บทที่ 327: วันสตรี 8 มีนา
เสี่ยวอวี้วิ่งหน้าตื่นกลับเข้ามาในบ้าน ตัวเล็กนิดเดียวแต่ไวอย่างกับลูกกระสุนปืนใหญ่ แก้มยุ้ย ๆ ของแกแดงก่ำไปหมด เฉินชิงเห็นท่าไม่ดีเลยรีบเข้าไปถาม
“เสี่ยวอวี้ของน้า เป็นอะไรไปจ้ะ”
เด็กหญิงอ้าปากพะงาบ ๆ พยายามจะอธิบาย มือเล็ก ๆ ก็โบกไปมาในอากาศเพื่อประกอบท่าทาง ก่อนจะรัวคำพูดออกมาอย่างเร็ว
“คุณน้าคะ พวกนั้นเขาว่าคุณอา! เขาบอกว่าคุณอาไม่คู่ควรกับคุณน้าเลย แล้วยังขู่ด้วยนะคะว่าจะหาผู้ชายที่ไหนไม่รู้มากดขี่คุณน้า!”
เฮ่ออวี้เสียงที่ฟังอยู่ด้วยเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ “คนพวกนี้ท่าจะป่วย”
การเป็นคนดี ๆ อยู่เฉย ๆ คงจะยากเกินไปสินะ ถึงได้ชอบหาเรื่องให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อนไปด้วย
เสี่ยวอวี้พยักหน้าหงึก ๆ เห็นด้วยกับพี่ชายสุดตัว แก้มขาว ๆ ยิ่งแดงจัดด้วยความโกรธ คิ้วเล็ก ๆ ขมวดมุ่นเข้าหากันจนยุ่ง
เฉินชิงตัดสินใจจูงมือเสี่ยวอวี้เดินออกไปดูให้เห็นกับตา
จังหวะนั้น จางตงเหมยก็วิ่งกระหืดกระหอบสวนออกมาพอดี สาเหตุก็เพราะแม่สามีตัวดีของเธอโดนอัดน่วม พี่สะใภ้เลยวิ่งกลับบ้านไปตามเธอมาช่วย พอเห็นเฉินชิงเดินมา เธอก็ยังอุตส่าห์ฝืนยิ้มทักทาย
“อ้าว เฉินชิง นี่เธอก็จะออกไปดูเรื่องสนุกกับเขาด้วยเหรอ?” จริง ๆ แล้วเธอแค่อยากออกไปสมน้ำหน้าแม่สามีที่โดนอัดก็เท่านั้น
“ก็ทำนองนั้นแหละค่ะ” เฉินชิงตอบกลับไป
ว่าแล้วทั้งสามคนก็มุ่งหน้าไปยังปากซอยที่กำลังเกิดเหตุชุลมุน
ณ ปากซอย ป้าใหญ่กำลังระเบิดพลังทั้งหมดที่มี ตะโกนใส่คู่กรณี “อีนังแม่มดเฒ่า! แกกล้าดียังไงมาตบหน้าฉัน! รู้ไหมว่าแกมันชั้นไหน แล้วฉันมันชั้นไหน!”
“แกสิอีนังหน้าด้าน!” แม่เฒ่าฉินที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านพักรวมหมายเลข 1 สวนกลับทันควัน พร้อมกับพุ่งเข้าไปตบซ้ำ ๆ อีกหลายทีด้วยแรงแค้นที่สุมอก ทั้งแค้นเก่าแค้นใหม่ปนเปกันไปหมด
“อาศัยว่าผัวตัวเองเป็นแค่ผู้ดูแลบ้านพักรวมหมายเลข 1 ก็ทำมาเป็นเบ่งอวดชาวบ้านไปทั่ว คิดว่าคนอื่นเขาไม่รู้หรือไงว่าผัวแกมันก็แค่มีอำนาจกระจ้อยร่อยน่ะ!”
ครั้งหนึ่งพวกเธอเคยเป็นเพื่อนรักกัน แต่ยัยป้าใหญ่นี่แหละที่มาแย่งลุงใหญ่ไปจากเธอ! “วันนี้ฉันจะกัดแกให้ตายคามือเลย!”
ตอนที่เฉินชิงเดินมาถึง ภาพที่เห็นก็คือฉากหมากัดกันในชีวิตจริงดี ๆ นี่เอง
เสี่ยวอวี้ถึงกับอ้าปากหวอ “คุณน้า... พวกเขาทำอะไรกันอยู่คะนั่น?”
เฉินชิงไม่รอช้า ตะโกนออกไปเสียงดัง “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เสียงของเธอทำให้การเคลื่อนไหวของทั้งคู่หยุดชะงักไปทันที
เฉินชิงกวาดตามองชาวบ้านที่มายืนมุงดูกันเต็มไปหมด ก่อนจะเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“สหายหญิงทั้งสองคนกำลังมีความคิดที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง อีกไม่กี่วันนี้ก็จะถึงวันสตรี 8 มีนาแล้ว พวกคุณต้องตระหนักไว้สิคะว่า ‘สตรีแบกรับครึ่งหนึ่งของท้องฟ้า จัดการภูเขาและแม่น้ำ เปลี่ยนโฉมโลกใหม่’!”
เธอเว้นจังหวะให้ทุกคนซึมซับ ก่อนจะพูดต่อ “เพื่อเป็นการปรับทัศนคติของสหายหญิงทั้งสองคน ดิฉันจะขอเสนอแนะอย่างจริงจังต่อหัวหน้าเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขต”
“ให้ผู้หญิงทุกคนในย่านนี้เข้ารับการอบรมแนวคิดใหม่ของสตรีในช่วงวันสตรี 8 มีนาที่จะถึงนี้ ป้ายคำขวัญเขาก็เขียนไว้ชัดเจนทุกที่ว่า เราต้องปลดปล่อยสหายหญิงจากการใช้แรงงานหนัก และหันมาทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการสร้างสรรค์สังคมอย่างเต็มที่!”
สิ้นเสียงของเฉินชิง เหล่าสหายหญิงที่มุงดูอยู่ต่างก็พากันทำหน้าแหยเก
อะไรกันนี่ ต้องไปเข้าห้องเรียนน่าเบื่อ ๆ นั่นอีกแล้วเหรอ?
โดยเฉพาะแม่เฒ่าฉินที่เบื่อการเข้าเรียนเป็นที่สุด พอไปเข้าเรียนทีไร พวกผู้หญิงที่มาสอนก็ชอบสั่งการบ้านจุกจิกให้ทำอยู่เรื่อย ตัวเธอเองก็ไม่ค่อยรู้หนังสือ
พอบอกว่าอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พวกนั้นก็ยังจะคะยั้นคะยอให้ไปเข้าชั้นเรียนรู้หนังสืออีก น่ารำคาญที่สุด!
“โอ๊ย เฉินชิง! เธอมาตบฉันแทนยังจะดีซะกว่า!” แม่เฒ่าฉินโพล่งออกมา เธอหนังหนาจะตาย ทนมือทนตีนได้สบายอยู่แล้ว
เฉินชิงส่ายหัวเบา ๆ “ฉันคงทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ ฉันต้องให้พวกคุณได้ออกไปเห็นโลกภายนอก ไปรับรู้แนวคิดใหม่ ๆ ของสหายหญิงคนอื่น ๆ พวกคุณจะได้รู้ตัวเสียทีว่าตัวเองไม่ใช่ปีศาจที่ต้องรอให้ผู้ชายมากดขี่”
“แต่พวกคุณคือ ‘ผู้หญิง’ ที่สามารถเปล่งประกายในแบบของตัวเองได้ โดยไม่ต้องมัวแต่กลัวว่าแสงสว่างของตัวเองจะเจิดจ้าเกินไปจนไปบดบังแสงของผู้ชาย”
คำพูดนั้นทำให้จางตงเหมยที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่กลางใจ มันเหมือนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดบางอย่างกำลังพยายามแทงยอดอ่อนทะลุผืนดินขึ้นมา
เฉินชิงตบมือเบา ๆ เพื่อเรียกสติทุกคน “เอาล่ะค่ะ เรื่องนี้ให้มันจบลงแค่นี้ แยกย้ายกันกลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้ว”
เพื่อนบ้านแถวนั้นต่างก็พากันเกรงใจเฉินชิงอยู่ไม่น้อย ก็เธอคือรองหัวหน้าคณะกรรมการโรงงานเครื่องจักรเชียวนะ
เป็นคนใหญ่คนโตที่ทรงอิทธิพลมาก แม้ลับหลังจะแอบเอาไปนินทากันสนุกปาก แต่ต่อหน้าใครจะกล้าหือ? ทุกคนยังต้องทำมาหากินอยู่ในโรงงานนี้อีกนาน!
ระหว่างทางกลับบ้าน เสี่ยวอวี้เงยหน้ามองคุณน้า มือเล็ก ๆ ที่จูงกันอยู่ก็แกว่งไปมาเบา ๆ “คุณน้าคะ วันสตรี 8 มีนาที่โรงงานจะมีจัดงานแสดงด้วยเหรอคะ?”
“ใช่แล้วจ้ะ เสี่ยวอวี้อยากไปดูไหมล่ะ?”
“อยากไปค่ะ! หนูอยากไป!”
“ได้เลย งั้นเดี๋ยววันงานน้าพาไปดูนะ” เฉินชิงยิ้ม เอื้อมมือไปขยี้ผมนุ่ม ๆ ของหลานสาว ก่อนจะช้อนตัวอุ้มแกขึ้นมาแนบอก
เสี่ยวอวี้ซบหน้าลงกับไหล่ของคุณน้า ดวงตาเป็นประกายโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ยิ้มหวานจนแก้มปริ เธอรู้อยู่แล้วล่ะว่าคุณน้าของเธอเก่งที่สุดในโลก!
บรรยากาศของวันสตรี 8 มีนาเริ่มคึกคักขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็จะเห็นป้ายประชาสัมพันธ์และโปสเตอร์ที่เกี่ยวกับสหายหญิงติดอยู่เต็มไปหมด
ทุกครั้งที่เฉินชิงเดินผ่านภาพจิตรกรรมฝาผนังเหล่านั้น เธอมักจะอดไม่ได้ที่จะหยุดยืนมอง ผู้หญิงในยุคนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตกันจริง ๆ
พวกเธอมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีสภาพจิตใจที่อิ่มเอม และมีสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ทั้งหมดนั้นสะท้อนถึงพลังชีวิตที่กำลังเบ่งบานอย่างเต็มที่
การได้เห็นผู้หญิงคนอื่น ๆ เติบโตอย่างงดงาม ทำให้เฉินชิงรู้สึกภาคภูมิใจในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเธอมาถึงโรงงานเครื่องจักร ก็ได้ยินเสียงผู้คนจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสว่างานวันสตรี 8 มีนาปีนี้จะมีอะไรเด็ด ๆ บ้าง
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามีโชว์อะไรบ้าง แต่ที่รู้ ๆ คือพิธีกรปีนี้คือเฉินชิง! แค่มีเธอเป็นพิธีกร ฉันก็ว่างานนี้ต้องสนุกแน่ ๆ!”
“อะไรนะ! เฉินชิงเป็นพิธีกรเหรอ! จริงดิ? โห อย่างนี้ก็น่าสนใจสุด ๆ ไปเลยสิ! ตอนแรกฉันว่าจะไม่ไปแล้วนะ เบื่อจะตาย งานวันสตรีทีไรก็มีแต่การท่องคำขวัญซ้ำ ๆ ซาก ๆ แต่ถ้าเป็นเฉินชิงล่ะก็ ฉันคนหนึ่งล่ะที่จะรีบไปจองที่นั่งแถวหน้าเลย!”
“เฉินชิงเข้าร่วมงานนี้ด้วยจริง ๆ เหรอ? ถ้างั้นฉันไม่พลาดแน่นอน!”
เสียงพูดคุยยังคงดังเซ็งแซ่ไปทั่ว
หัวหน้าหลินเองก็ได้ยินปฏิกิริยาเหล่านี้จากคนงานในแผนกต่าง ๆ เหมือนกัน กลายเป็นว่าหลายคนไม่ได้อยากมาฟังการท่องคำขวัญของสหายหญิง แต่พวกเขาอยากมาดูเฉินชิง
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
พลังของคำพูดนั้นมีอิทธิพลอย่างมหาศาล อย่างน้อยการที่พวกเขาได้มาฟัง ก็อาจจะมีเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ของความคิดใหม่ ๆ ถูกปลูกฝังลงไปในใจบ้างก็ได้
หัวหน้าหลินมองดูเหล่าสตรีในสหพันธ์สตรีที่กำลังวิ่งวุ่นเตรียมงานกันอย่างแข็งขัน เธอก็ยิ่งตั้งตารอให้วันงานมาถึงเร็ว ๆ
เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขึ้นเวทีใน 'วันสตรี 8 มีนา' เฉินชิงจึงใช้เวลาในวันที่ 7 มีนาคม ไปซักซ้อมคิวร่วมกับเหล่าสหายคนอื่น ๆ ที่จะต้องขึ้นแสดงด้วยกัน
ซูม่านม่านแกล้งทำเป็นปวดท้องขอไปเข้าห้องน้ำ แต่ที่จริงเธอแอบมาดูการซ้อมใหญ่ต่างหาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอยื่นเรื่องขอขึ้นแสดงไปหลายต่อหลายครั้ง
แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาตลอดเพราะทัศนคติในการทำงานของเธอไม่ผ่านเกณฑ์ ทำให้เธอขาดคุณสมบัติในการเข้าร่วมการแสดง
ในชีวิตนี้เธอยังไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดใจสลายเท่านี้มาก่อน เวทีคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว
การได้ยืนอยู่บนนั้น ทำให้เธอได้เจิดจรัสในแสงสว่างของตัวเอง ได้ยินเสียงปรบมือชื่นชมจากผู้คนไม่รู้จบ การที่ถูกพรากเวทีไปจากชีวิต มันเจ็บปวดยิ่งกว่าการที่ผัวตายจากไปเสียอีก
ซูม่านม่านแอบยืนมองการซ้อมของสหายคนอื่น ๆ ในใจก็นึกดูแคลนว่าแสดงได้ไม่ดีเท่าตัวเอง แต่พอนึกถึงความเป็นจริง น้ำตาก็ไหลทะลักออกมาไม่ยอมหยุด
เธอคิดถึงคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมเหลือเกิน
เธออยากกลับไปขึ้นแสดงในงานวันสตรี 8 มีนา...
ซูม่านม่านซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างหนัก แต่เวลาก็ไม่ได้หยุดเดินเพื่อปลอบใจเธอแม้แต่วินาทีเดียว
และแล้ว วันสตรีสากล 8 มีนา ซึ่งเป็นวันหยุดสำคัญของสหายสตรีที่มีอายุ 14 ปีขึ้นไป ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้า
หัวหน้าหลินยืนอยู่ข้างเวที มองดูกลุ่มคนมหาศาลที่มารวมตัวกันอยู่ด้านล่างด้วยความรู้สึกตื้นตันใจอย่างยิ่ง ปีนี้ไม่เพียงแต่สหายชายจะมาร่วมงานกันอย่างล้นหลาม แต่จำนวนของสหายหญิงที่มาดูการแสดงก็เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด
บางที การที่มีผู้หญิงเก่ง ๆ ที่แข็งแกร่งกล้าลุกขึ้นมาปรากฏตัวในที่สาธารณะ เพื่อเขียนตำนานบทใหม่ของตัวเอง อาจจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้สหายหญิงคนอื่น ๆ ได้ตระหนักถึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง
สิทธิ์ในการพูด และอิทธิพล... สองสิ่งนี้มันสำคัญมากจริง ๆ!
หัวหน้าหลินเดินเข้ามาหาเฉินชิงที่กำลังง่วนอยู่กับการช่วยจัดแจงเครื่องแต่งกายให้สหายหญิงคนที่จะต้องขึ้นเวที เธอจึงเอ่ยยิ้ม ๆ
“เป็นไงรองหัวหน้าเฉิน ตื่นเต้นบ้างไหม?”
“รองหัวหน้าเฉินไม่ตื่นเต้นหรอกค่ะ”
เฉินชิงตอบกลับด้วยเสียงอู้อี้
เหตุผลก็เพราะเธอกำลังคาบยางรัดผมเส้นหนึ่งไว้ที่ปาก ขณะที่มือก็กำลังสาละวนอยู่กับการจัดแต่งทรงผมให้สหายหญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า
เธอใช้สิบนิ้วสางผมแทนหวีอย่างคล่องแคล่ว พอจัดทรงให้เข้าที่แล้ว เฉินชิงก็ดึงยางรัดผมออกจากปากมามัดผมให้ ก่อนจะหันมายิ้มให้หัวหน้าหลิน
“เอาจริง ๆ คือฉันภูมิใจมากเลยล่ะค่ะ เมื่อวานนี้ฉันเอาเรื่องนี้ไปอวดเด็ก ๆ ที่บ้านไม่ต่ำกว่าแปดร้อยรอบแล้ว”
พูดจบ เธอก็หันไปเรียกสหายหญิงคนต่อไปให้เข้ามาเตรียมตัว
เบื้องหลังเวทีวันนี้ไม่มีอะไรติดขัดเลย นั่นเป็นเพราะเฉินชิงสังเกตเห็นตั้งแต่ตอนซ้อมใหญ่เมื่อวานแล้วว่าทางสหพันธ์สตรีมีคนไม่พอ เธอเลยอาสาเข้ามาช่วยงานด้วยตัวเอง
หัวหน้าหลินยืนมองท่าทางทะมัดทะแมงในการจัดแต่งทรงผมของเฉินชิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย
“นี่... เธอใกล้จะต้องขึ้นเวทีแล้วนะ”
“ค่ะ”
เฉินชิงรับคำ ขณะที่มัดผมให้สหายหญิงคนสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยพอดี
[จบบท]