บทที่ 330: ‘ใจเย็นๆ ค่อยๆ คุย’
ความโกรธของเฉินชิงพุ่งปรี๊ดขึ้นมาถึงหัว เธอกำลังจะอ้าปากสวน แต่เสี่ยวอวี้ที่อยู่ในอ้อมแขนก็แผดเสียงขึ้นมาก่อน
“หนูไม่ใช่สินค้า หนูเป็นคน! คุณย่าเอาแต่ด่าคนอื่น ทำให้เด็กคนอื่นนิสัยเสีย คุณย่าเป็นคนไม่ดี หลานของคุณย่าก็ต้องเป็นคนไม่ดีเหมือนกัน!”
เฉินชิงมองแก้มป่องๆ ที่แดงก่ำด้วยความโกรธของหลานสาว ความรู้สึกภูมิใจก็ผุดขึ้นมาในอก
แม่เฒ่าหวังถ่มน้ำลายลงพื้นเสียงดัง “นังเด็กเปรตนี่มันต้องโดนสั่งสอนจริงๆ แค่โดนว่านิดหน่อยก็เถียงคำไม่ตกฟาก ยังกล้ามาตีหลานฉันอีก ตัวแค่นี้ยังร้ายกาจขนาดนี้ โตขึ้นต้องเป็นนางแม่มดใจร้ายแน่ๆ!”
“หนูไม่ได้อยู่ๆ ก็ไปตีเขานะ! หนูเตือนเขาตั้ง 3 ครั้งแล้วว่าอย่ามาเรียกหนูว่ายัยหมู แต่เขาก็ไม่ยอมหยุดพูด!” เสี่ยวอวี้ตะโกนเถียงสุดเสียงจากในอ้อมกอดอุ่นๆ ของคุณน้า
ที่บ้านของแม่เฒ่าหวัง ลูกผู้หญิงไม่เคยมีค่าในสายตาของเธออยู่แล้ว พอมาเห็นเด็กผู้หญิงคนอื่นข้างนอก เธอก็ปฏิบัติด้วยเหมือนกัน หญิงชราหรี่ตาลง จ้องเขม็งอย่างอาฆาต
“ก็เธอมันหน้าเหมือนหมูจริงๆ นี่นา เด็กอย่างเธอน่ะ พอแต่งงานไปก็ต้องไปนอนในเล้าหมูโน่น ไปอยู่กับหมู พอมันกินอะไร เธอก็ค่อยกินตามมันนั่นแหละ!”
คุณครูหลินที่ยืนฟังอยู่ถึงกับช็อก นี่มันคำพูดที่ชั่วร้ายเกินไปแล้ว นี่มันเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุแค่ 5 ขวบเท่านั้นนะ!
ตอนแรกเฉินชิงยังคิดว่าอยากให้เสี่ยวอวี้ได้ระบายอารมณ์ออกมาบ้าง เลยตั้งใจปล่อยให้หลานสาวจัดการเอง เธอถึงได้อดทนเงียบมาตลอด แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายถึงขั้นสาปแช่งหลานของเธอ ความอดทนที่มีอยู่มันก็ขาดสะบั้นลง
“คุณก็เป็นครอบครัวของพนักงานโรงงานเครื่องจักรเหมือนกันใช่ไหม คนในบ้านคุณทำงานอยู่แผนกไหนคะ?”
“ถามทำไมยะ ผู้หญิงอย่างเธอ... คงไม่ได้คิดจะมาอ่อยลูกชายฉันหรอกนะ!” แม่เฒ่าหวังไล่สายตามองเฉินชิงตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมิน
สวยขนาดนี้ ไม่น่าใช่ผู้หญิงดีๆ!
เฉินชิงไม่สนใจ แต่หันไปทางหลินฉงผิงแทน “คุณครูหลิน คุณพูดมา”
หลินฉงผิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขารีบแจกแจงข้อมูลของลูกชายและลูกสะใภ้ทั้งสองคนของหญิงชราออกมาทันที
แม่เฒ่าหวังเริ่มระแวง “เธอจะทำอะไร?”
เฉินชิงออกคำสั่งกับหลินฉงผิง “ไปเรียกคนทั้งสี่นั่นมาที่นี่”
หลินฉงผิงรีบแจ้นออกไปทันที
“เฮ้ย! ห้ามไปนะ!” แม่เฒ่าหวังพยายามห้าม
“ลูกชายลูกสะใภ้ฉันต้องทำงาน! กลับมาเดี๋ยวนี้!”
เมื่อเห็นว่าตะโกนไล่หลังคุณครูหลินไปก็ไม่ทันแล้ว หญิงชราก็หันมาจ้องเฉินชิงตาเขม็ง
“นังสารเลว! พวกเธอมันไม่ใช่คนดีทั้งคู่ นังแม่มันร่าน ลูกก็เลยแรดตามกันมา”
“คุณย่านั่นแหละค่ะ นิสัยไม่ดี!” เสี่ยวอวี้โกรธจนตัวสั่น
ด่าตัวเองยังพอทนได้ แต่นี่กล้าดียังไงมาด่าคุณน้าของเธอ!
เฉินชิงลูบหลังหลานสาวเบาๆ เพื่อให้ใจเย็นลง “ไม่เป็นไรนะ คำพูดของเขาไม่มีความหมาย”
แต่เสี่ยวอวี้ไม่อยากใจเย็นเลยสักนิด เธออยากแปลงร่างเป็นซูเปอร์ฮีโร่แล้วอัดยายแก่ปากร้ายนี่ให้คว่ำ
เฮ่ออวี้เสียงยืนนิ่งอยู่ข้างๆ แม้ภายนอกจะดูสงบ แต่ในใจเขาได้จดชื่อย่าหลานคู่นี้ลงบัญชีดำไปเรียบร้อยแล้ว ดวงตาของเด็กชายฉายแววเย็นชาเหมือนงูพิษที่กำลังรอคอยจังหวะเหมาะๆ เพื่อจะฉกกลับ
พวกครูในห้องพักครูต่างก็รู้จักเฉินชิงดี พวกเขาเลยได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ ด้วยความเกรงใจ ไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาเกี่ยวข้อง
ส่วนอาจารย์ใหญ่ที่ได้ยินข่าวว่าเฉินชิงมา ก็กำลังลังเลใจอย่างหนักอยู่บนห้องว่าจะลงมาดีไหม ถ้าเขารีบลงมา มันก็จะดูเหมือนเขาพยายามประจบประแจงเธอจนออกนอกหน้า แต่ถ้าไม่ลงมาเลย ก็จะกลายเป็นการไม่ให้เกียรติรองหัวหน้าเฉิน
ขณะที่กำลังชั่งใจหาทางออกอยู่นั่นเอง เขาก็เหลือบไปเห็นคุณครูหลินกำลังพาผู้ใหญ่สี่คนที่เดินบ่นงึมงำๆ ตามหลังมา
พอเห็นว่าเป้าหมายมาถึงแล้ว เฉินชิงก็ส่งเสี่ยวอวี้ให้เฮ่ออวี้เสียงรับช่วงต่อ “ดูแลน้องดีๆ นะ”
เธอบิดข้อมือดังกร๊อบ หันไปเผชิญหน้ากับคนทั้งสี่ “ใครเป็นพ่อแท้ๆ ของเด็กคนนั้นคะ”
หวังต้าเฮยสะดุ้งเมื่อเห็นหน้าเฉินชิง เขาคุ้นหน้าเธออยู่บ้างแต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน พออ้าปากพูดว่า “ผม...” ได้แค่คำเดียว หมัดขวาที่อัดแน่นไปด้วยความเดือดดาลที่สะสมมาทั้งวันของเฉินชิงก็พุ่งเข้าใส่หน้าเขาเต็มแรง
แกร็ก!
วินาทีที่สันหมัดปะทะกับโหนกแก้ม เฉินชิงก็ได้ยินเสียงกระดูกลั่นที่น่าฟัง “โบราณเขาว่าไว้ หนี้ที่แม่ก่อ ลูกต้องเป็นคนใช้”
อาจารย์ใหญ่ที่เพิ่งเดินมาถึงรีบพรวดออกมาทันที
“กรี๊ดดด! เธอปล่อยลูกชายฉันนะ นังบ้า! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!!!” แม่เฒ่าหวังกรีดร้องลั่น
หวังต้าเฮยถึงกับเซถอยหลัง เลือดกำเดาสีแดงสดทะลักออกมาจากจมูก
เขายังไม่ทันได้ตั้งหลักด้วยซ้ำ เฉินชิงก็กระชากผมเขาไว้แน่น แล้วยกเข่ากระแทกเข้าที่ลิ้นปี่อย่างจัง
อั่ก!
หวังต้าเฮยงอตัวเป็นกุ้งทันที ของเหลวข้นๆ ที่มีกลิ่นคาวเลือดไหลทะลักออกมาจากมุมปาก
“ได้ยินที่แม่คุณด่าคนอื่นหรือยังคะ?” เฉินชิงถามเสียงเย็นเยียบ
หวังต้าเฮยสมองขาวโพลนไปหมด หูอื้ออึงจนไม่ได้ยินอะไร
มีเพียงภรรยาของเขาที่ตั้งสติได้ก่อน รีบยกมือไหว้อ้อนวอน “สหายคะ สหาย มีอะไรเราค่อยๆ คุยกันดีๆ นะคะ”
แม่เฒ่าหวังเห็นลูกชายสุดที่รักโดนอัดจนเลือดกบปากก็สติแตก พุ่งเข้าใส่เฉินชิงเหมือนวัวกระทิง
เฉินชิงไวกว่า เธอคว้าผมด้านหลังของหญิงชราไว้ได้ทัน แล้วกระชากจนหน้าหงาย
“ด่าสนุกปากมากนักใช่ไหม? หืม?”
เธอกระตุกผมซ้ำจนแม่เฒ่าหวังรู้สึกเหมือนหัวจะหลุดออกจากบ่า สองมือพยายามตะกุยตะกายไปด้านหลังเพื่อแกะมือของเฉินชิงออก
“โอ๊ย! เจ็บ! พวกเธอสองคนนังลูกสะใภ้ ยืนทื่อเป็นตอไม้อยู่ได้! ไม่มาช่วยฉันจัดการนังเปรตนี่! อ๊าาาา!”
เฉินชิงแค่นยิ้มมุมปาก “สินค้าไร้ค่า?”
“อ๊าาาาา——”
แม่เฒ่าหวังแผดเสียงร้องโหยหวนยิ่งกว่าหมูที่กำลังโดนเชือด
ลูกสะใภ้ทั้งสองคนเห็นภาพนั้นก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง แต่ก็กลัวว่าถ้าไม่ช่วยแล้วจะโดนแม่สามีสับโขกทีหลัง เลยต้องรวบรวมความกล้าก้าวเข้าไป
เฉินชิงเลยเหวี่ยงร่างของแม่เฒ่าหวังใส่ผู้หญิงสองคนนั้นเต็มแรง
ทั้งคู่โดนร่างแม่สามีพุ่งชนจนเสียหลัก ล้มหงายหลังก้นจ้ำเบ้าไปตามๆ กัน
เฉินชิงกวาดสายตาเย็นชาไปยังผู้ชายอีกคนที่ยังยืนอยู่ “นายก็เป็นลูกชายของคนนี้เหมือนกันสินะ?”
หวังต้าลี่ ซึ่งถือตัวว่าเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน เห็นแม่ น้องชาย น้องสะใภ้ และเมียตัวเองโดนซ้อมจนกองกับพื้น ก็ตะคอกใส่หน้า
“เธอเป็นผู้หญิง มาอาละวาดต่อยตีคนอื่นกลางวันแสกๆ แบบนี้ ไม่อายหรือไง!”
จังหวะเดียวกับที่หวังต้าลี่กำลังด่าเฉินชิง หวังต้าเฮยที่เพิ่งคลายจากอาการจุกก็ลุกพรวดขึ้นมา ความโกรธแค้นแล่นริ้วขึ้นมาจนหน้ามืด
ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยโดนใครหยามขนาดนี้มาก่อน เขาวิ่งโซเซเข้าไปในห้องพักครู คว้าท่อนไม้ที่วางอยู่แถวนั้นได้ แล้ววิ่งคำรามเข้าใส่เฉินชิง
เฮ่ออวี้เสียงที่จับตาดูอยู่ตลอด ตะโกนลั่น “น้าครับ ระวังข้างหลัง!”
สิ้นเสียงเตือนของหลานชาย เฉินชิงก็ย่อตัวหลบไม้ที่ฟาดลงมา พร้อมกับตวัดขาขวาเตะเสยเข้าที่ข้อพับเข่าของหวังต้าเฮยอย่างแม่นยำ
ผลัวะ!
หวังต้าเฮยร้องลั่นแล้วทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้น เฉินชิงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เธออัดส้นเท้าเข้าไปเต็มหน้าอกของเขาอย่างไม่ปรานี เสียงซี่โครงหักดัง ‘เป๊าะ’ ให้ได้ยินกันทั่ว
ภาพที่เกิดขึ้นทำเอาทุกคนในบริเวณนั้นขนลุกซู่
“โอ๊ยยย! ลูกฉัน!” แม่เฒ่าหวังนั่งแผละลงกับพื้น ร้องไห้ทุบอกชกตัว
ส่วนเด็กชายตัวต้นเรื่อง ที่ตอนแรกแค่โดนเสี่ยวอวี้ทุบไหล่เบาๆ ก็ร้องไห้โวยวายจะเป็นจะตายอยู่สองคาบเรียน พอเห็นพ่อตัวเองโดนซ้อมจริงจัง ก็รีบมุดเข้าไปซ่อนใต้โต๊ะทำงานครู ตัวสั่นงันงกเป็นลูกนกตกน้ำ
อาจารย์ใหญ่ที่เพิ่งวิ่งหน้าตาตื่นลงมาจากตึก รีบปรี่เข้ามาไกล่เกลี่ย “รองหัวหน้าเฉินครับ! ใจเย็นๆ ก่อนครับ เรามีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันนะ”
“ฉันก็ใจเย็นมากอยู่นี่ไงคะ” เฉินชิงก้มลงหยิบท่อนไม้ที่หลุดจากมือหวังต้าเฮยขึ้นมาถือไว้ แล้วชี้ตรงไปที่แม่เฒ่าหวัง สายตาของเธอคมกริบราวกับใบมีด “ด่าพอหรือยัง?”
อาจารย์ใหญ่พยายามจะเข้าไปยึดท่อนไม้ในมือเธอ แต่ก็ไม่กล้าพอ
ในตอนนั้นเอง หวังต้าลี่ก็เริ่มประมวลผลได้
สวย... ดุมาก... รองหัวหน้าเฉิน...
คำตอบสุดท้ายที่โผล่ขึ้นมาในหัวคือ ——เฉินชิง!!! ผู้หญิงคนนี้คือเฉินชิง!!!
ความตั้งใจที่จะเข้าไปลุยแต่แรกลดฮวบลงทันที เหลือเพียงความหวาดกลัวที่แล่นเข้ามาแทนที่
แต่แม่เฒ่าหวังผู้ไม่กลัวตายกำลังลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ตั้งท่าจะพุ่งเข้าไปตบตีแก้แค้นให้ลูกชาย
หวังต้าลี่รีบคว้าแขนแม่ไว้แน่น “แม่! ผู้หญิงคนนี้เขาเป็นผู้นำนะ!”
“ผู้นำบ้าบออะไร! สวยขนาดนี้ ไม่รู้ไปนอนกับใครจนได้ดิบได้ดีมาล่ะสิ!”
“เขาคือเฉินชิง!!!” หวังต้าลี่ตะโกนลั่น
“เฉินชิง?”
นัยน์ตาของแม่เฒ่าหวังเบิกกว้างด้วยความตกใจ
เธออาจจะไม่รู้จักหน้าเฉินชิง แต่กิตติศัพท์น่ะเคยได้ยินมาหนาหู ทั้งเรื่องที่กล้าตบผู้จัดการเสิ่น ทั้งเรื่องที่บุกไปถึงคณะกรรมการปฏิวัติแล้วอัดเจ้าหน้าที่ที่นั่นจนต้องหามส่งโรงพยาบาล
แล้วอีแก่หนังเหี่ยวอย่างเธอ จะไปเหลืออะไรให้ยัยนี่ขย้ำ
“ทะ... ทำไงดีล่ะทีนี้?” แม่เฒ่าหวังเสียงสั่น
ในที่สุด คุณครูหลินก็หาจังหวะแทรกตัวเข้ามาได้ “ผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายครับ ผมว่า... เรามาคุยปัญหาของเด็กๆ กันอย่าง ‘ใจเย็นๆ ค่อยๆ คุย’ กันดีกว่านะครับ”
หวังต้าเฮยที่นอนแผ่เป็นหมาตายอยู่บนพื้น พอได้ยินสี่คำว่า ‘ใจเย็นๆ ค่อยๆ คุย’ เท่านั้นแหละ น้ำตาก็ไหลพรากออกมาไม่หยุด
ทำไมพวกแกไม่ ‘ใจเย็นๆ ค่อยๆ คุย’ กันตั้งแต่แรกล่ะโว้ยยย!
[จบบท]