บทที่ 293: ระเบิดเวลาของเสี่ยวอวี้
เหมาเหมาวิ่งพรวดพราดออกมาจากวงสนทนาของผู้ใหญ่ด้วยใบหน้าแดงก่ำ เด็กชายพุ่งตรงมาที่เฉินชิงซึ่งเพิ่งเดินมาถึงพอดี ก่อนจะโผเข้าสู่อ้อมกอดของน้าสาวราวกับเจอที่หลบภัยสุดท้าย
“น้าครับ ผมอยากมาอยู่บ้านน้า” น้ำเสียงของเด็กชายสั่นเครือและอัดอั้นเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
ทว่าเหมาเจี้ยนกั๋วที่เดินตามออกมากลับไม่ได้มีท่าทีอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย เขามองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกว่าเรื่องราวคงจะยังวุ่นวายไม่พอ จึงสาดถ้อยคำรุนแรงใส่ลูกชายต่อทันที
“ได้สิ มาเลย มาอยู่บ้านนี้ให้สมใจอยากเลย น้าของลูกน่ะดีแต่ตามใจลูกไปวันๆ เขาจะมานั่งจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องการเรียนของลูกไหมล่ะ”
“เขาสนใจอนาคตของลูกหรือเปล่า นี่พ่ออุตส่าห์ทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูก จัดหาครูสอนพิเศษให้ลูกเรียนนั่นเรียนนี่”
“ทั้งที่ปกติงานของพ่อก็ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเองอยู่แล้ว แต่เพื่อลูกพ่อต้องเสียสละอะไรไปบ้างเคยรู้ไหม แล้วดูสิ่งที่ลูกตอบแทนพ่อสิ คะแนนสอบห่วยๆ แค่นี้ ลูกไม่อายบ้างรึไง!”
เฉินชิงรีบยกมือขึ้นปิดหูให้หลานชายทันที เธอไม่อยากให้คำพูดร้ายกาจพวกนั้นกัดกินหัวใจดวงน้อยๆ ของเขาไปมากกว่านี้
หยดน้ำตาสองสายร่วงเผาะลงบนแก้มของเหมาเหมา เส้นผมหยิกฟูสีทองน้ำตาลที่เคยดูมีชีวิตชีวา ตอนนี้กลับลู่แบนลงแนบศีรษะ ทำให้เขาดูไม่ต่างอะไรกับลูกสุนัขพันธุ์โกลเด้นที่น่าสงสารจับใจ
เฮ่ออวี้ถิงซึ่งยืนฟังอยู่เงียบๆ มาตลอดทนไม่ไหวอีกต่อไป เมื่อเห็นว่าเหมาเจี้ยนกั๋วไม่เพียงแต่ทำร้ายจิตใจเหมาเหมา แต่ยังพาดพิงถึงน้าสาวของเธอด้วย เด็กหญิงจึงเท้าสะเอวขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะระเบิดอารมณ์ที่เก็บงำไว้ออกมา “เสี่ยวเฮย กัดเขาสิ!”
สิ้นเสียงเล็กๆ นั่น เสียงขู่ฟ่ออันน่าขนลุกก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของงูตัวเล็กที่เลื้อยออกมาจากแขนเสื้อของเด็กหญิง ดวงตาสีอำพันในแนวตั้งของมันฉายแววเย็นเยียบจับจ้องไปยังร่างของเหมาเจี้ยนกั๋ว
ม่านตาของชายหนุ่มสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนก เขาผงะถอยหลังไปหลายก้าวอย่างเสียขวัญ “เธอ… เสี่ยวอวี้… ทำไมเธอถึงเลี้ยงของพรรค์นี้ รีบเอามันกลับไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
เฉินชิงเองก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ เธอก็รีบปรามหลานสาวทันที “เสี่ยวอวี้ ให้น้องกลับไปเถอะ”
เฮ่ออวี้ถิงยอมทำตามอย่างว่าง่าย เธอมองเหมาเจี้ยนกั๋วด้วยสายตาขุ่นเคืองแวบหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงเรียกให้เสี่ยวเฮยกลับมาพันรอบแขนของเธอตามเดิม
เจ้างูตัวน้อยก็ดูจะเชื่องกับเจ้าของอย่างไม่น่าเชื่อ มันเลื้อยกลับมาอย่างนุ่มนวลโดยไม่แสดงท่าทีคุกคามใดๆ
อันที่จริงมันก็เคยพยายามต่อต้านอยู่หลายครั้งในตอนแรก พยายามหลบหนีอยู่บ่อยๆ แต่ทุกครั้งที่หนี เจ้าของตัวน้อยก็จะลงโทษด้วยการปล่อยให้อดอาหาร
หากไม่เชื่อฟังก็ต้องทนหิวเช่นกัน แถมยังต้องทนฟังเสียงบ่นพึมพำที่ฟังไม่รู้เรื่องอีกมากมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็เริ่มเรียนรู้และพอจะเข้าใจความต้องการของเจ้าของได้บ้างแล้ว
เมื่อสถานการณ์สงบลง เฉินชิงก็เดินเข้าไปหาหลานสาวด้วยสีหน้าจริงจัง
“บอกน้ามาสิคะ ว่าทำไมหนูถึงเลี้ยงงู”
“คือ…หนู…” เฮ่ออวี้ถิงอึกอัก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี เธอจึงทำได้เพียงหันไปมองพี่ชายเพื่อขอความช่วยเหลือ
เฮ่ออวี้เสียงจึงต้องรับหน้าที่เป็นโฆษกจำเป็น “หวังเหวินหมิงเป็นคนให้น้องครับ น้องเห็นว่าน่ารักดีก็เลยเลี้ยงมาตลอด”
เฉินชิงพยายามทำความเข้าใจ เด็กๆ ชอบเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวเป็นเรื่องปกติ แต่กับงูซึ่งเป็นสัตว์เลือดเย็น ทำไมหลานสาวของเธอถึงได้มีความคิดที่จะเลี้ยงมันขึ้นมาได้?
“ฟังน้านะคะ ถ้าหนูอยากเลี้ยงสัตว์จริงๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้น้าจะลองไปหาลูกแมวหรือลูกสุนัขน่ารักๆ จากบ้านคนรู้จักมาให้ ส่วนเจ้างูตัวนี้ เราเอาไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติจะดีกว่าไหมจ๊ะ?” เฉินชิงเสนอทางออกอย่างนุ่มนวลที่สุด
“…ก็ได้ค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงตอบรับเสียงแผ่ว พลางยกมือขึ้นขยี้ตาเบาๆ ขอบตาของเธอเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมา
แม้ในใจจะอาลัยอาวรณ์เพื่อนตัวน้อยเพียงใด แต่เด็กหญิงก็ยังคงเดินกลับเข้าห้องไปหยิบไหดินเผาใบเล็กออกมาอย่างเชื่อฟัง เธอค่อยๆ ประคองเสี่ยวเฮยใส่ลงไปในไห ก่อนจะยื่นส่งให้น้าสาว
เฉินชิงรีบถอยกรูด เธอไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสไหใบนั้น
เฮ่อหย่วนซึ่งยืนดูเหตุการณ์อยู่จึงเดินเข้ามารับไหไปถือไว้เอง เขามองหน้าเฉินชิงแล้วพูดขึ้นเหมือนจะเกริ่นนำ “งูสายพันธุ์นี้ไม่มีพิษนะ”
ในอดีต เฉินชิงเคยมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่คลั่งไคล้วงการงูสวยงาม งูของเขาตัวขาวอวบอ้วน ดูเผินๆ คล้ายเครื่องประดับแฟชั่นชิ้นหนึ่ง
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรู้สึกอยากจะอยู่ห่างจากมันให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ การนำงูเข้ามาเลี้ยงในบ้านจึงเป็นเรื่องที่ล้ำสมัยเกินกว่าที่เธอจะยอมรับได้จริงๆ
“แต่มันตัวยาวขึ้นได้อีกเยอะเลยนะ อีกสัก 2 ปี มันอาจจะยาวถึง 1.5 เมตรก็ได้ แค่คิดก็สยองแล้ว”
เฉินชิงแย้ง ถึงแม้งูในไหตอนนี้จะยาวแค่ราวๆ 40-50 เซนติเมตร แต่ภาพงูยาวเมตรครึ่งเลื้อยอยู่ในบ้านก็ทำให้เธอขวัญผวาจนกินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว ต่อให้มันจะปลอดภัยแค่ไหนก็ตาม
เฮ่อหย่วนเห็นแววตาเศร้าสร้อยของเฮ่ออวี้ถิงที่ก้มหน้างุด เขาก็เลยลองหยั่งเชิงดูอีกครั้ง “งั้นให้ผมเอาไปเลี้ยงที่บ้านพักของผมดีไหม?”
“เดี๋ยวนะ ถ้าเราสองคนจะแต่งงานกัน บ้านพักของคุณก็ต้องส่งคืนให้หน่วยงาน แล้วตอนนั้นเราจะเอางูไปไว้ที่ไหนล่ะ ก็ต้องเอาไปทิ้งอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?” เฉินชิงกุมขมับ เธอรู้สึกว่าข้อเสนอของเขาช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
เฮ่อหย่วนยังไม่ยอมแพ้ เขาลองเสนออีกทางเลือกหนึ่งก่อนที่เธอจะหมดความอดทน
“งั้นผมเอาไปเลี้ยงไว้ที่สถาบันวิจัยก็ได้”
เฮ่ออวี้ถิงเงยหน้าขึ้นสบตาน้าสาวทันที ดวงตาคู่สวยคลอหน่ำไปด้วยน้ำตา เสียงของเธอสั่นเครือ
“หนูไม่ชอบลูกแมว หนูไม่ชอบลูกหมา หนูชอบแค่เสี่ยวเฮยตัวเดียว คุณน้าคะ หนูสัญญาว่าจะไม่เอามันมาเลี้ยงที่บ้าน แค่ให้หนูได้แวะไปหามันบ้างได้ไหมคะ?”
พูดจบ น้ำตาเม็ดโตก็ร่วงหล่นลงมาอาบแก้ม
หัวใจของเฉินชิงอ่อนยวบลงทันที เธอเดินเข้าไปอุ้มหลานสาวขึ้นมากอดปลอบด้วยความสงสารจับใจ “แต่ว่าอาเขาต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่นบ่อยๆ นะ”
“ไม่มีปัญหาครับ ผมเอามันเดินทางไปด้วยได้” เฮ่อหย่วนรีบยืนยัน
เฉินชิงถอนหายใจยาว “...เฮ้อ ถ้างั้นก็ตามใจ”
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฮ่อหย่วนทันที เขาหันไปพูดกับเฮ่ออวี้ถิง
“เห็นไหม ไม่ต้องร้องแล้วนะ น้าของหนูใจอ่อนยอมแล้ว”
เฮ่ออวี้ถิงยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ในที่สุดเธอก็สามารถปกป้องเสี่ยวเฮยไว้ได้!
เฮ่ออวี้เสียงที่ยืนลุ้นอยู่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาดีใจที่น้องสาวไม่ต้องเสียใจกับการสูญเสียเพื่อนรักไป
ทว่าเหมาเจี้ยนกั๋วกลับมีสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างน่าขนลุก “เฮ่อหย่วน นี่นายจะบ้าไปแล้วรึไง จะเอางูไปเลี้ยงที่สถาบันวิจัยเนี่ยนะ? พวกนายตามใจเด็กกันแบบนี้ได้ยังไงกัน?”
เฮ่อหย่วนหรี่ตามองอีกฝ่าย แววตาเรียวยาวของเขาฉายความเย็นชาออกมาอย่างไม่ปิดบัง “นี่ไม่ใช่ลูกชายของคุณนะครับ ผูู้อำนวยการสถาบันวิจัยเหมา กรุณาอย่าก้าวก่ายเรื่องในครอบครัวคนอื่น”
คำพูดนั้นทำให้เหมาเจี้ยนกั๋วถึงกับพูดไม่ออก
ทาเลียหันมาพูดกับเฉินชิงด้วยน้ำเสียงชื่นชม “เสี่ยวอวี้ของเธอนี่ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ เลยนะ”
ใครๆ ก็ดูออกว่าเด็กหญิงรักงูตัวนั้นมากแค่ไหน แต่พอเฉินชิงเอ่ยปากขอให้เอาไปปล่อย เธอก็ยอมทำตามแต่โดยดี
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงรีบปฏิเสธ
“ความจริงแล้วคุณน้ากลัวงูอยู่แล้ว แต่หนูยังดึงดันจะเลี้ยงเอง นี่เป็นความผิดของหนูตั้งแต่แรก อีกอย่าง หนูรู้ว่าถ้าคุณน้ารับเสี่ยวเฮยได้จริงๆ คุณน้าไม่มีวันให้หนูเอามันไปปล่อยหรอกค่ะ”
เด็กหญิงรู้ดีว่าเธอทำผิด การเชื่อฟังผู้ใหญ่จึงเป็นสิ่งที่เธอสมควรทำ
เหมาเจี้ยนกั๋วได้ทีหันไปสั่งสอนลูกชายตัวเองทันที “เห็นไหมล่ะ ดูน้องเป็นตัวอย่างบ้างสิ ว่าต้องมีเหตุผลขนาดไหน”
เอาตามตรง เขาก็อดทึ่งไม่ได้เหมือนกัน และได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง ลูกชายของเขาจะยอมสละของรักของหวงให้เพียงเพราะคำพูดของเขาแค่คำเดียว
เฮ่ออวี้ถิงขมวดคิ้วมุ่น “พวกผู้ใหญ่ไม่เคยเข้าใจความคิดของเด็กๆ เลยค่ะ หนูไม่อยากคุยด้วยแล้ว!”
เธอบอกไปแล้วไง ว่าถ้าน้าของเธอทนได้ น้าก็ต้องยอมให้เลี้ยงเสี่ยวเฮยอยู่แล้ว แล้วตอนที่น้าบอกให้เอาไปปล่อย ท่านก็ยังอุตส่าห์เสนอว่าจะหาลูกแมวลูกหมามาให้เป็นของปลอบใจด้วยซ้ำ
คุณอาเองก็พยายามช่วยพูดอย่างเต็มที่ พอเห็นว่าทุกอย่างลงตัว น้าก็ไม่ได้คัดค้านอะไรอีก พวกเขาไม่เห็นความใจดีของน้ากันบ้างเลยหรือไง!
เฮ่ออวี้ถิงโกรธจนแก้มป่อง เธอเดินเข้าไปจูงมือเหมาเหมากลับเข้าห้องนอน ก่อนจะปิดประตูปังใส่หน้าผู้ใหญ่ทุกคน
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นจึงกลับมาน่าอึดอัดอีกครั้ง เหมาเจี้ยนกั๋วและว่านอันหล่างต่างก็ทำตัวไม่ถูก โดยเฉพาะว่านอันหล่างที่ตอนนี้รู้สึกเคว้งคว้างเป็นพิเศษ
ในเมื่อไม่มีเฮ่ออวี้ถิงอยู่ตรงนี้แล้ว เขาจะทำอะไรดีล่ะ? ชายหนุ่มมองไปทางเฮ่อหย่วนอย่างต้องการที่พึ่ง แต่ก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองไหในมือด้วยความครุ่นคิดจนไม่ได้รับรู้ถึงสถานการณ์รอบข้าง
เฉินชิงขยับตัวไปยืนห่างจากเฮ่อหย่วนหลายก้าว ความกลัวงูของเธอมันฝังลึกและเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายจริงๆ ซึ่งมันแก้ไม่หาย ส่วนทาเลียกับเหมาเจี้ยนกั๋วก็กลับสู่โหมดสงครามเย็น ไม่พูดไม่จากันอีกตามเคย
ภายในห้องนอน เฮ่ออวี้ถิงกำลังปลอบใจเหมาเหมา “นายอย่าไปฟังที่พ่อพูดเลยนะ นายเป็นเด็กดีและใจดีที่สุดแล้ว พ่อเขาไม่ได้อยากได้ลูกชายที่น่าสนใจหรอก เขาอยากได้แค่ ‘ลูกชายใบประกาศเกียรติคุณ’ เท่านั้นแหละ”
“ฉันรู้” เหมาเหมาพยักหน้าอย่างรู้สึกผิด “แต่ก็เป็นความผิดของฉันอยู่ดี ที่ทำให้ความลับเรื่องเสี่ยวเฮยของน้องต้องแตก”
“ไม่เป็นไรเลยสักนิด คุณน้าไม่ได้ว่าอะไรฉันสักคำ แถมคุณอายังจะช่วยเลี้ยงเสี่ยวเฮยให้อีก” เฮ่ออวี้ถิงยิ้มร่า เธอไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย เด็กหญิงหยิบซองแดงออกมาจากลิ้นชักแล้วยื่นให้เหมาเหมา
“สุขสันต์วันปีใหม่นะ ขอให้นายมีความสุขมากๆ”
เหมาเหมากำซองแดงในมือแน่น “เสี่ยวอวี้ เธอคือน้องสาวที่ดีที่สุดในโลก”
“คิกๆ” เฮ่ออวี้ถิงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข ก่อนจะไปรื้อค้นกล่องสมบัติของเธอแล้วหยิบกิ๊บติดผมสวยๆ ออกมา
“มานี่เลย เดี๋ยวฉันจะติดผมให้นายเอง ผมของนายสวยเหมือนตุ๊กตาเลยนะ”
“จริงเหรอ! เอาสิ!” เหมาเหมาพยักหน้าอย่างตื่นเต้น
ด้านนอกห้อง ทาเลียกำลังขบคิดถึงปัญหาของลูกชายอย่างจริงจัง เธอรู้สึกว่าช่วงหลังมานี้เหมาเหมาซึ่งเคยเป็นเด็กช่างเจรจา กลับพูดคุยกับเธอน้อยลงอย่างน่าใจหาย หรือว่าเธอจะกดดันเขามากเกินไป?
“เสี่ยวชิง เธอว่าถ้าโตขึ้นไปแล้วเขาเอาดีอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ฉันควรจะทำยังไงดี?”
เฉินชิงหยิบเมล็ดแตงโมแดงขึ้นมาแทะอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะตอบกลับไปอย่างไม่แยแส “ก็พวกคุณเองก็ไม่ได้เอาดีอะไรขนาดนั้นสักหน่อยนี่”
คำพูดนั้นช่างทรงพลังทำลายล้างเสียจริง
ทาเลียถึงกับลูบจมูกแก้เก้อ “นั่นสินะ”
เหมาเจี้ยนกั๋วทำท่าจะอ้าปากเถียงว่าอย่างน้อยเขาก็ได้เป็นถึงผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแล้วนะ
แต่เฉินชิงก็ชิงเหลือบสายตามองเขาเสียก่อน “เป็นแค่ไอ้ขี้ขลาดที่ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากในที่ประชุม แค่สวัสดิการพื้นฐานของสถาบันวิจัยตัวเองยังเรียกร้องมาไม่ได้เลย คุณมันก็แค่ของไร้ค่า”
[จบบท]