บทที่ 32: ของขวัญวิวาห์
น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากปากเด็กชายเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและแฝงความอวดดีเอาไว้เล็กน้อย
แววตาของเฮ่ออวี้เสียงทำให้เฉินชิงเห็นภาพซ้อนของตัวละครที่เธอเคยอ่านในหนังสือ ในโลกของตัวอักษรนั้น
เธอเฝ้ามองและเอาใจช่วยให้เขาเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง มีเขี้ยวเล็บที่แหลมคมพอจะฟาดฟันกับโลกอันโหดร้ายใบนี้ได้
แต่เมื่อได้มาอยู่ในโลกใบนี้ด้วยตัวเอง เฉินชิงกลับไม่อยากให้แสงสว่างเจิดจ้าในตัวเด็กคนนี้ต้องมอดดับไป เธอจึงค่อยๆ ชี้แนะแนวทางให้อย่างใจเย็น
“แล้วเรื่องต้นทุนของแผ่นเสริมส้นล่ะ เธอคิดไว้ว่าจะขายสักเท่าไหร่”
“ผมว่าเราตั้งราคาสักสามเท่าของต้นทุนดีไหมครับ ในนั้นต้องรวมค่าเศษผ้า ค่าแรงของเราสองคน แล้วก็บวกค่าความเสี่ยงให้ชาวบ้านที่เราจะฝากของไปขายด้วย”
เฮ่ออวี้เสียงอยากให้แผนนี้ลุล่วงไปด้วยดี เขาจึงกลอกตาครุ่นคิดก่อนจะเสนอต่อ
“ราคาสามเท่าจากต้นทุน ส่วนหนึ่งก็คือต้นทุน อีกส่วนเป็นค่าแรงของเราสองคน ส่วนสุดท้ายผมจะยกให้น้าเป็นไงครับ”
“แล้วถ้าเปิดเทอม เธอจะยังมีเวลาทำเหรอ”
เฉินชิงถามขึ้น เพราะเหลือเวลาอีกเพียงสองเดือนเท่านั้นก็จะถึงวันเปิดภาคเรียนแล้ว
“เราก็เริ่มทำไปก่อนสิครับ ถ้ากิจการไปได้สวย ผมอาจจะไม่ต้องไปโรงเรียนก็ได้ หรือเราจะเอาแผ่นเสริมส้นที่ทำเสร็จแล้วไปขายส่งให้คนที่ทำธุรกิจในตลาดมืด หรือไม่ก็ร่วมมือกับชาวบ้านคนนั้นไปเลย เวลาอีกตั้งสองเดือนเหลือเฟือเลยครับ”
“น้าสนับสนุนเรื่องแผ่นเสริมส้นนะ ส่วนเรื่องชาวบ้านที่จะช่วยขาย เดี๋ยวน้าจัดการติดต่อให้เอง”
“แต่เธอต้องให้สัญญากับน้าก่อนว่าจะไม่ทิ้งการเรียน น้าไม่ได้คาดหวังให้เธอต้องสอบได้คะแนนเต็ม แต่อย่างน้อยก็ต้องสอบให้ผ่านทุกวิชา”
เฉินชิงจำได้ดีว่าตัวร้ายในนิยายแทบไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เขาจึงเฝ้าแต่อิจฉาพระเอกกับนางเอกที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เธอจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในชีวิตนี้เขาจะได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ควรจะได้
แววตาของเฮ่ออวี้เสียงเป็นประกายขึ้นมาทันที
“น้าสัญญาแล้วนะครับ ห้ามคืนคำเด็ดขาด”
“ไม่คืนคำแน่นอน มาเกี่ยวก้อยกันหน่อยไหมล่ะ”
“ยี้ เรื่องไร้สาระแบบนั้น ผมเลิกทำไปตั้งแต่อายุสามขวบแล้วครับ” เด็กชายทำหน้าเบ้ใส่
เฉินชิงได้แต่กรอกตามองบน
เจ้าเด็กแสบเอ๊ย
“ก็ได้ๆ ยอมแล้วครับ” ในที่สุดเฮ่ออวี้เสียงก็ยอมแพ้
คนสองวัยยื่นนิ้วก้อยออกมาเกี่ยวกันไว้ เฉินชิงเป็นฝ่ายเริ่มเขย่านิ้วไปมาพร้อมกับท่องคำสัญญา
“เกี่ยวกันแล้วห้ามคืนคำนะ ร้อยปีไม่เปลี่ยนแปลง ใครโกหกขอให้ไม่ได้กินเนื้อไปตลอดชีวิต”
“เฮือก”
บทลงโทษข้อสุดท้ายช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร
เฮ่ออวี้เสียงเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าส่วนแบ่งที่เสนอให้น้าสาวไปเมื่อครู่นี้มันจะสูงเกินไปหรือเปล่า เพราะแบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เธอได้เงินไปใช้ฟรีๆ เลย
เด็กชายแอบเสียดายอยู่ในใจ ก่อนจะรีบหันหลังกลับไปตั้งหน้าตั้งตาทำแผ่นเสริมส้นต่ออย่างขะมักเขม้น ไม่ยอมปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์
เฮ่ออวี้ถิงซึ่งเกาะขอบประตูมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความไม่เข้าใจ เฉินชิงจึงเดินเข้าไปลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ พร้อมกับบอกว่า
“พี่ชายของหนูกำลังจะหาเงินแล้วนะ”
“หนูจะทำด้วยค่ะ”
เด็กหญิงรีบชูมือขึ้นสุดแขนราวกับกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“ถ้างั้นก็รีบไปช่วยพี่เขาสิ”
“เย้”
สิ้นเสียงอนุญาต สหายเสี่ยวอวี้ถิงก็รีบวิ่งเข้าไปสมทบกับพี่ชายในห้องโถงทันที
เฉินชิงส่ายศีรษะน้อยๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะหันกลับไปจัดการธุระของตัวเองต่อ
เสียงซุบซิบนินทาเรื่องของเธอยังคงดังอยู่นอกบ้านไม่หยุดหย่อน แต่เฉินชิงก็ไม่ได้ใส่ใจ จนกระทั่งวันที่ต้องส่งมอบเสื้อผ้าให้ฉินต้าเหว่ยก็มาถึง ซึ่งเป็นวันก่อนที่เขาจะออกเดินทางไปยังเมืองเซี่ยงไฮ้
ระหว่างทาง เธอแวะนำต้นฉบับครึ่งเล่มที่เหลือไปมอบให้เฮ่อหย่วน ถึงแม้เขาจะเป็นคนที่น่ารำคาญไปบ้าง
แต่เธอก็รู้ดีว่านักวิจัยในยุคนี้ทุกคนต่างอุทิศตนเพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติทั้งสิ้น เธอจึงไม่อาจเป็นอุปสรรคขวางทางพวกเขาได้
“นักวิจัยเฮ่อจะเดินทางไปเมืองเซี่ยงไฮ้พร้อมกับพวกเธอหรือเปล่า”
“เขาแพ้น้ำน่ะครับ คงต้องพักอยู่ที่นี่ต่ออีกสักสองสามวัน ไม่อย่างนั้นตอนลงเรือคงได้อาเจียนจนหมดแรงแน่” ฉินต้าเหว่ยรับเสื้อผ้ามาถือไว้ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ
“สหายเฉิน ขอบคุณคุณมากจริงๆ นะครับ”
“เรื่องเล็กน้อยน่า” เธอโบกมืออย่างไม่ถือสา
ธนบัตรต้าถวนเจี๋ยจำนวนห้าใบในมือ ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ขึ้นมาบ้าง และหากจะพูดถึงเรื่องนี้ คนที่เธอควรจะขอบคุณมากที่สุดก็คงจะเป็นซูเจวียนเจวียน เพราะเงินจำนวนนี้คือครึ่งหนึ่งของเงินเก็บทั้งหมดที่หญิงสาวมี
“แล้วเจวียนเจวียนเป็นยังไงบ้าง เธอกลับมาหรือยัง”
“กลับมาแล้วครับ แต่พ่อแม่ของเธอรู้เรื่องที่เธอหนีออกจากบ้าน ตอนนี้เลยตามหาตัวกันให้วุ่น บ้านผมเองก็ถูกไปตรวจค้นอยู่บ่อยๆ เธอเลยต้องไปหลบอยู่ที่อื่น คุณอยากจะคุยกับเธอไหมล่ะครับ เดี๋ยวผมพาไป”
“อย่าดีกว่า แบบนั้นมันเสี่ยงเกินไป ไว้พรุ่งนี้ตอนที่พวกเธอจะออกเดินทาง ฉันจะไปส่งก็แล้วกันนะ”
“ได้ครับ” ฉินต้าเหว่ยยิ้มตอบอย่างซื่อๆ
หลังจากที่เฉินชิงกลับไปแล้ว เขาก็แอบนำเสื้อผ้าชุดใหม่ไปให้ซูเจวียนเจวียน เมื่อคลี่ห่อผ้าเก่าชั้นนอกออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือชุดสีเขียวทหารอันสง่างาม
“นี่มันชุดเลนิน”
ในยุคนี้ไม่ว่าเสื้อผ้าสีสันสดใสแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับชุดสีเขียวทหารแบบนี้ และไม่ว่าจะเป็นอาภรณ์ที่งดงามเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบเคียงกับชุดเลนินอันเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศ ทั้งยังเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงสถานะทางสังคมอีกด้วย
ซูเจวียนเจวียนโอบกอดชุดเลนินไว้แนบอก ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมา “นี่คือชุดแต่งงานของฉัน”
“อืม เธอใส่แล้วต้องสวยมากแน่ๆ” ฉินต้าเหว่ยเอ่ยปลอบโยนอย่างเก้ๆ กังๆ
หญิงสาวได้แต่แย้มยิ้มออกมาทั้งที่ยังอาย
[จบบท]