บทที่ 323: เรียนรู้แนวคิดใหม่
ตำแหน่งงานว่าง 23 ตำแหน่ง ตอนนี้เฉินชิงจัดการไปได้แล้ว 15 ตำแหน่ง เธอเลยใช้วิธีการเดิมๆ ตระเวนไปตามแผนกอื่น ที่นี่หลอกมาได้ตำแหน่งหนึ่ง ที่นั่นก็ไปต้มมาได้อีกตำแหน่ง
โดยเฉพาะแผนกเทคนิคที่เธอไปกล่อมหัวหน้าแผนกเติ้งจนได้มาถึง 3 ตำแหน่ง สุดท้ายเธอยังไปบีบให้คณะกรรมการโรงงานคายออกมาอีก 1 ตำแหน่ง จนในที่สุดก็จัดการโควตา 23 ตำแหน่งงานได้สำเร็จ
พอจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เฉินชิงก็มุ่งตรงไปหาผู้จัดการเสิ่นทันที เธอแจกแจงข้อดีของการที่สถาบันวิจัยจะเปิดคอร์สอบรมภาคค่ำ
“มีแต่การคัดคนที่เก่งที่สุดออกมาเท่านั้น พวกเราถึงจะสามารถฝึกฝนบุคลากรที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นเพื่อประเทศชาติของเราได้นะคะ”
“ฉันไม่มีปัญหาเรื่องการฝึกบุคลากรหรอก แต่เรื่องที่เธอไปสร้างตำแหน่งงานใหม่มา 20 กว่าตำแหน่งนี่มันยังไงกัน? เราจะไปหาตำแหน่งงานว่างมากมายขนาดนั้นมาจากไหน?”
ผู้จัดการเสิ่นเดาทางเด็กคนนี้ออกตั้งแต่แรกแล้ว
แต่การรับคนงานเพิ่มแม้เพียง 1 คน ก็หมายถึงภาระที่โรงงานเครื่องจักรต้องแบกรับเพิ่มขึ้นอีก 1 ส่วน นี่ตั้ง 20 กว่าคน แรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาจึงไม่ใช่เรื่องเล็กเลย
เฉินชิงยื่นรายชื่อการจัดสรรบุคลากรทั้ง 23 คนส่งให้ “เรื่องที่ไปของพวกเขาน่ะ ฉันจัดการไว้หมดแล้วค่ะ”
เมื่อเห็นผู้จัดการเสิ่นยังคงทำหน้างุนงง เธอก็เลยตัดสินใจเล่าแผนการทั้งหมดที่วางไว้ออกมา
ผู้จัดการเสิ่นถึงกับตาค้าง “นี่เธอแอบอ้างชื่อฉันไปหลอกลวงพวกเขามาเหรอ?!”
“ไม่ได้เหรอคะ?” เฉินชิงย้อนถามกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน
ก็เขาเป็นคนเริ่มก่อน เธอก็แค่ตอบโต้กลับไปเท่านั้นเอง มันก็ยุติธรรมดีแล้ว
ผู้จัดการเสิ่นแทบจะล้มทั้งยืนเพราะความโมโห “เธอรู้ตัวไหมว่าการที่เธอไปสร้างตำแหน่งงานมามากมายขนาดนี้ มันสร้างแรงกดดันมหาศาลให้ฝ่ายการเงินของโรงงานเราแค่ไหน?” “ทั้งหมดก็เพราะความใจอ่อนไม่เข้าเรื่องของเธอแค่คนเดียว ต้องทำให้โรงงานเครื่องจักรของเราเสียหายหนักขนาดนี้ เธอคิดว่ามันเหมาะสมแล้วเหรอ?”
“ความใจอ่อนไม่เข้าเรื่องเหรอคะ? ไร้สาระ!” เฉินชิงแค่นเสียง
“ก็เพราะการบริหารงานของท่านเองไม่ใช่หรือไงคะ โรงงานเครื่องจักรถึงได้ยัดคนไม่มีคุณภาพเข้ามามากมายขนาดนี้”
“เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ แผนกธรรมดาของเราเต็มไปด้วยคนเดินดินธรรมดา แต่พวกเจ้าหน้าที่กลับเป็นลูกหลานข้าราชการระดับสูง พวกนั้นมีแต่คนมีเส้นมีสาย”
“ท่านกำลังตัดหนทางการเลื่อนตำแหน่งของลูกหลานคนธรรมดานะค่ะ! แถมท่านยังมานั่งภูมิใจกับเรื่องนี้อีก! น่าหัวเราะสิ้นดี!”
“ผู้นำคนนั้นก็แตะต้องไม่ได้ ผู้นำคนนี้ก็ต้องคอยเอาอกเอาใจ สุดท้ายคนที่ต้องรับความลำบากก็คือชาวบ้านตาดำๆ! ถ้าผู้นำพวกนั้นเก่งกาจจริง ก็ควรจะอบรมสั่งสอนลูกหลานตัวเองให้ดี ไม่ใช่ปล่อยออกมาให้คนเขาดูถูกขายขี้หน้าแบบนี้!”
ข้อกล่าวหาที่ว่าเขาปิดกั้นความก้าวหน้าของคนงานธรรมดาทำเอาผู้จัดการเสิ่นโกรธจัด “เฉินชิง!!!”
“ผู้จัดการเสิ่น ฉันทนท่านมานานมากแล้วนะคะ!” เฉินชิงทุบโต๊ะดังปัง
ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
เฉินชิงแสยะยิ้ม “ผู้นำกลุ่มนั้นก็โดนท่านตามใจจนเคยตัวกันทั้งนั้น เห็นชัดๆ ว่าทุกคนต่างก็ทำงานอุทิศตนเพื่อชาติ แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องได้ผลประโยชน์มากมายกว่าคนอื่นด้วย!”
“เอาอย่างนี้ไหมล่ะคะ ไม่งั้นท่านก็ใช้เส้นสายที่ท่านมีไล่ฉันออกไปซะเดี๋ยวนี้ หรือไม่ท่านก็ต้องทำตามที่ฉันบอก”
“เธอ... เธอ... เธอ...” ผู้จัดการเสิ่นโกรธจนถึงกับปวดขมับ
เด็กคนนี้ช่างหาเรื่องเก่งไม่เคยเปลี่ยนจริงๆ!
“ฉันทำไมเหรอคะ? งานมหกรรมการค้ากวางเจากำลังจะมาถึงแล้ว เรื่องเร่งด่วนที่ท่านต้องทำตอนนี้ คือการทำหน้าที่ผู้จัดการโรงงานของท่านให้ดีที่สุด”
“ไปหาคำสั่งซื้อให้โรงงานเรามากขึ้น เพื่อที่เราจะได้เลี้ยงดูคนได้มากขึ้น ไม่ใช่เอาแต่สละคนตัวเล็กเพื่อรักษาหน้าคนตัวใหญ่”
เฉินชิงหยิบเอกสารออกมาแล้วทุบโต๊ะอีกครั้ง “เซ็นชื่อ! แล้วก็ประทับตราค่ะ!”
“เธอคิดว่า 23 คนมันเป็นตัวเลขน้อยๆ หรือไง?!”
“ไม่น้อยค่ะ เพราะฉะนั้น ต่อไปท่านก็จะได้เลิกรับปากคนอื่นเรื่องตำแหน่งงานส่งเดชซะที”
ในเมื่อเป็นลูกน้องแล้วไม่อยากต้องมาคอยตามเช็ดล้าง ก็จำเป็นต้องทำให้ผู้นำได้รู้ซึ้งว่าภารกิจนี้มันยากลำบากแค่ไหน เขาจะได้เลิกไปคุยโวโอ้อวดข้างนอกให้น้อยลงหน่อย
ผู้จัดการเสิ่นโมโหจนแทบคลั่ง เขารู้อยู่แล้วว่าการเรียกเธอมาทำงานมันไม่ง่าย
เขาไม่อยากเซ็นชื่อเลยสักนิด
แต่สายตาของเฉินชิงที่จ้องเขม็งมานั้น มันเหมือนกับว่าถ้าเขาไม่ยอมเซ็น เธอก็พร้อมจะลงไม้ลงมือได้ทุกเมื่อ สุดท้ายผู้จัดการเสิ่นเลยต้องจำใจเซ็นชื่อลงไปอย่างอัดอั้นตันใจ
เธอไม่เคยทำให้พวกคนงานธรรมดาทั่วไปต้องผิดหวังเลยจริงๆ พยายามขบคิดหาทางเปิดเส้นทางใหม่ให้พวกเขาในบ่อโคลนที่ขุ่นคลั่กนี่อยู่เสมอ ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนั้นก็ไม่ได้เป็นมิตรกับเธอสักเท่าไหร่
ถึงจะน่ารำคาญไปบ้าง แต่จิตใจของเด็กคนนี้ก็ดีงามอย่างแท้จริง
เมื่อได้ลายเซ็นของผู้จัดการเสิ่นมาอยู่ในมือ เฉินชิงก็พอใจ เธอก้าวออกจากห้องทำงานไปด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งทั้งกายและใจ พอเดินมาเจอกับเลขาธิการพรรคหยาง เธอก็เอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “เลขาธิการพรรคหยางคะ ฉันทำสำเร็จแล้วค่ะ”
หัวใจของเลขาธิการพรรคหยางกระตุกวูบ
บางทีเขากับเธออาจจะเป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติ เธอคอยทำลายแผนการของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
“รองหัวหน้าเฉิน เธอทำได้ยังไงเนี่ย?”
“ก็ต้องใช้สมองสิคะ”
เฉินชิงยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้า ผิวของเธอขาวจนแทบจะเรืองแสง ริมฝีปากสีแดงระเรื่อยกยิ้มเล็กน้อย ดูราวกับดอกหมู่ตานที่กำลังเบ่งบานสะพรั่งเต็มที่
หางตาของเธอเฉียงขึ้นเล็กน้อย ทำให้ดวงตาดอกท้อคู่นั้นเป็นประกายวาววับ สดใส เจิดจ้า และหยิ่งผยองในคราวเดียวกัน เธอเหมือนเป็นจุดศูนย์กลางของทุกสายตาโดยธรรมชาติ
มือของเลขาธิการพรรคหยางที่ซ่อนอยู่ด้านหลังกำแน่นจนสั่นสะท้าน “ถ้างั้น รองหัวหน้าเฉินก็ไม่ทำให้ความคาดหวังของทุกคนสูญเปล่าจริงๆ”
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ”
เฉินชิงกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินลงบันไดไป
ดวงตาของเลขาธิการพรรคหยางฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินไปหาผู้จัดการเสิ่น “ทำไมจู่ๆ โรงงานเครื่องจักรถึงเพิ่มโควตาตำแหน่งงานอีก 20 กว่าตำแหน่งล่ะ?”
“โอ๊ย ก็เรากำลังขาดคนน่ะสิครับคุณก็รู้ โรงงานเครื่องจักรของเรากำลังอยู่ในช่วงขยายกิจการ แผนกต่างๆ ก็จำเป็นต้องมีจำนวนคนที่สอดคล้องกัน ผมก็เลยถือโอกาสรับสมัครพร้อมกันทีเดียวไปเลย”
ผู้จัดการเสิ่นยกน้ำขึ้นดื่ม เขากำลังรู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก แถมยังเจือปนความหงุดหงิดอยู่ลึกๆ
เด็กคนนั้นตระเวนหลอกคนไปทั่ว แล้วสุดท้ายก็ย้อนกลับมาบังคับให้เขาเซ็นชื่อ
ถ้าเธอเสนอแผนนี้มาตั้งแต่แรก มีหรือที่เขาจะเห็นด้วย แต่เด็กคนนี้ดันใจกล้าบ้าบิ่น ไม่กลัวว่าจะโดนแฉเลยสักนิด กล้าดียังไงมาแอบอ้างชื่อเขาไปหลอกลวงคนอื่น
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เขาต้องยอมกลืนเลือดรับความสูญเสียนี้เงียบๆ คนเดียว! ไม่ใช่แค่ยอมรับ แต่ยังต้องคอยตามเก็บกวาดปัญหาที่เธอก่อไว้อีก!!!
เลขาธิการพรรคหยางเห็นว่าคงซักไซ้เอาข้อมูลอะไรไม่ได้แน่แล้ว เขาจึงส่งคนของตัวเองไปสืบหาความจริง จนกระทั่งได้รู้ว่าเฉินชิงไปหลอกลวงคนอื่นจนสำเร็จเสร็จสรรพแล้วค่อยมาหาผู้จัดการเสิ่น เขาก็ได้แต่ถอนหายใจยาว
โลกนี้ไม่เคยขาดแคลนคนซื่อตรง แต่สิ่งที่น่ากลัวคือคนซื่อตรงที่ดันฉลาดเป็นกรด
เห็นชัดๆ ว่ากำลังทำเรื่องดีๆ แต่เฉินชิงกลับใช้วิธีการราวกับเป็นขโมย ต้มตุ๋นหลอกลวงจนได้โควตามา 23 ตำแหน่ง
กระบวนการจะเป็นยังไงไม่สำคัญ ที่สำคัญคือเธอทำมันสำเร็จ
เธอสามารถรักษาสิทธิ์ของมวลชนทั่วไปเอาไว้ได้ ไม่ยอมให้ลูกหลานของพวกผู้บริหารมาแย่งตำแหน่งของคนหนุ่มสาวธรรมดาไป
ถ้าเพียงแต่เธอเลือกที่จะมาอยู่ข้างเขา...ก็คงจะดี...
เฉินชิงดีใจเป็นอย่างมากที่ภารกิจของเธอประสบความสำเร็จ พอกลับจากโรงงานเครื่องจักรถึงบ้าน เธอก็ตรงเข้าไปอุ้มเสี่ยวอวี้หมุนไปรอบๆ ด้วยความดีใจ
เสี่ยวอวี้หัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ แต่ไม่นาน ทั้งน้าทั้งหลานก็เริ่มรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย
เฮ่ออวี้เสียงที่มองอยู่ถึงกับกลอกตา “รีบมากินข้าวได้แล้วครับ วันนี้มีกับข้าวอย่างดีด้วยนะ”
“กับข้าวดีอะไรเหรอ?” เฉินชิงรีบถามทันควัน
เฮ่ออวี้เสียงตอบ “วันนี้ผมผัดผักใส่น้ำมันเพิ่มให้เป็นพิเศษเลย”
บรรยากาศเงียบสงัดลง
เฉินชิงหมดคำจะพูด เธอมองผักผัดที่ดูมีน้ำมันเยิ้มกว่าปกติเล็กน้อย แล้วก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองเงียบๆ ว่า ในยุคสมัยนี้ ผักผัดที่มีน้ำมันก็ถือเป็นอาหารชั้นเลิศมากแล้ว อย่างน้อยเฮ่ออวี้เสียงก็ถือว่ามีพัฒนาการขึ้นบ้าง
หลังจากกินข้าวเสร็จ เฉินชิงก็เริ่มจดบันทึกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ลงในสมุด เหมือนกับการบันทึกชีวิตประจำวัน พอสะสมได้สัก 3 หน้ากระดาษ เธอก็จะส่งมันไปให้เฮ่อหย่วน เขาจะได้รู้ความเป็นไปของทุกคนที่บ้านบ้าง
หลังจากบันทึกเรื่องจิปาถะเสร็จเรียบร้อย เฉินชิงก็เตรียมตัวขี่จักรยานไปที่คณะกรรมการปฏิวัติ
เธอต้องไปเข้ารับการเรียนรู้แนวคิดใหม่
เฮ่ออวี้เสียงจึงถามขึ้น “น้าจะกลับประมาณกี่โมงเหรอครับ?”
“น้าก็ไม่รู้เหมือนกัน นี่เป็นครั้งแรกที่น้าไป เอาเป็นว่าพวกเธอถึงเวลาก็นอนกันได้เลย ไม่ต้องรอน้าหรอก”
“ได้ครับ”
เฉินชิงขี่จักรยานออกจากบ้านไป ท่ามกลางเสียงทักทายของเพื่อนบ้านที่ถามว่าเธอจะไปไหน เฉินชิงก็ตอบกลับไปอย่างเปิดเผย จนได้รับสายตาชื่นชมกลับมามากมาย
การได้เป็นสมาชิกพรรคเชียวนะ! นั่นถือเป็นเกียรติยศสูงสุดในยุคนี้เลยทีเดียว
เฉินชิงใช้เวลาขี่จักรยานประมาณ 20 กว่านาทีก็มาถึงที่ทำการคณะกรรมการปฏิวัติ เธอเดินขึ้นไปยังชั้นสองอย่างคล่องแคล่ว
ซุนอ้ายกั๋วที่อยู่ที่นั่นก่อนแล้ว พอเห็นเธอก็ถึงกับชะงักไป “สหายเฉิน คุณมาที่นี่ได้ยังไง?”
[จบบท]