บทที่ 317: พี่น้องตลอดไป
ผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยที่กำลังคาดหวังในตัวเฉินชิง พวกเขาอยากเห็นความตรงไปตรงมาเหมือนอย่าง 'ฉินต้าฮวา'
ทุกคนเชื่อมั่นว่าเฉินชิงจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรม ไม่คดโกง และจะคืนบรรยากาศการสอบที่โปร่งใส ยุติธรรม และเปิดเผยกลับมาให้พวกเขาได้
เฉินชิงที่กำลังแบกรับความคาดหวังเหล่านั้น กลับต้องมานั่งกุมรายชื่อสุดร้อนมือ ในขณะที่ลูกน้องคนอื่นๆ กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจข้อสอบกันอยู่
27 รายชื่อในมือ มีทั้งเด็กเพิ่งเรียนจบ คนว่างงาน หรือแม้กระทั่งบางคนที่ทำงานที่อื่นอยู่แล้วแต่อยาก 'ระบาย' ออกมา ส่วนใหญ่ก็อาศัยเส้นสายพ่อแม่ที่อยากให้ลูกได้งานมั่นคงทั้งนั้น คนที่มีฝีมือจริงและพร้อมสู้กับงานหนัก คาดว่านับนิ้วมือข้างเดียวยังพอ
ของกำนัลน่ะปฏิเสธง่าย แต่การรับมือกับเหล่าผู้บริหารนั้นยากกว่า ทั้งเรื่องวัตถุดิบ เงินทุน หรือนโยบายต่างๆ ล้วนต้องพึ่งพาความสัมพันธ์เหล่านี้ช่วยประคับประคอง ถ้าในรายชื่อคนที่สอบผ่านดันไม่มีชื่อของคนกลุ่มนี้
ผู้จัดการเสิ่นคงไม่ลังเลที่จะฉีกบัญชีรายชื่อทิ้ง แล้วจัดการเติมชื่อพวกเขาลงไปใหม่ดื้อๆ
ตอนนี้ข้อสอบของทั้ง 27 คน กองอยู่ในมือเฉินชิงเรียบร้อย เธอเริ่มลงมือตรวจ ข้อสอบเต็ม 100 คะแนน แต่กลับมีคนสอบผ่านเกณฑ์ถึง 8 คน!
ก็นับว่าเป็นข่าวดีอยู่บ้าง อย่างน้อย 8 คนนี้ก็สามารถถูกสอดแทรกชื่อเข้าไปในรายชื่อผู้ผ่านการประเมินได้อย่างเนียนๆ
แต่คะแนนต่ำสุดคือ 9 คะแนน ทั้งๆ ที่ในประวัติก็ระบุว่าจบการศึกษาระดับอนุปริญญามาเหมือนกัน ทำไมถึงทำข้อสอบได้ย่ำแย่ขนาดนี้ เฉินชิงอดสงสัยไม่ได้ว่า ต่อให้ลากเฮ่ออวี้เสียงมานั่งสอบแทน
เด็กนั่นก็คงไม่ทำคะแนนได้น้อยนิดเท่านี้แน่ คะแนนเต็ม 100 คะแนน แบ่งเป็นความรู้ด้านเครื่องกล 30 คะแนน ส่วนอีก 70 คะแนนที่เหลือ เป็นคำถามเกี่ยวกับวาทะสำคัญถึง 40 คะแนน และอีก 30 คะแนนเป็นข้อสอบพื้นฐานด้านภาษาและคณิตศาสตร์
ไอ้เรื่องเครื่องกลหรือภาษาคณิตศาสตร์จะสอบตกก็พอเข้าใจได้ แต่นี่ขนาดข้อสอบที่เป็นเหมือนเครื่องรางคุ้มภัยในยุคนี้ยังสอบไม่ผ่าน! เฉินชิงเอามือขยี้ผมตัวเองจนฟู เธออยากจะบ้าตายจริงๆ
ผลสอบจะประกาศอย่างเป็นทางการในอีก 3 วันข้างหน้า เฉินชิงนั่งไล่ดูคะแนนเปรียบเทียบกัน พวกที่คะแนนดีๆ ก็ไม่เห็นต้องไปวิ่งเต้นขอผลประโยชน์อะไรจากผู้ใหญ่ แต่พวกที่คะแนนแย่ๆ นี่สิ...
เฉินชิงตัดสินใจเรียกฟางหย่งเก๋อเข้ามาสั่งการ “ไปเรียกประชุมภายในแผนกหน่อย ฉันมีเรื่องต้องคุย อยากให้ทุกคนมากันครบๆ บอกพวกเขาด้วยว่าเป็นเรื่องดี”
ฟางหย่งเก๋อรับคำทันที “ได้ครับ”
ตอนนี้เขาเรียนรู้ที่จะปรับตัวแล้ว เขาจะไม่ตั้งคำถามอะไรกับผู้นำอีก ผู้นำสั่งให้ทำอะไร เขาก็จะทำตามนั้น
ฟางหย่งเก๋อรีบออกไปประสานงานกับหัวหน้าแผนกคนอื่นๆ จนได้เวลาที่ลงตัวคือบ่าย 4 โมงของวันพรุ่งนี้ เฉินชิงเองก็เห็นว่าเหมาะสมดี
“ตกลงตามนั้น 4 โมงเย็นพรุ่งนี้” เมื่อฟางหย่งเก๋อเห็นว่าเธอไม่มีอะไรจะสั่งเพิ่มแล้ว เขาก็รีบปลีกตัวกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง
ส่วนเฉินชิงก็นั่งปวดหัวอยู่กับผลคะแนนของคนอีก 19 คนที่เหลือ เธอล้วงมือเข้าไปในลิ้นชัก หวังจะหยิบช็อกโกแลตสักชิ้นมาเยียวยาอารมณ์ที่กำลังขุ่นมัว แต่ควานหาเท่าไหร่ก็เจอแต่ความว่างเปล่า
เฉินชิงเริ่มหงุดหงิด เธอตัดสินใจดึงลิ้นชักออกมาทั้งแผง และเมื่อพบว่ามันว่างเปล่าจริงๆ เธอก็กระแทกมันกลับเข้าไปที่เดิมอย่างหัวเสีย
“เถียนเมิ่งหย่า”
“มีอะไรเหรอ”
“เธอพอจะมีช่องทางหาซื้อช็อกโกแลตบ้างไหม”
“ช็อกโกแลตเหรอ ฉันไม่มีเลย ให้ฉันลองไปถามพ่อดูให้ไหม”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องหรอก”
แม้เฉินชิงจะอยากกินแค่ไหน แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องไปรบกวนรองผู้จัดการโรงงานให้ช่วยหาซื้อของกินเล่นให้หรอก ช็อกโกแลตก็หมด เนื้อแห้งก็เกลี้ยง ดูท่าเธอคงต้องหาขนมติดโต๊ะทำงานไว้บ้างแล้ว
พอเลิกงานกลับถึงบ้าน เฉินชิงเลยตัดสินใจพาเสี่ยวอวี้ออกไปซื้อของทันที เสี่ยวอวี้ดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ การได้ออกมาซื้อของอร่อยๆ ทำให้เด็กน้อยมีความสุขมาก
นิ้วเล็กๆ ของเธอราวกับมีมนตร์สะกด พอชี้ไปที่ลูกอมนม เธอก็ได้ลูกอมนมมาครอง พอชี้ไปที่ขนมปังกรอบ เธอก็ได้ขนมปังกรอบมากิน
เสี่ยวอวี้กระโดดเหยงๆ อย่างตื่นเต้น “คุณน้าคะ หนูอยากได้น้ำอัดลมด้วยค่ะ”
“ซื้อสิจ้ะ!”
“เอาอันนั้นด้วยค่ะ... ขนมถั่วเขียว”
“จัดไป!”
สองน้าหลานกวาดซื้อของจากสหกรณ์การค้าและการตลาดมาจนหิ้วกันพะรุงพะรังเต็มสองมือ ระหว่างทางกลับบ้าน พวกเธอก็บังเอิญเจอกับจางตงเหมยพอดี
จางตงเหมยยิ้มทัก “เฉินชิง พาเสี่ยวอวี้ไปซื้อขนมอีกแล้วเหรอจ๊ะ”
“ค่ะ แล้วพี่จางล่ะคะ ไปไหนมาเหรอ”
“อ๋อ วันนี้น้องชายฉันไปสอบน่ะ ฉันเลยไปจองห้องที่บ้านพักรับรองไว้ให้เขากับเพื่อนๆ เพิ่งไปส่งพวกเขาเสร็จเมื่อกี้นี้เอง” จางตงเหมยอธิบาย
“ดีจังเลยค่ะ” เฉินชิงตอบ
จางตงเหมยยิ้มรับ พลางพยักหน้า หลังจากเหตุการณ์ครั้งก่อนที่เธอคาดหวังให้เฉินชิงช่วยน้องชายแต่ต้องผิดหวัง มาครั้งนี้จางตงเหมยกลับรู้สึกว่าการพูดคุยกับเฉินชิงเป็นไปอย่างสบายใจและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ตอนที่เฉินชิงปฏิเสธพ่อของจางตงเหมยไปวันนั้น หลังจากนั้นพ่อของเธอก็ยังอุตส่าห์เอาผักแห้ง 5 จินมาให้เป็นการขอโทษ
แต่ตลอดกระบวนการนั้น เขาไม่เคยใช้ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้านของลูกสาวมากดดัน หรือใช้ลูกสาวมาเป็นตัวกลางขอโทษแทนเลยสักครั้ง
เอาเข้าจริง เฉินชิงก็แอบอิจฉาจางตงเหมยอยู่ลึกๆ ที่มีครอบครัวที่รักเธออย่างจริงใจ
บ้านของเธออาจจะไม่ได้ร่ำรวยมั่งคั่ง แต่ทุกคนในบ้านต่างพยายามอย่างที่สุดที่จะสนับสนุนเธอ โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไรกลับคืนมาเลย พวกเขาแค่หวังให้เธอมีชีวิตที่ดีเท่านั้น
“ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ขาของคุณแม่พี่จางเป็นยังไงบ้างคะ”
“เฮ้อ... ตอนนี้ก็ได้แต่กินยาแก้ปวดประทังไปวันๆ ล่ะจ้ะ เรื่องจะรักษาให้หายขาดน่ะ คงเป็นไปไม่ได้แล้ว” พอนึกถึงแม่ สีหน้าของจางตงเหมยก็ฉายแววเจ็บปวด
เฉินชิงลดเสียงลงเล็กน้อย “แล้วพวกพี่เคยลองพาไปหาหมอจีนบ้างหรือเปล่าคะ”
จางตงเหมยเองก็กระซิบตอบ “ที่จริงในหมู่บ้านเรามีหมอจีนเก่งๆ อยู่คนหนึ่งนะ แต่พ่อฉันไม่กล้าไปข้องแวะกับเขาน่ะ กลัวว่าถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมา จะพากันเดือดร้อนไปหมด”
“นั่นสินะคะ” เฉินชิงพยักหน้าเข้าใจ
ทั้งคู่คุยกันสัพเพเหระจนเดินมาถึงหน้าบ้าน จางตงเหมยยิ้มพลางเอื้อมมือไปหยิกแก้มเสี่ยวอวี้เบาๆ ก่อนจะขอตัวกลับบ้านไป
เสี่ยวอวี้รีบวิ่งเอาถุงขนมกองโตไปอวดพี่ชาย “พี่จ๋า ดูสิ! หนูกับคุณน้าซื้อของกินมาเยอะแยะเลย หมดไปตั้ง 9 หยวน 5 เหมาแน่ะ!”
เฮ่ออวี้เสียงได้ยินตัวเลขแล้วถึงกับสะดุ้ง “ทำไมซื้อมาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะครับ!”
“ก็ตอนนี้คุณน้าหาเงินได้เยอะนี่นา เราก็เลยซื้อของกินได้เยอะแยะไงคะ” เสี่ยวอวี้เถียงกลับ
เด็กน้อยแอบตั้งปณิธานในใจ โตขึ้นเธอจะต้องหาเงินให้ได้เยอะๆ จะได้มีปาท่องโก๋กินทุกวัน แล้วก็ได้ไปกินข้าวนอกบ้านที่ร้านอาหารของรัฐทุกวันเลย!
เฮ่ออวี้เสียงเดินไปจัดการเก็บขนมส่วนใหญ่เข้าที่ “ต่อไปนี้ผมจะแบ่งขนมให้ทั้งสองคนตามโควตาในแต่ละวันนะครับ”
“ตามนั้นเลยจ้ะ” เฉินชิงยอมรับข้อตกลงแต่โดยดี
การมีเฮ่ออวี้เสียงคอยควบคุมดูแลเรื่องขนม ทำให้ของกินเหล่านี้อยู่ได้นานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าปล่อยไว้กับเธอกับเสี่ยวอวี้ มีหวังเงินที่หามาได้ทั้งเดือนคงละลายไปกับค่าขนมหมดแน่ๆ
เฮ่ออวี้เสียงจัดการทำมื้อเย็นให้ทุกคนเรียบร้อย พอกินเสร็จ เขาก็ถือสมุดการบ้านเข้ามาในห้องของน้าเพื่อขออาศัยแสงไฟด้วย
เฉินชิงทักอย่างแปลกใจ “อ้าว ยังทำการบ้านไม่เสร็จอีกเหรอ”
“ครับ” เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้ารับ เขาเปิดสมุดวางลงบนโต๊ะจักรเย็บผ้า แล้วก้มหน้าก้มตาเขียนต่อ
เมื่อเห็นหลานชายตั้งอกตั้งใจ เฉินชิงก็ไม่อยากขัดจังหวะ เธอลากเก้าอี้เตี้ยมานั่งเล่นที่หน้าประตู ทำหน้าที่เก็บถั่วลิสงแทนเฮ่ออวี้เสียงไปพลางๆ
จากที่เคยได้คราวละ 3 เม็ดตอนช่วงปีใหม่ ตอนนี้ลดเหลือแค่ 2 เม็ดแล้ว
เฉินชิงพยายามสะกดใจตัวเองว่าควรรอเก็บไว้หีบน้ำมันถั่วลิสง แต่ก็นั่นแหละ... ในเมื่อเปลือกมันถูกแกะออกแล้ว และเมล็ดถั่วหอมๆ ก็นอนแอ้งแม้งอยู่บนฝ่ามือ จะห้ามใจไม่ให้หยิบเข้าปากได้ยังไงไหว
พวกเด็กๆ หามาได้ 2 เม็ด เธอก็จัดการกินเรียบทั้ง 2 เม็ด เคี้ยวเพลินๆ อย่างมีความสุข รู้ตัวอีกที ถั่วลิสงที่เสี่ยวอวี้อุตส่าห์รวบรวมมาได้ทั้งคืนก็อันตรธานหายเข้าไปในท้องเธอจนหมดเกลี้ยง
สุดท้ายคืนนั้น เฉินชิงเลยต้องรีบชิงอาบน้ำเข้านอนแต่หัววัน เพื่อจะได้ไม่ต้องสบตากับเฮ่ออวี้เสียง
แน่นอนว่าเฮ่ออวี้เสียงย่อมเดาทางออกอยู่แล้ว ทั้งน้าสาวและน้องสาวของเขาต่างก็เป็นพวกตามใจปากด้วยกันทั้งคู่ ของกินที่ถืออยู่ในมือไม่มีทางเหลือรอดข้ามคืนไปได้ เขาเองก็อาบน้ำแล้วเข้านอนตามไป
วันรุ่งขึ้นที่โรงเรียน เฮ่ออวี้เสียงยื่นสมุดจดของเขาให้เหมาเหมาดู
“ตรงข้างๆ รูปพระอาทิตย์กับพระจันทร์ เขียนคำแปลภาษาต่างประเทศกำกับไว้ให้แล้วนะ แบบนี้นายจะได้เชื่อมโยงรูปภาพเข้ากับคำศัพท์ภาษาต่างประเทศได้ จะได้จำตัวอักษรพวกนี้ได้ง่ายขึ้น”
“ส่วนวิชาเลข ฉันเหลาไม้ไว้ให้ 20 ท่อน เอาไว้ให้นายใช้ช่วยนับตอนบวกลบเลขที่ไม่เกิน 10 มันจะง่ายขึ้นเยอะเลย พอทำโจทย์บ่อยๆ เดี๋ยวก็คิดในใจได้เองนั่นแหละ”
เหมาเหมาเงยหน้ามองเขา แล้วก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง “ฮืออ...”
“จะร้องไห้ทำไมเนี่ย หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้นะ!” เฮ่ออวี้เสียงสั่ง
เหมาหมาหยุดร้องไห้ทันควัน เขาโผเข้ากอดเพื่อนตัวโตไว้แน่น “เฮ่ออวี้เสียง นายดีเกินไปแล้ว... ฉันจะเป็นเพื่อนกับนายไปจนวันตายเลย”
[จบบท]