสียงคำรามก้องไปทั่วบริเวณ
เฮ่อหย่วนก้มลงกระซิบกับหลานสาว “เสียงมันไม่ใช่แบบนั้นนะเราน่ะ ต้องลองฟังแล้วเลียนแบบเสียงของเสือดูสิ”
“หนูทำไม่ได้นี่คะ” เฮ่ออวี้ถิงทำหน้ามุ่ย
เจ้าเสือแยกเขี้ยวใส่เธออีกครั้ง เด็กหญิงก็ไม่ยอมแพ้ แยกเขี้ยวกลับไปเช่นกัน การกระทำนั้นทำให้เจ้าป่าถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหมอบลงจ้องมองผู้ท้าทายตัวจิ๋วอย่างสนใจ
เฮ่อหย่วนสังเกตเห็นว่าเฮ่ออวี้ถิงดูจะมีเสน่ห์ดึงดูดสัตว์ต่างๆ ได้อย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะไปที่ไหน สัตว์เหล่านั้นก็มักจะให้ความสนใจเธอเป็นพิเศษ
จุดหมายสุดท้ายของพวกเขาคือคอกสิงโต บริเวณนั้นมีผู้คนมุงดูกันอย่างหนาตา เพื่อให้หลานๆ ได้เห็นเจ้าป่าอย่างชัดเจน เฮ่อหย่วนจึงอุ้มเฮ่ออวี้ถิงขึ้นก่อน จากนั้นก็ยกตัวเฮ่ออวี้เสียงขึ้นตาม ให้เด็กชายได้ชมสิงโตอย่างเต็มตา
เฮ่ออวี้เสียงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเจ้าป่าเอาแต่นอนนิ่ง “ทำไมมันไม่ขยับเลยล่ะครับ”
“มันคงกำลังหลับอยู่น่ะ” เฮ่อหย่วนตอบ
“ผมอุตส่าห์อยากได้ยินเสียงคำรามของมันแท้ๆ เขาว่ากันว่ามันน่ากลัวมากเลยนะครับ” เด็กชายบ่นอุบอิบด้วยความเสียดาย
แต่ดูเหมือนคำอธิษฐานของเขาจะได้ผล เพราะสิงโตเจ้าป่าค่อยๆ พลิกตัวตื่นขึ้น ก่อนจะเปล่งเสียงคำรามกึกก้องจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่พื้นดิน
ดวงตาของเฮ่ออวี้เสียงลุกวาวขึ้นมาทันที ไม่ใช่แค่เขา แต่ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างก็พากันตื่นเต้นไปตามๆ กัน ในที่สุดเฮ่ออวี้เสียงก็ได้สมหวังดังใจ
เขาตั้งตารอที่จะได้เจอกับสิงโตมากที่สุด และการได้ยินเสียงคำรามของมันกับหูตัวเองแบบนี้ก็ทำให้เขาตื่นเต้นจนใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ เสียงคำรามนั้นน่าเกรงขามสมคำร่ำลือจริงๆ!
เฮ่ออวี้ถิงพยายามเลียนแบบเสียงนั้นบ้าง เธอลองลูบคอตัวเองแล้วเปล่งเสียงออกมา แต่สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นเพียงเสียงแค่กๆ เหมือนมีอะไรติดคอ
เฉินชิงที่มองอยู่ถึงกับหลุดขำ “ทำอะไรของหนูน่ะจ๊ะ”
“หนูพยายามจะเลียนแบบเสียงสิงโตค่ะ แต่ทำไม่สำเร็จ” เด็กหญิงตอบเสียงอ่อย รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เมื่อถึงเวลาต้องอำลาสวนสัตว์ เฮ่ออวี้ถิงก็แสดงอาการอาลัยอาวรณ์ออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่พวกเขาใช้เวลาเดินเล่นและหยุดพักกันนานมากแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน
ณ ป้ายรถประจำทาง เฮ่ออวี้เสียงที่ปกติมักจะมีแววตาเศร้าสร้อย วันนี้กลับดูสดใสเป็นพิเศษ เขายืนมองกลับไปยังประตูทางเข้าสวนสัตว์ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความอาวรณ์ สัตว์ทุกตัวที่เขาได้เห็นในวันนี้ ล้วนสร้างความประทับใจให้เขาอย่างไม่รู้ลืม
เมื่อรถมาถึง ทั้งสองพี่น้องก็รีบหาที่นั่งติดกันได้สำเร็จ ด้วยความที่ใช้พลังงานไปกับการตื่นเต้นในสวนสัตว์มาทั้งวัน ไม่นานนักเด็กทั้งสองก็พากันหลับใหลไปในอ้อมกอดของความเหนื่อยอ่อน
เฉินชิงหันไปพูดกับเฮ่อหย่วนเบาๆ “นานๆ ทีจะได้เห็นเฮ่ออวี้เสียงมีความสุขแบบนี้นะ มาเที่ยวครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่าจริงๆ”
เฮ่อหย่วนพยักหน้าเห็นด้วย “เด็กคนนั้นแบกรับความกดดันไว้มากเกินไป”
ในฐานะเด็กกำพร้าที่ต้องคอยดูแลน้องสาว โดยมีญาติเพียงคนเดียวที่ไม่แน่ใจว่าจะอยู่กับพวกเขาไปได้นานแค่ไหน ทำให้เขาต้องพยายามเข้มแข็งและทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ทั้งที่ความจริงแล้ว เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กชายวัย 7 ขวบเท่านั้นเอง
เฮ่ออวี้เสียงหลับสนิทมาก แม้บรรยากาศบนรถจะค่อนข้างวุ่นวาย แต่ก็ไม่มีอะไรสามารถรบกวนการพักผ่อนของเขาได้เลย จนกระทั่งรถจอดและถึงเวลาต้องลง เขาถึงได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
เด็กชายหันไปมองน้องสาวที่กำลังเบะปากทำท่าจะร้องไห้ “เป็นอะไรไป”
“ก็หนูหลับตลอดทางเลยนี่คะ เลยไม่ได้ดูวิวข้างนอกหน้าต่างเลย” การนอนหลับวันไหนๆ ก็นอนได้ แต่โอกาสที่จะได้นั่งรถชมเมืองแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ เฮ่ออวี้ถิงรู้สึกเสียดายจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา
“วันนี้วันดี ห้ามร้องไห้สิ” เฮ่ออวี้เสียงเตือน
เด็กหญิงฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะโผเข้ากอดน้าสาว “คุณน้าคะ กลับถึงบ้านแล้วหนูจะวาดรูปนะคะ”
“จ้ะ ได้เลย” เฉินชิงรับคำพลางอุ้มหลานสาวเดินกลับบ้าน
เมื่อถึงปากซอย ก็มีกลุ่มเด็กๆ วิ่งกรูเข้ามาทักทาย “เสี่ยวอวี้! วันนี้ไปสวนสัตว์มาเหรอ เห็นอะไรมาบ้าง เล่าให้ฟังหน่อยสิ”
สิ้นเสียงคำถาม เฮ่ออวี้ถิงก็รีบไถลตัวลงจากอ้อมแขนของน้าทันที เธอยืนเท้าสะเอว ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวการผจญภัยในสวนสัตว์ของเธอให้เพื่อนๆ ฟังอย่างออกรสออกชาติ ประกอบท่าทางเสร็จสรรพ
เฉินชิงได้แต่ยืนมองหลานสาวตาปริบๆ ไหนล่ะ... คนที่บอกว่าจะกลับไปวาดรูป
แต่ช่างเถอะ ตอนนี้เธอเองก็เหนื่อยเต็มทีแล้ว ขอกลับไปเอนหลังพักผ่อนก่อนดีกว่า
เฮ่ออวี้เสียงซึ่งไม่ถนัดการเข้าสังคมกับเด็กคนอื่นอยู่แล้ว จึงตัดสินใจเดินตามน้ากลับบ้านไปเงียบๆ
ส่วนเฮ่ออวี้ถิงนั้น หลังจากไปขอยืมเก้าอี้ตัวเล็กจากบ้านคุณลุงคุณป้าในละแวกนั้นมาได้ เธอก็นั่งลงเปิดสภากาแฟย่อยๆ ของตัวเอง
ใครเดินผ่านไปผ่านมาแล้วเอ่ยปากถาม เธอก็พร้อมที่จะเล่าเรื่องราวในสวนสัตว์ให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักเบื่อ จนเด็กคนอื่นๆ พากันเคลิบเคลิ้มและอยากจะไปเที่ยวสวนสัตว์กันเป็นแถว
กว่าการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนของเธอจะจบลงก็เป็นตอนที่ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เฮ่ออวี้ถิงจึงยอมกลับเข้าบ้านเพื่อล้างมือและรับประทานอาหารเย็น
ระหว่างมื้ออาหาร เฮ่ออวี้เสียงก็เอ่ยปากถามขึ้น “พรุ่งนี้จะมีแขกมากี่คนครับ”
“ก็มีครอบครัวของทาเลีย สามคน” เฉินชิงตอบ
เฮ่อหย่วนเสริมขึ้น “แล้วก็มีคุณอาว่านอันหล่างที่พวกเราเคยเจอที่ร้านอาหารของรัฐวันนั้นไง”
“รวมเป็นสี่คน แล้วมีใครอีกไหมครับ”
“ไม่มีแล้วล่ะ”
“เข้าใจแล้วครับ อาพรุ่งนี้เช้าเราคงต้องตื่นไปตลาดกันแต่เช้าหน่อยนะครับ”
“ได้เลย” เฮ่อหย่วนรับคำอย่างแข็งขัน
หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการผจญภัยมาทั้งวัน ทุกคนในบ้านต่างก็เพลียจัดและพากันเข้านอนแต่หัวค่ำ
ก่อนที่เปลือกตาจะปิดลง เฮ่ออวี้เสียงยังคงนึกทบทวนภาพความทรงจำในสวนสัตว์วันนี้ ความรู้สึกสุขใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ ปกติแล้วเขามองว่าแต่ละวันก็แค่ผ่านไป ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำ
แต่ในวันพิเศษแบบนี้ ความสุขที่ได้รับกลับยังคงตราตรึงและย้อนกลับมาให้ชื่นใจได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขานึกถึงภาพสัตว์ต่างๆ พลางเตือนตัวเองว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า แล้วไม่นานก็จมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
วันที่สองของเทศกาลตรุษจีน ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่ผู้คนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องและบ้านฝั่งภรรยา ทำให้บรรยากาศตามท้องถนนคึกคักกว่าวันแรกอย่างเห็นได้ชัด
แม้แต่ที่สหกรณ์การค้าและการตลาดก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของฝากติดไม้ติดมือ และแน่นอนว่าเนื้อสัตว์คือหนึ่งในสินค้ายอดนิยม
เช้านี้เฮ่อหย่วนกับเฮ่ออวี้เสียงสามารถฝ่าฟันฝูงชนและคว้าเนื้อสดมาครองได้สำเร็จครึ่งชั่ง เมื่อรวมกับกับข้าวที่ยังเหลืออยู่ เบคอนรมควัน และแม่ไก่แก่อีกหนึ่งตัว เท่ากับว่ามื้อนี้จะมีเมนูเนื้อสัตว์อย่างน้อยสามอย่าง ซึ่งถือเป็นสำรับที่หรูหรามากสำหรับยุคนี้
ขณะที่สองอากับหลานกำลังเดินถือเนื้อกลับเข้าบ้านพัก ก็สวนกับครอบครัวของจางตงเหมยที่กำลังอุ้มลูกจูงสามีเตรียมตัวจะเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัดพอดี
ทันทีที่เห็นหน้าเฮ่ออวี้เสียง จางตงเหมยก็รีบควักซองแดงออกมาสองซองแล้วยื่นให้
“นี่แน่ะ ป้าตั้งใจจะให้เธอตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ดันยุ่งจนลืมไปเลย ดีนะที่มาเจอกันตอนนี้พอดี ฝากให้น้องสาวเธอด้วยซองหนึ่งนะ”
“แต่คุณป้าให้ผมแล้วนี่ครับ”
“เหรอ ป้าจำไม่ได้แล้วว่าที่ให้ไปน่ะเป็นหนังสือคำคมหรือเงินหนึ่งเฟินกันแน่ เอาเป็นว่านี่เป็นส่วนของปีนี้แล้วกัน ยังไงป้ากับน้าของเธอก็เป็นเพื่อนรักกันนะ รับไปเถอะๆ พวกป้าต้องรีบไปขึ้นรถแล้ว”
“ขอบคุณมากครับคุณป้า”
[จบบท]