บทที่ 335: เถียนเมิ่งหย่าแต่งงาน
เฉินชิงลองนับเงินเก็บของบ้านดูแล้ว ปรากฏว่ามันไม่ได้เพิ่มขึ้นจากตอนที่เฮ่อหย่วนให้ไว้สักเท่าไหร่ เหตุผลหลักๆ ก็เพราะค่าใช้จ่ายในบ้านช่วงนี้มันเยอะจริงๆ เธอนับไปนับมาได้ทั้งหมด 3,127 หยวน เฉินชิงจึงดึงเงินออกมา 927 หยวนแล้วยื่นให้เฮ่อหย่วน
“นี่ 900 หยวนสำหรับคืนเงิน ส่วนที่เหลือฉันให้เป็นค่าขนมของคุณ”
เฮ่อหย่วนมองเงินส่วนที่เกินมาด้วยความแปลกใจ “ให้ผมเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
“คุณไปยืมเงินคนอื่นเขามาตั้งเยอะแยะ ตอนเอาไปคืนก็ควรจะซื้อของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ติดไม้ติดมือไปขอบคุณเขาด้วย” เฉินชิงเตือนสติเขา
เฮ่อหย่วนถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้ง มิน่าล่ะ เธอถึงได้ให้เงินเขามาเกินตั้ง 20 กว่าหยวน
หลังจากนั้น เฉินชิงก็เริ่มลงมือจัดเก็บข้าวของที่เฮ่อหย่วนนำกลับมาเข้าที่เข้าทาง โดยเฉพาะโสมร้อยปี นี่มันของล้ำค่า เธอต้องซ่อนมันไว้อย่างมิดชิดที่สุด
เฉินชิงไม่ลืมที่จะบอกที่ซ่อนโสมล้ำค่านี้ให้เฮ่อหย่วนรู้ไว้ด้วย เผื่อในอนาคตมีเหตุจำเป็นที่เขาต้องใช้กะทันหันแล้วจะหาไม่เจอ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เฉินชิงก็เตรียมตัวจะเข้านอน แม้ว่าช่วงนี้ตารางงานของเธอจะไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรเป็นพิเศษ แต่แค่การต้องตื่นไปเข้าเรียนทุกวันมันก็บั่นทอนพลังชีวิตเธอจนแทบแย่เหมือนกัน
“ดึกมากแล้ว คุณกลับไปพักผ่อนเถอะ ฉันเองก็จะไปล้างหน้าล้างตานอนแล้วเหมือนกัน”
“งั้นผมกลับแล้วนะ” เฮ่อหย่วนรับคำ แต่ตัวเขากลับยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ขยับไปไหน จนต้องพูดซ้ำอีกรอบ
“ผมกลับแล้วนะ”
เฉินชิงเห็นท่าทางของเขาแล้วก็อดขำไม่ได้ “ทำไมเหรอ?”
“ช่วงที่ผมไปทำงานที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผมคิดถึงคุณมากเลย” เฮ่อหย่วนสารภาพความในใจ
เฉินชิงรู้สึกเหมือนมีน้ำผึ้งมาชโลมอยู่ในอก เธอขยับเข้าไปหาเขาใกล้ๆ ก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้นจุมพิตที่ริมฝีปากเขาแผ่วเบา “แบบนี้พอใจหรือยัง?”
เฮ่อหย่วนยังไม่พอใจ เขารวบเอวของเธอไว้ แล้วประทับจูบให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จนกระทั่งเขาเป็นฝ่ายหยุดเอง
เฉินชิงเองก็โดนจูบจนมึนงงไปหมด พอได้สติ เธอก็มองสบตาคนตรงหน้าที่นัยน์ตามืดลึก แถมยังหายใจหอบถี่ “คุณ... ยังโอเคไหม?”
“ยังโอเคครับ…”
เฮ่อหย่วนกระชับกอดเธอให้แน่นขึ้นอีก
เขาล่ะอยากให้ถึงวันที่พวกเขาได้แต่งงานกันเร็วๆ จริงๆ
ตอนที่คลายอ้อมแขนออกจากร่างนุ่ม เฮ่อหย่วนก็จ้องมองเธอเขม็งอีกครั้ง สายตาของเขาเริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนน่ากลัว เขากลัวว่าถ้ายังอยู่อีก ตัวเองอาจจะเผลอทำอะไรที่มันเกินเลยกว่านี้ เขาจึงต้องรีบพูด “ผมกลับก่อนนะ”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ประจวบเหมาะกับที่คืนนี้เขายังไม่ได้ต้มน้ำร้อนเตรียมไว้ เลยได้อาบน้ำเย็นพอดี
หลังจากอาบน้ำเย็นจัดจนร่างกายที่ร้อนผ่าวสงบลง เฮ่อหย่วนก็หยิบจดหมายที่เฉินชิงรวบรวมมาให้ขึ้นมาเปิดอ่าน
เนื้อหาส่วนใหญ่ในจดหมายล้วนเป็นเรื่องราวชีวิตประจำวันจิปาถะทั่วไป มันเป็นประโยคบอกเล่าแสนธรรมดา แต่กลับทำให้มุมปากของชายหนุ่มที่กำลังอ่านยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
จดหมายของเสี่ยวอวี้นั้นเขียนด้วยพินอินทั้งหมด
เฮ่อหย่วนอ่านไปก็ขำไป เขาหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาเขียนตอบกลับหลานสาวเป็นพินอินเช่นกัน โดยไล่ตอบคำถามของเธอไปทีละข้อ
ฉบับสุดท้ายเป็นของเฮ่ออวี้เสียง
เนื้อหากระชับ ชัดเจน และได้ใจความที่สุด
เพราะมันมีแต่เรื่องฟ้องล้วนๆ!
เจ้าหลานชายตัวดีเขียนมาฟ้องว่า น้าของเขาไปทำงานสาย แถมยังชอบซื้อขนมมากองตุนไว้เต็มบ้าน ไม่พอแค่นั้น ยังไปจับมือร่วมทีมกับเสี่ยวอวี้ แอบขโมยกุญแจตู้กับข้าวของเขาเพื่อไปจกของกินอีกต่างหาก!
พฤติกรรมนี้ช่างร้ายกาจ สมควรถูกประณามอย่างยิ่ง
เฮ่อหย่วนอ่านแล้วก็อดขำไม่ได้ เขาเก็บจดหมายทุกฉบับใส่ซองคืนอย่างทะนุถนอม
เช้าวันต่อมา เฮ่อหย่วนก็ยื่นจดหมายที่เขาเขียนตอบกลับให้เสี่ยวอวี้
เด็กหญิงดีใจรีบรับไป แล้ววิ่งเอาไปอวดพี่ชายกับคุณน้าทันที
อันที่จริง เมื่อคืนเฉินชิงก็คิดอยู่เหมือนกันว่าน่าจะลองเปรยๆ ให้เฮ่อหย่วนเขียนตอบหลานสาวหน่อยก็ดี เพราะเห็นเสี่ยวอวี้ตั้งอกตั้งใจเขียนจดหมายนั่นอยู่นานสองนาน แต่เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะเขียนตอบกลับมาจริงๆ
เธอชะโงกหน้าเข้าไปอ่านจดหมายพินอินนั้นอย่างสนอกสนใจ
เนื้อหาในจดหมายที่บอกเล่าชีวิตประจำวันของเขาที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้แววตาของเฉินชิงอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แล้วส่งสายตาเป็นเชิงบอกว่า ‘ทำได้ดีมากค่ะ’
เฮ่อหย่วนยกมุมปากเป็นรอยยิ้ม
แสงแดดยามเช้าวันนี้ไม่เจิดจ้าจนเกินไป
มันสาดส่องเข้ามาในห้อง กระทบเข้ากับนัยน์ตาสีดำสนิทของชายหนุ่ม ทำให้รอยยิ้มที่กำลังผลิบานในดวงตาคู่นั้นดูชัดเจนยิ่งขึ้น
เฮ่ออวี้เสียง ซึ่งทำหน้าที่เป็นจอมทำลายบรรยากาศประจำบ้านได้ดีเสมอต้นเสมอปลาย รีบเอ่ยปากเร่งทุกคน “เร็วเข้าครับ รีบทานได้แล้ว!”
มื้อเช้าวันนี้เป็นบะหมี่ไข่ใส่ผักฝีมืออาเส้นบะหมี่ที่เขาลวกมานั้นเหนียวนุ่มและลื่นคอเป็นพิเศษ ทำให้ทุกคนในครอบครัวกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
พอกินมื้อเช้าเสร็จ ต่างคนก็ต่างแยกย้าย คนที่ต้องไปทำงานก็มุ่งหน้าไปโรงงาน ส่วนคนที่ต้องไปโรงเรียนก็เดินไปโรงเรียน
ทันทีที่เฮ่อหย่วนก้าวเท้าเข้าโรงงานเครื่องจักร เขาก็ถูกตามตัวไปรับมอบหมายงานกองโตทันที ไม่มีการพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบให้เสียเวลา ทุกคนกลับเข้าสู่โหมดการทำงานอย่างเต็มกำลัง
ผู้จัดการเสิ่นเองก็กำลังยุ่งจนหัวแทบปั่น เขาต้องวิ่งเต้นติดต่อหาเส้นสายไปทั่ว เพื่อสอบถามรายชื่อของคนที่จะเข้าร่วมงานมหรกรรมการค้ากวางเจาในครั้งนี้
พอได้ข้อมูลมา เขาก็รีบส่งต่อให้เฮ่อหย่วนทันที โดยหวังว่าเฮ่อหย่วนจะสามารถเตรียมข้อมูลและแผนงานไปนำเสนอได้ถูกอกถูกใจคนเหล่านั้น
เฮ่อหย่วนต้องกลับมาปรับแก้แผนงานทั้งหมดอีกครั้งตามข้อมูลที่เพิ่งได้มาใหม่
เขายุ่งมากจนแทบไม่มีเวลากระดิกตัวไปไหน
เฉินชิงเห็นแบบนั้นเลยต้องพับเก็บความคิดที่จะชวนเขาไปร่วมงานแต่งงานของเถียนเมิ่งหย่าไปโดยปริยาย
งานแต่งของเถียนเมิ่งหย่าจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่อากาศดีและแจ่มใส เหมาะจะเป็นวันมงคลอย่างยิ่ง เฉินชิงเลยจูงมือเฮ่ออวี้เสียงกับเสี่ยวอวี้ไปที่บ้านของเถียนเมิ่งหย่าตั้งแต่เช้าตรู่
เธอรับอาสาเป็นช่างแต่งหน้าจำเป็นให้กับเจ้าสาว
ส่วนเฮ่ออวี้เสียงกับเสี่ยวอวี้ก็ไปช่วยผู้ใหญ่บ้านนั้นยกโต๊ะยกเก้าอี้ จัดเตรียมสถานที่
เถียนเมิ่งหย่าสัมผัสได้ถึงพู่กันและเครื่องสำอางสารพัดอย่างที่เฉินชิงกำลังบรรจงปัดป้ายไปมาบนใบหน้าเธอ สองมือของเธอที่วางอยู่บนหน้าตักนั้นกำเข้าหากันแน่น
เธอไม่กล้าแม้แต่จะขยับศีรษะ
ตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสะกดให้นิ่งไว้
เฉินชิงพยายามจับหน้าเธอหันเล็กน้อย แต่ผ่านไปสามนาที องศาการนั่งของเถียนเมิ่งหย่าก็ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
“เธออย่าเกร็งสิ เชื่อฝีมือฉันหน่อยน่า”
“ฉันเชื่อรสนิยมการตัดเย็บเสื้อผ้าของเธอนะ แต่ฉันไม่เคยเห็นเธอแต่งหน้าให้ใครเลยนี่!”
เถียนเมิ่งหย่าพูดทั้งๆ ที่ยังนั่งตัวแข็งทื่อ
เธอกลัวเหลือเกินว่าถ้าเผลอขยับหรือแสดงสีหน้าอะไรออกไป แล้วมือของเฉินชิงสั่นจนเขียนคิ้วเธอพังล่ะจะทำยังไง
เฉินชิงคิดตามแล้วก็ว่าจริง “นั่นสินะ”
แต่ที่ผ่านมามันเป็นเพราะเธอไม่ค่อยมีเครื่องสำอางให้ฝึกมือไม่ใช่หรือไง? “นี่ เครื่องสำอางทั้งหมดของเธอเนี่ย พอถึงตอนที่ฉันต้องไปงานมหรกรรมการค้ากวางเจา ขอยืมใช้หน่อยได้ไหม?”
“โอ๊ย เอาไปให้หมดเลย”
เถียนเมิ่งหย่าตอบอย่างใจป้ำ
ชีวิตนี้ถ้าไม่นับวันแต่งงาน เธอก็ไม่คิดจะใช้เครื่องสำอางพวกนี้อีกแล้ว เก็บไว้ก็มีแต่จะเสียของเปล่าๆ
เฉินชิงยิ้มกริ่ม “ขอบคุณมากนะ สหายเถียนเมิ่งหย่า”
เถียนเมิ่งหย่าอยากจะกลอกตามองบนใส่เพื่อนจริงๆ! มาเกรงอกเกรงใจอะไรกันตอนนี้! การแต่งหน้าในวันนี้ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงเต็ม และทันทีที่เถียนเมิ่งหย่าได้เห็นใบหน้าตัวเองในกระจก เธอก็ถึงกับเขวี้ยงกระจกในมือทิ้งอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“เฉินชิง! นี่เธอร่ายมนตร์อะไรใส่ฉันหรือเปล่า?”
“เฮ้อ แย่จัง สุดท้ายตัวตนที่แท้จริงในฐานะนางฟ้าของฉันก็เก็บไว้ไม่อยู่จนได้สินะ?” เฉินชิงแกล้งทำเป็นกุมขมับ แล้วถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย
เถียนเมิ่งหย่าเห็นแล้วหมั่นไส้จนกำหมัดแน่น
เธอก้มลงหยิบกระจกขึ้นมาส่องดูอีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์
เถียนเมิ่งหย่าค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ แผงขนตาที่ถูกดัดจนงอนงามสั่นไหวเล็กน้อย
เมื่อภาพในกระจกสะท้อนเข้าสู่ดวงตา ลมหายใจของเธอก็แทบจะหยุดหายใจไปในจังหวะนั้น
ผู้หญิงที่อยู่ในกระจกมีผิวพรรณเนียนละเอียดราวกับน้ำนมบริสุทธิ์ สองพวงแก้มมีสีชมพูระเรื่อจางๆ ราวกับถูกย้อมด้วยสีของดอกท้อที่ผลิบานในเดือนสามอย่างไรอย่างนั้น
หางตาที่ถูกตวัดเส้นให้เฉียงขึ้นเล็กน้อย ทำให้ดวงตาของเธอที่ปกติมักจะดูตกและเศร้า กลับดูมีชีวิตชีวาและสดใสขึ้นมา
สีแดงก่ำบนริมฝีปากก็ไม่ฉูดฉาดหรือจืดชืดจนเกินงาม มันกลับขับเน้นให้ผิวของเธอยิ่งดูขาวผ่องสว่างไสวดุจหิมะ
“นี่... นี่คือฉันจริงๆ เหรอ?”
เสียงของเถียนเมิ่งหย่าเบาหวิวจนแทบจะไม่ได้ยิน
คนในกระจกก็กะพริบตาตามจังหวะของเธอ สายตาที่มองตอบกลับมานั้น ทั้งคุ้นเคยแต่ก็ทั้งแปลกตาในเวลาเดียวกัน
เถียนเมิ่งหย่าเผลอยืดแผ่นหลังจนตรงโดยไม่รู้ตัว และเจ้าสาวในกระจกก็เชิดหน้าขึ้นตามองศาของเธอ
แสงแดดอ่อนๆ ส่องเฉียงผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง อาบร่างของเธอไว้ด้วยประกายสีทองอ่อนละมุน ดอกไม้เล็กๆ ที่ประดับอยู่บนเรือนผมส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสง
เธอเพิ่งสังเกตเห็นว่า โหนกแก้มที่เคยยื่นออกมาจนทำให้หน้าดูตอบและซูบซีด กลับกลายเป็นส่วนที่ขับเน้นโครงหน้าให้ดูสง่างามขึ้นมาเสียอย่างนั้น
คางที่เคยดูตอบแหลมก็ไม่ได้ทำให้น่าเกลียดอีกต่อไป แต่มันกลับมอบความงามที่ดูบริสุทธิ์และหาได้ยากให้กับเธอ
แม่ของเถียนเมิ่งหย่าที่ยืนดูอยู่ในห้องมาตั้งแต่ต้นถึงกับมองลูกสาวตัวเองตาค้าง เฉินชิงไม่ได้เปลี่ยนแปลงใบหน้าของเสี่ยวหย่าไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เธอยังคงเป็นคนเดิม
เพียงแค่เฉินชิงเก่งกาจในการดึงเอาจุดเด่นที่สุดของลูกสาวเธอออกมา ภาพที่เห็นมันงดงามจนคนเป็นแม่ต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่คลออยู่ขอบตาเบาๆ
รองผู้จัดการโรงงานเถียนตะโกนมาจากด้านนอก “ฉงผิง เขามาถึงแล้วนะ รีบออกมาได้แล้ว”
เถียนเมิ่งหย่าเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงเรียกของพ่อ เธอยังคงจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกอย่างหลงใหล ราวกับกำลังดื่มด่ำกับความงดงามที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
“เฉินชิง ฉันว่าฉันดูดีเกินไปแล้วจริงๆ นะ?”
“เธอก็ดูดีแบบนี้มาตั้งนานแล้วต่างหาก” เฉินชิงยิ้มให้ แล้วเตือนสติเพื่อน
“เธอต้องออกไปข้างนอกเพื่อกล่าวคำสาบานแล้วนะ”
เถียนเมิ่งหย่าสูดหายใจเข้าลึกๆ เธอจ้องมองตัวเองในกระจกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะวางมันลงอย่างอาลัยอาวรณ์
มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่สดใสและเปี่ยมสุขอย่างช้าๆ ก่อนที่เธอจะก้าวเดินออกไปจากห้องอย่างมั่นคงและสง่างาม
เธอเชื่อมั่นเหลือเกินว่า เมื่อได้ฝีมือการแต่งหน้าระดับเทพของเฉินชิงมาช่วยเสริมขนาดนี้ วันนี้เธอจะต้องเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในงานอย่างแน่นอน
[จบบท]