บทที่ 320: อ่ายเจี่ยวหู่ถูกตี
เฉินชิงมองเลขาธิการพรรคหยางที่กำลังสำลักน้ำชาจนหน้าดำหน้าแดง ต้องทุบอกตัวเองป้าบๆ เธอมองเขาด้วยสายตาตื่นๆ
“ท่านเลขาธิการพรรคหยาง นี่ท่านคงไม่ได้คิดจะป้ายสีฉันหรอกนะคะ ฉันขอบอกไว้ก่อนเลยว่าฉันไม่ได้คิดจะฆ่าท่านปิดปากนะ”
เธอทำท่าเหมือนจะลุกหนีจริงๆ แสดงอาการหวาดระแวงเต็มที่ว่ากลัวจะถูกใส่ร้ายป้ายสี
เลขาธิการพรรคหยางกำหมัดแน่นจนสั่น ใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามวัยอยู่แล้ว ยิ่งดูทรุดโทรมเหมือนแก่ไปอีกหลายปี
เฉินชิงเหลือบไปเห็นเส้นเลือดบนหน้าผากของชายชรากำลังเต้นตุบๆ ด้วยความมีจิตสาธารณะอันสูงส่ง เธอจึงตัดสินใจว่าเงียบปากไว้ดีกว่า
อา... ฉันนี่มันคนดีศรีสังคมจริงๆ
หญิงสาวแอบชื่นชมตัวเองเงียบๆ ในใจ
เลขาธิการพรรคหยางต้องยกชาขึ้นมาดื่มอีกอึกใหญ่เพื่อระงับอารมณ์โกรธที่กำลังคุกรุ่น พอรู้สึกว่าใจเย็นลงบ้างแล้วถึงได้เค้นเสียงถาม
“เรื่องโควตา 23 ตำแหน่งที่เธอพูดน่ะ มันเรื่องอะไรกันแน่”
“ก็เรื่องที่ผู้จัดการเสิ่นมอบหมายภารกิจให้ฉัน แล้วฉันยังทำไม่สำเร็จน่ะสิคะ จะเรื่องอะไรได้อีกล่ะ ก็ตอนนี้ใครๆ เขาก็คิดว่าฉันเป็นคนดีกันหมด คนดีนี่มันเป็นยากจริงๆ นะคะ”
เฉินชิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ทำหน้ากลัดกลุ้มสุดขีด
“อ้อ เหรอ เพื่อที่จะเป็นคนดี เธอก็เลยต้องมาบีบคอเอาโควตา 23 ตำแหน่งจากฉันเนี่ยนะ”
“ก็ใช่น่ะสิคะ ช่วยไม่ได้ ฉันเป็นพวกบ้าหน้าตานิดหน่อย ถ้าคนอื่นดันมารู้ทีหลังว่ารองหัวหน้าเฉินผู้แสนจะเที่ยงธรรม ซื่อตรง จริงๆ แล้วแอบรับผลประโยชน์ไว้เพียบ ฉันจะเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหนล่ะคะ!”
เฉินชิงทำหน้าเหมือนเจ็บปวดรวดร้าวใจเต็มประดา
เลขาธิการพรรคหยางค่อยๆ ลูบแก้วน้ำเคลือบในมือไปมา พยายามจับต้นชนปลายความคิดของเธอไม่ถูก “แต่เธอดูไม่ยักเหมือนคนรักหน้าตาเท่าไหร่เลยนะ”
“ไม่เหมือนตรงไหนกันคะ ฉันเพิ่งจะอายุ 20 เองนะ นี่มันวัยหน้าบาง กำลังอ่อนไหวเลย”
เลขาธิการพรรคหยาง “...”
แค่ประโยคเมื่อกี้มันก็บ่งบอกความหน้าหนาได้ดีพอสมควรแล้ว
“บอกไว้ตรงนี้เลย ฉันไม่มีโควตา 20 กว่าตำแหน่งที่เธอว่าหรอก”
“อ้าว แล้วจะทำยังไงล่ะคะ ถ้าความลับนี้เกิดรั่วไหลออกไป ให้คนอื่นเขารู้กันทั่วว่าผู้บริหารระดับสูงของโรงงานเครื่องจักรเราน่ะมันพวกเดียวกันหมด เป็นขุนนางชั่ว ขี้ขลาดตาขาว แถมยังไร้ความสามารถอีกต่างหาก แบบนี้มันน่าอายแย่เลย”
“นี่เธอพูดจาอะไรของเธอ!”
“อ้าว ก็มันเรื่องจริงนี่คะ การที่ตำแหน่งงานของคนธรรมดาถูกยึดไปอย่างหน้าตาเฉย แถมยังทำกันจนกลายเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วเนี่ย มันเรียกว่าอะไรได้อีกล่ะคะ”
“ถ้าเธอคิดว่ามันไม่ถูก งั้นเธอก็ไปจัดการเองสิ ฉันก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้เธอทำ”
เลขาธิการพรรคหยางเริ่มอยากจะไล่เธอออกไปให้พ้นๆ หน้า
แต่เฉินชิงก็ยังคงนั่งนิ่งไม่สะทกสะท้าน “ไม่ได้ค่ะ ฉันเป็นพวกโลภมาก อยากได้มันทั้งสองอย่างนั่นแหละ ทั้งผลประโยชน์จากพวกที่ใช้เส้นสาย แล้วก็อยากได้ชื่อเสียงว่าเป็นคนซื่อสัตย์มือสะอาดด้วย”
“ท่านเลขาธิการพรรคหยางต้องรีบช่วยฉันคิดเลยนะคะ ไม่อย่างนั้น... ในฐานะที่ฉันเป็นกระบอกเสียงของโรงงานเครื่องจักร เดี๋ยวพอฉันก้าวขาออกจากห้องนี้ไป ฉันจะไปป่าวประกาศให้ทั่วเลยว่า ‘มีคนใช้เส้นสายกันเยอะแยะเลย ฉันอุตส่าห์จะช่วยให้พวกเขาได้ใช้เส้น แต่ผู้บริหารโรงงานใจแคบไม่ยอม’”
“เฉินชิง!!!”
คราวนี้เลขาธิการพรรคหยางตบโต๊ะดังปัง เขาโกรธจนตัวสั่น
นี่มันกำลังข่มเหงรังแกคนแก่ชัดๆ
เฉินชิงรีบวางมือทั้งสองข้างลงบนหน้าตัก นั่งตัวตรงเรียบร้อย ใบหน้าที่สวยหยาดเยิ้มนั้นบัดนี้แสร้งทำเป็นน้อยอกน้อยใจที่ถูกผู้ใหญ่ดุ “โธ่ ท่านเลขาธิการพรรคหยางคะ ฉันก็แค่พูดความจริงเองนะคะ”
“อีกอย่าง ภารกิจบ้าบอนี่ก็ไม่ใช่ฉันที่เป็นคนสั่งเธอ ไปหาผู้จัดการเสิ่นนู่นเลยไป”
“ฉันก็อยากจะไปคุยกับท่านผู้จัดการเสิ่นอยู่หรอกค่ะ แต่ท่านยุ่งจะตาย”
“อ้อ นี่เธอกำลังจะบอกว่าฉันว่างงานมากหรือไง”
“เอ่อ... ก็... ประมาณนั้นมั้งคะ”
เฉินชิงเม้มปากแน่น ดวงตาคู่สวยเหมือนดอกท้อหรี่ลงเล็กน้อย แววตาที่ส่งมามันฟ้องชัดๆ ว่า ‘ฉันก็เป็นคนตรงๆ แบบนี้แหละค่ะ ชอบพูดความจริงที่มันบาดใจ แต่ท่านเลขาธิการพรรคหยาง ห้ามโกรธฉันนะคะ’
เลขาธิการพรรคหยางทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาต้องรีบกระชากลิ้นชักโต๊ะทำงาน หยิบขวดยาลดความดันออกมากรอกเข้าปากทันที
เฉินชิงพอเห็นว่าตัวเองแกล้งคนแก่จนเกือบแย่ ก็ชักจะรู้สึกผิดขึ้นมานิดๆ “เอางี้แล้วกันค่ะ ท่านเลขาธิการพรรคหยางรับผิดชอบไป 15 ตำแหน่ง ส่วนอีก 8 ตำแหน่งที่เหลือ เดี๋ยวฉันไปไล่บี้เอาจากคนอื่นเอง ตกลงไหมคะ”
“ไม่มีทาง!”
เลขาธิการพรรคหยางตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าครั้งนี้ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย เขาก็จะไม่ยอมให้ยัยเด็กนี่ได้สมหวังเด็ดขาด
เขายืนกรานคำเดิมอย่างแข็งขัน
สุดท้ายเลขาธิการพรรคหยางก็ทนอยู่ในห้องไม่ไหว เขาเป็นฝ่ายลุกหนีไปหาผู้จัดการเสิ่น ให้ผู้จัดการเสิ่นมาจัดการกับตัวปัญหาที่เขาสร้างขึ้นเอง
พอเลขาธิการพรรคหยางลับตาไป รอยยิ้มทะเล้นบนใบหน้าของเฉินชิงก็จางหายไป
เอาจริงๆ เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปเสกตำแหน่งงาน 20 กว่าตำแหน่งนั่นมาจากไหน
รู้อย่างนี้นะ ตอนที่โดนคนอวยว่าซื่อสัตย์สุจริต เธอน่าจะรีบปฏิเสธเสียงแข็งไปเลยว่าฉันนี่แหละตัวร้าย ป่านนี้คงได้นอนกระดิกเท้ารับผลประโยชน์สบายใจไปแล้ว
แต่นี่กลับกลายเป็นว่าลำบากใจไปหมด
ที่ผ่านมานึกว่าตัวเองใจแข็งเหมือนหิน ชาชินเหมือนคนแล่ปลาในตลาดทุกวัน แต่พอได้เห็นรายชื่อ 20 กว่าชีวิตนั่น เธอก็กลับใจอ่อนยวบ อดสงสารพวกเขาไม่ได้
ไม่นานผู้จัดการเสิ่นก็เดินหน้าเครียดมาหาเธอถึงที่ “รองหัวหน้าเฉิน การทำงานเธอต้องมองภาพรวมนะ”
“การเสียสละของคนบางกลุ่มน่ะมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ และก็เพราะการเสียสละของพวกเขานี่แหละ ที่จะทำให้โรงงานเครื่องจักรของเราก้าวหน้าต่อไปได้”
“แล้วถ้าท่านคือหนึ่งในคนที่ถูกเลือกให้เสียสละล่ะคะ”
“ถ้ามันจำเป็นเพื่ออนาคตของประเทศ ฉันก็ยินดี”
เฉินชิงรู้คำตอบนี้ดีอยู่แล้ว คุยกับคนแบบนี้ต่อไปก็มีแต่เสียเวลาเปล่า
เธอจึงลุกขึ้นเดินกลับไปยังที่ทำการคณะกรรมการโรงงาน
เลขาธิการพรรคหยางเห็นเธอกลับมาด้วยท่าทางหงอยๆ เหมือนแพ้สงครามมา ก็นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่วันปีใหม่มานี่ ที่เขารู้สึกอารมณ์ดีและปลอดโปร่งโล่งใจขึ้นมาบ้าง
เฉินชิงนั่งเหม่อลอยอยู่ในออฟฟิศของคณะกรรมการโรงงานอยู่นานสองนาน
พอกลับมาถึงบ้าน เธอก็ยังคงมีอาการซึมๆ
เสี่ยวอวี้ที่นั่งเล่นอยู่ สังเกตเห็นอาการไม่ร่าเริงของน้าสาว ก็อดที่จะขมวดคิ้วตามไม่ได้ “คุณน้าคะ คุณน้าไม่สบายใจเรื่องที่ทำงานเหรอคะ”
“อืม... จะว่าใช่ก็ได้ ไม่ใช่ก็ได้จ้ะ” เฉินชิงดึงร่างเล็กๆ ของหลานสาวเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน เอาคางของตัวเองคลอเคลียกับกลุ่มผมนุ่มๆ ของเสี่ยวอวี้เบาๆ
“ตอนที่น้ายังไม่มีอะไรเลย น้ากลับมีความกล้าบ้าบิ่นพร้อมลุยทุกอย่าง แต่พอเริ่มมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาบ้าง น้ากลับกลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไปซะงั้น จะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลังซ้ำๆ ซากๆ”
เสี่ยวอวี้พยายามยกนิ้วชี้เล็กๆ ขึ้นมาจิ้มขมับตัวเอง ทำท่าครุ่นคิดอย่างหนักเพื่อจะช่วยน้าหาทางออก แต่เธอก็ยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจความหมายลึกซึ้งในคำพูดของผู้ใหญ่ สุดท้ายเลยได้แต่ถอดใจ
จู่ๆ ด้านนอกบ้านก็มีเสียงคนเอะอะโวยวายดังลั่นขึ้นมา เฉินชิงกับเสี่ยวอวี้เลยพากันออกไปมุงดู ปรากฏว่าต้นเรื่องก็คือเจ้าเก่า อ่ายเจี่ยวหู่นั่นเอง
คราวนี้อ่ายเจี่ยวหู่ไม่ได้กำลังถูกพ่อแม่ลากกลับจากปากซอย แต่เขากำลังวิ่งหนีตายจากในบ้านมุ่งหน้าไปทางปากซอย สภาพของเด็กชายดูไม่ได้เลย
เสื้อผ้าขาดวิ่นไปหมด ทั้งเนื้อทั้งตัวมีรอยแผลที่ถูกฟาดหลายแห่งจนเลือดซึมออกมาไม่หยุด โดยเฉพาะที่ใบหน้ายิ่งดูยับเยิน เขียวช้ำจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
เฉินชิงรีบยกมือขึ้นมาปิดตาทั้งสองข้างของเสี่ยวอวี้ไว้ทันที สภาพของอ่ายเจี่ยวหู่มันน่ากลัวเกินกว่าที่เด็กจะมอง
ดูเหมือนคราวนี้อ่ายตงกวาจะโกรธจัดจนฟิวส์ขาดไปแล้ว “ฉันเตือนแกกี่ครั้งกี่หนแล้วฮะ! ว่าแม่แกท้องอยู่ อย่าไปยุ่ง อย่าไปโดนท้องแม่แก”
‘แต่แกก็ยังไปผลักแม่แกอีก โลกนี้มันจะมีเด็กเวรตะไลแบบแกอีกไหม แกมันไอ้ฆาตกร แกฆ่าน้องของแกด้วยมือของแกเอง!”
“ผมเปล่า... ไม่ใช่ผมนะพ่อ...”
“ฉันเห็นอยู่เต็มสองตา ยังจะกล้าบอกว่าเปล่าอีกเหรอ วันนี้ฉันจะตีแกให้ตายเลยคอยดู!”
ในมือของอ่ายตงกวาถือเชือกฟางเส้นโตที่มัดรวมกันไว้ เขาเหวี่ยงมันฟาดลงบนร่างของลูกชายอย่างไม่ยั้งแรง
เขาเฝ้ารอคอยลูกคนที่สองมาตลอดตั้งแต่มีอ่ายเจี่ยวหู่เป็นลูกคนแรก พยายามอยู่นานกว่าภรรยาจะตั้งท้องได้สมใจ แต่กลับต้องมาแท้งเพราะถูกไอ้ลูกชายตัวดีนี่ผลักแค่ทีเดียว!
อ่ายเจี่ยวหู่ร้องไห้โฮจนตัวโยน “เจ็บ... ผมเจ็บ... พ่ออย่าตีผมเลย... ผมเปล่าทำนะ... ผมไม่ได้ทำ...”
“แกยังจะปากแข็งอีก! ฉันรู้มาตั้งนานแล้วว่าแกมันไม่ใช่เด็กดี ตั้งแต่เล็กจนโตก็เที่ยวได้รังแกชาวบ้านเขาไปทั่ว”
“พอไปโรงเรียนก็สอบได้คะแนนห่วยแตกกลับมา ให้ครูเขาเรียกไปด่าอยู่เรื่อย แกบอกฉันมาสิ ว่าชีวิตนี้แกจะมีปัญญาทำอะไรดีๆ ได้บ้าง!”
อ่ายตงกวาเงื้อเชือกฟาดลงไปอีกครั้งอย่างแรง
เสี่ยวอวี้รีบดึงมือของน้าที่ปิดตาตัวเองออก แล้วตะโกนบอกอ่ายตงกวาเสียงดัง “คุณลุงอย่าตีเขานะคะ! ถ้าคุณลุงยังตีเขาอีก เขาต้องเจ็บตายแน่ๆ เลย ถ้าอ่ายเจี่ยวหู่เจ็บตาย คุณลุงก็จะไม่มีลูกเหลือนสักคนเลยนะคะ!”
จริงๆ แล้วเธอไม่ได้ชอบหน้าอ่ายเจี่ยวหู่เลยสักนิด
เพราะเขาเคยล้อเลียนเธอกับพี่ชาย
แต่พี่ชายก็ไปจัดการแก้แค้นคืนให้เรียบร้อยแล้ว
เสี่ยวอวี้ก็เลยไม่อยากเห็นอ่ายเจี่ยวหู่ต้องมาถูกพ่อตัวเองตีจนตายไปต่อหน้าต่อตา
คำพูดของเด็กหญิงดูเหมือนจะช่วยเรียกสติของอ่ายตงกวาให้กลับมาได้บ้าง แต่เขาก็ยังตวาดกลับมา “หนูไม่รู้เรื่องหรอก! เขาฆ่าน้องแท้ๆ ของเขานะ!”
อ่ายเจี่ยวหู่สะอื้นฮักจนตัวสั่น “ผมเปล่า...”
“ถ้าแกยังพูดว่าเปล่าอีกคำเดียว วันนี้ฉันเอาถึงตายแน่! บอกฉันมา... ว่าแกผิดหรือยัง!”
อ่ายเจี่ยวหู่ได้แต่กอดตัวเองไว้แน่น น้ำตาเม็ดโตไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย “ผมผิดแล้วครับ”
[จบบท]