บทที่ 308: เปิดเทอมวันแรก
เสียงจอแจของเด็กนักเรียนดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าหมดเวลาเรียนคาบเช้า เฮ่ออวี้เสียงลุกจากที่นั่งแล้วเดินตรงไปที่โต๊ะของหยางอี้เหอ เขากวักมือเรียกเธอให้ออกไปคุยกันเป็นการส่วนตัวที่นอกห้องเรียน
เมื่อออกมาพ้นสายตาเพื่อนร่วมชั้น เฮ่ออวี้เสียงก็ล้วงเงินจำนวน 30 หยวนที่พับไว้ออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้เด็กหญิงตรงหน้า เขาจ้องหน้าเธอนิ่งพร้อมกับกำชับด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนทุกประโยค
"เงินสามสิบหยวนนี่น้าฉันไปเอามาจากซูม่านม่านให้เธอ รับไปแล้วก็เก็บไว้ใช้เอง อย่าทะลึ่งเอาไปให้คนอื่นที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันใช้ แล้วก็ห้ามให้พ่อเธอเด็ดขาด! ที่สำคัญที่สุดคือห้ามแอบเอาไปซื้อของกินให้น้องสาวฉันเด็ดขาด ได้ยินไหม!"
"อื้อ"
หยางอี้เหอตอบรับในลำคอ เด็กหญิงก้มหน้างุด รับเงินมาถือไว้ในมืออย่างประหม่า ความรู้สึกเกร็งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเฮ่ออวี้เสียงค่อยๆ คลายลง เธอจึงรวบรวมความกล้าพูดขึ้น
"ฝากขอบคุณน้าของนายด้วยนะ แล้วก็เรื่องเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ได้ตอนปีใหม่ก็ขอบคุณมากจริงๆ"
ยังไม่ทันที่เฮ่ออวี้เสียงจะได้ตอบอะไร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
"นี่พวกเธอกำลังทำอะไรกันอยู่!"
เหมาเหมาวิ่งพรวดเข้ามา ทำจมูกฟุดฟิดใส่หยางอี้เหอที สลับกับเฮ่ออวี้เสียงที เหมือนลูกสุนัขกำลังดมกลิ่นหาความผิดปกติ "ทำไมฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่มันไม่ชอบมาพากล!"
หยางอี้เหอรีบปฏิเสธ "ไม่มีอะไรสักหน่อย"
"เหรอ" เหมาเหมาลากเสียงยาว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ที่ปลงกับชีวิต
"เอาเถอะ เดี๋ยวนี้เพื่อนฝูงก็เริ่มมีความลับเป็นของตัวเองกันหมดแล้วสินะ"
เฮ่ออวี้เสียงไม่สนใจท่าทีของเหมาเหมา เขาหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องเรียนไปเงียบๆ ปล่อยให้เพื่อนตัวกลมรีบวิ่งตามมาติดๆ
"เฮ่ออวี้เสียง เดี๋ยวสิ! แม่ฉันฝากมาถามว่าทำไมรนายไม่ค่อยไปเรียนภาษาต่างประเทศที่บ้านเราเลยล่ะ"
"ที่บ้านมีวิทยุ ในนั้นก็มีสอนภาษาต่างประเทศเหมือนกัน ฉันเรียนเองได้ นายช่วยไปบอกคุณป้าให้หน่อยแล้วกันว่าต่อไปนี้ฉันคงไม่ไปแล้ว"
เหตุผลที่เขาเลือกที่จะไม่ไปบ้านสไตล์ตะวันตกหลังนั้นมีอยู่ไม่กี่ข้อ หนึ่งคือเขาต้องการเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่มันได้เงิน และสองคือการเรียนรู้ด้วยตัวเองที่บ้านทำให้เขามีสมาธิมากกว่า
"อย่างนั้นเหรอ งั้นก็ได้" เหมาเหมาตอบกลับด้วยความผิดหวัง เขาชอบแอบมองจากหน้าต่างห้องตัวเองเวลาอยู่ที่บ้าน เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะได้เห็นเพื่อนรักโผล่มาที่บ้าน แต่พักหลังมานี้เฮ่ออวี้เสียงก็มาน้อยลงทุกที
เด็กชายเดินคอตกกลับเข้ามาในห้องเรียน บนโต๊ะของตัวเอง เฮ่ออวี้ถิงกำลังง่วนอยู่กับการพับเครื่องบินกระดาษ เมื่อพับเสร็จก็ยกขึ้นมาเป่าลมหายใจใส่เบาๆ ราวกับจะมอบชีวิตให้มัน ก่อนจะปล่อยให้ร่อนออกไปนอกห้องเรียน
เครื่องบินกระดาษหมุนคว้างอยู่กลางอากาศนานสี่ห้าวินาที ก่อนจะค่อยๆ ร่อนลงสู่พื้น เพียงแค่นั้นก็ทำให้เด็กหญิงมีความสุขได้อย่างเต็มเปี่ยม เธอวิ่งออกไปเก็บมันกลับมา
แล้วก็ปล่อยมันให้โบยบินสู่อิสรภาพอีกครั้ง วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักเบื่อ จนกระทั่งเสียงสัญญาณเริ่มคาบเรียนดังขึ้น เฮ่ออวี้ถิงจึงเก็บของเล่นชิ้นโปรดเข้าลิ้นชัก แล้วนั่งตัวตรงเอามือประสานกันบนโต๊ะ รอคุณครูเข้ามา
คุณครูหลินเดินเข้ามาในห้อง กวาดสายตาเพียงครั้งเดียวก็เห็นได้ชัดว่าเฮ่ออวี้ถิงเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียนมากที่สุดในชั้นเรียน ขณะที่เด็กคนอื่นๆ ยังคงติดอยู่ในบรรยากาศของวันหยุดยาวช่วงปีใหม่
"เอาล่ะนักเรียน วันนี้เรามาประชุมชั้นกันก่อนนะ เริ่มจากอ่านวาทะตามครู"
เด็กๆ ส่งเสียงอ่านตามอย่างเนือยๆ ผ่านไปครึ่งค่อนคาบ คุณครูหลินจึงหันไปหาหัวหน้าห้อง "เฮ่ออวี้เสียง หัวหน้าห้อง ออกมาช่วยครูแจกหนังสือเรียนหน่อย"
เฮ่ออวี้เสียงเดินขึ้นไปหน้าชั้นเรียน จัดการให้นักเรียนทุกคนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ ด้วยบารมีของหัวหน้าห้อง ทำให้ไม่มีใครกล้าหือ เด็กหญิงเฮ่ออวี้ถิงซึ่งตัวเล็กที่สุดได้ยืนอยู่หัวแถว จึงได้รับหนังสือก่อนใครเพื่อน
เธอรับหนังสือเรียนชุดใหม่มาไว้ในอ้อมแขน เดินกลับไปที่โต๊ะแล้วบรรจงพลิกดูทีละหน้าอย่างใส่ใจ เพื่อตรวจหาข้อผิดพลาดจากการพิมพ์
เทอมนี้เธอมีหนังสือเรียนทั้งหมดสามเล่ม คือ ภาษาจีน คณิตศาสตร์ และศิลปะและวรรณกรรมปฏิวัติ เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว เธอก็นั่งรอเวลาเลิกเรียนอย่างสงบเสงี่ยม
สำหรับเด็กประถมปีที่หนึ่งแล้ว การเปิดเทอมวันแรกก็ไม่ต่างอะไรจากวันพักผ่อน คุณครูเองก็เข้าใจธรรมชาติของเด็กๆ ดี
จึงไม่ได้เข้มงวดเรื่องการเรียนการสอนมากนัก เฮ่ออวี้ถิงจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแอบฟังเพื่อนโต๊ะหน้ากับโต๊ะหลังคุยกัน ซึ่งมันก็ให้ความบันเทิงกับเธอได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อกลับมาถึงบ้านพัก เฮ่ออวี้ถิงก็ลงมือทำงานบ้านที่ได้รับมอบหมายทันที พอใกล้ถึงเวลาเลิกงานของน้า เธอก็แอบย่องเข้าไปในห้องเพื่อดูนาฬิกา แล้วจึงออกมานั่งรอที่หน้าประตูอย่างใจจดใจจ่อ
ในที่สุด ร่างในชุดทำงานสีน้ำเงินที่คุ้นตาก็ปรากฏขึ้นที่หัวมุมซอย
"คุณน้าคะ!" เฮ่ออวี้ถิงถลาเข้าไปหา เฉินชิงอ้าแขนรับร่างเล็กๆ นั้นขึ้นมาอุ้มอย่างง่ายดาย
"เป็นยังไงบ้าง ไปโรงเรียนวันแรก สนุกไหม มีอะไรไม่ชินหรือเปล่า"
"ไม่มีเลยค่ะ สบายมาก ไม่ต้องทำอะไรเลย"
"แบบนั้นก็ดีแล้ว อยู่โรงเรียนก็เล่นกับเพื่อนๆ ให้สนุกนะ น้าเอาหนังสือพิมพ์เก่าจากโรงงานกลับมาด้วย เดี๋ยวคืนนี้เรามาห่อปกหนังสือกัน"
"เย้! ได้เลยค่ะ!"
หนังสือเรียนของสองพี่น้องมีทั้งหมดหกเล่ม จึงใช้เวลาในการห่อปกไม่นานนัก เฉินชิงกางหนังสือพิมพ์แผ่นใหญ่ออกมาอย่างชำนาญ เธอเลือกเอารูปภาพของเหล่ากรรมกร ชาวนา และทหารมาไว้ที่หน้าปกอย่างตั้งใจ
ระหว่างที่น้ากำลังห่อปกหนังสือ เฮ่ออวี้ถิงก็นอนคว่ำหน้าอยู่ข้างๆ โต๊ะ ใช้นิ้วจิ้มลงบนภาพเหล่านั้นอย่างสนุกสนาน
ส่วนเฮ่ออวี้เสียงก็กำลังนั่งเย็บแผ่นเสริมส้นรองเท้าอยู่เงียบๆ ถึงแม้ธุรกิจเล็กๆ ของเขาจะไม่ได้ทำกำไรมหาศาล แต่ก็สร้างรายได้ที่มั่นคงและสม่ำเสมอ
เฉินชิงเอ่ยปากถามขึ้นขณะที่มือยังคงสาละวนอยู่กับการห่อปก "ใกล้จะถึงเทศกาลโคมไฟแล้ว เราจะกินทังหยวนกันไหม"
"ผมทำไม่เป็นหรอกครับ" เฮ่ออวี้เสียงตอบ การปั้นทังหยวนต้องใช้ทักษะพอสมควร และเขาเองก็ไม่ถนัดงานที่เกี่ยวกับแป้งเลยสักนิด
"งั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวอีกสองวันน้าจะลองไปหาแลกกับคนอื่นดู"
"แลกมานิดเดียวพอนะครับ ทังหยวนกินแค่วันเดียวก็พอแล้ว กินเยอะไปมันจะเลี่ยน" เขาไม่ลืมที่จะเตือน
"จ้า รู้แล้วน่า"
เมื่อจัดการเรื่องปกหนังสือเสร็จเรียบร้อย ทุกคนในบ้านก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำและเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น เฮ่ออวี้เสียงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เขาไปหาลุงใหญ่ที่บ้านเพื่อขอให้ช่วยซื้อลูกเจี๊ยบให้สักสองตัว เขาไม่มีความสามารถในการฟักไข่เอง ทั้งยังแยกเพศของลูกเจี๊ยบในไข่ไม่ออก การซื้อลูกเจี๊ยบที่ฟักออกมาแล้วจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เขารับลูกเจี๊ยบตัวน้อยสองตัวมาจากมือของลุงใหญ่ ประคองพวกมันไว้อย่างเบามือแล้วนำไปใส่ในเล้าที่เตรียมไว้ เมื่อเฮ่ออวี้ถิงตื่นขึ้นมาเห็นสมาชิกใหม่ เธอก็ดีใจมาก รีบไปตักรำข้าวละเอียดมาผสมกับน้ำอุ่น แล้วนำไปวางไว้ตรงหน้าลูกเจี๊ยบ
"กินเยอะๆ นะ จะได้โตไวๆ" เธอลูบหัวเล็กๆ ของพวกมันอย่างอ่อนโยน ดวงตาเป็นประกายด้วยความคาดหวัง
ลูกเจี๊ยบทั้งสองก้มหน้าก้มตาจิกกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เฮ่ออวี้ถิงนั่งยองๆ มองดูภาพนั้นด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเดินกลับไปที่ลานหน้าบ้าน
ที่ซึ่งพี่ชายของเธอกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเช้าและอาหารกลางวันสำหรับสองพี่น้อง เมื่อทุกอย่างพร้อม เขาก็ตะโกนเรียกน้าสาว
เฉินชิงบิดขี้เกียจอย่างสุดตัว ความรู้สึกอยากนอนต่อหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้ยินว่าอาหารเช้าวันนี้คือขนมทอดน้ำมันมันเทศ ชีวิตของเธอดูมีความหมายขึ้นมาทันที
เมื่อมาถึงโรงงานเครื่องจักร เฉินชิงก็ถูกผู้จัดการเสิ่นเรียกให้เข้าไปพบที่ห้องทำงานทันที
"ข้อสอบสำหรับรับสมัครพนักงานใหม่ไปถึงไหนแล้ว ร่างเสร็จหรือยัง"
"ยังเลยค่ะ" ความจริงแล้วเฉินชิงวางแผนไว้ว่าจะให้หัวหน้าแผนกแต่ละคนเป็นคนออกข้อสอบ คนละสองสามข้อแล้วนำมารวมกัน วิธีนี้จะช่วยป้องกันปัญหาข้อสอบรั่วไหลได้เป็นอย่างดี
"ช่วยเพิ่มข้อสอบพิเศษเข้าไปอีกหนึ่งชุดนะ พอดีที่สถาบันวิจัยกำลังขาดคน"
ผู้จัดการเสิ่นพูดพลางยกนิ้วขึ้นนวดคลึงระหว่างคิ้วที่ขมวดเข้าหากันอย่างเหนื่อยล้า สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่ผลงานวิจัยของเฮ่อหย่วนเกือบจะถูกขโมยไปเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ต้องมีการปลดพนักงานออกไปจำนวนหนึ่ง
ซ้ำร้ายตอนนี้เฮ่อหย่วนซึ่งเป็นกำลังสำคัญก็ถูกยืมตัวไปช่วยงานที่โรงงานอื่น ทำให้สถาบันวิจัยขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก
"ได้ค่ะ งั้นก่อนวันสอบสักสองสามวัน ฉันจะเข้ามาเอาข้อสอบจากท่านนะคะ"
"ตกลงตามนั้น" ผู้จัดการเสิ่นว่าพลางยื่นเอกสารรายชื่ออีกฉบับให้เธอ
"ฉันรู้ดีว่าตอนนี้เธอกำลังพยายามทำอะไรอยู่ แต่รายชื่อคนกลุ่มนี้ ยังไงก็ต้องได้เข้าทำงานที่โรงงานของเรา"
รายชื่อในมือนั้นมีมากถึง 27 คน เฉินชิงยืนนิ่งไม่ไหวติง
ผู้จัดการเสิ่นกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด "ฉันพยายามต่อรองให้ได้ดีที่สุดเท่านี้แล้วจริงๆ"
เฉินชิงรับรายชื่อนั้นมาเหลือบมองเพียงแวบเดียว โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ทั้งสิ้น เธอหันหลังและเดินออกจากห้องไปทันที
"นี่มันหมายความว่ายังไงกัน" ผู้จัดการเสิ่นหันไปถามเลขานุการของเขาด้วยความงุนงง
เลขานุการได้แต่คิดในใจ (ท่านคงกำลังถูกหยามว่าไร้ความสามารถอยู่ล่ะมั้งครับ) แต่สิ่งที่พูดออกไปคือ "รองหัวหน้าเฉินคงกำลังคิดหาวิธีจัดการเรื่องนี้อยู่กระมังครับ"
"คิดอะไรกัน! รายชื่อเธอยังไม่เอาไปเลยนะ!"
"เอ่อ...บางทีรองหัวหน้าเฉินอาจจะมีความจำที่เป็นเลิศก็ได้ครับ"
"เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว!" ผู้จัดการเสิ่นรู้สึกปวดหัวตุบๆ เขาโบกมือไล่เลขานุการออกไป แล้วเรียกหัวหน้าหลิวเข้ามาพบแทน
การคุยกับหัวหน้าหลิวนั้นง่ายกว่าเป็นไหนๆ ก่อนหน้านี้เวลาที่เขายื่นรายชื่อให้ ทุกอย่างก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น แต่พอมาเป็นเฉินชิง เธอกลับไม่แม้แต่จะชายตามองเขาด้วยซ้ำ
หัวหน้าหลิวมองรายชื่อในมืออย่างคุ้นเคย แต่ครั้งนี้เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ
"ท่านผู้จัดการครับ ตอนนี้ฝ่ายบุคคลไม่ได้อยู่ในความดูแลของผมแล้ว ท่านก็น่าจะทราบดีว่าโดยปกติแล้วหัวหน้ากับรองหัวหน้ามักจะไม่ค่อยลงรอยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเธอก็จัดว่าไม่ค่อยดีนัก"
ผู้จัดการเสิ่นแทบอยากจะสบถออกมา "ฉันไม่สนว่านายจะใช้วิธีไหนก็ตาม แต่คนกลุ่มนี้จะต้องเข้ามาทำงานในโรงงานเครื่องจักรภายในเดือนหน้าให้ได้! นี่คือภารกิจที่องค์กรมอบหมายให้นาย"
"แต่มันไม่ใช่งานในความรับผิดชอบของผมนี่ครับ ผมไม่อาจทำอะไรเกินขอบเขตอำนาจได้"
[จบบท]