บทที่ 338: แท่นจัดแสดงเสื้อผ้า
ท่ามกลางภารกิจวุ่นวาย เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงวันที่ 4 เดือนเมษายน ซึ่งตรงกับวันเชงเม้ง
ในยุคนี้เรื่องไสยศาสตร์ความเชื่องมงายเป็นสิ่งต้องห้าม ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองจึงไม่มีใครกล้าออกไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วอย่างเปิดเผย
ตั้งแต่เช้า เฮ่อหย่วน เฮ่ออวี้เสียง และเสี่ยวอวี้ต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก บรรยากาศในบ้านอบอวลไปด้วยความหม่นหมอง
เฉินชิงในชาติก่อนอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด สำหรับเธอ วันเชงเม้งก็เป็นเพียงวันที่ได้ค่าจ้างเพิ่มเป็น 3 เท่า เธอเลยไม่ได้รู้สึกอินตามไปด้วย แต่พอเห็นสภาพของทั้ง 3 คนที่ดูเหมือนพร้อมจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ เฉินชิงก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากชวน
“พวกเราไปเผากระดาษเงินกระดาษทองให้พวกเขากันเถอะค่ะ”
เฮ่อหย่วนกับเฮ่ออวี้เสียงพยักหน้ารับ ทั้งคู่ต่างแยกย้ายไปหยิบของที่เตรียมไว้สำหรับเผาให้ญาติออกมา เฉินชิงถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย พวกเขาเก็บงำเรื่องนี้ไว้มิดชิดน่าดู
แน่นอนว่าพวกเขาไม่กล้าเผากันตอนกลางวันแสก ๆ แต่รอจนถึง 5 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่ทุกอย่างเงียบสงัดไร้ผู้คน
ทั้ง 4 คนก็แอบไปรวมตัวกันที่สวนหลังบ้านเพื่อเผากระดาษเงินให้ญาติผู้ล่วงลับ เฮ่อหย่วนถึงกับหาเวลาว่างเพียงน้อยนิดจากตารางงานที่ยุ่งเหยิงไปแกะสลักป้ายชื่อไม้มาด้วย
แผ่นไม้ที่ใช้แม้จะดูธรรมดาไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร แต่ชื่อที่สลักอยู่บนนั้นกลับถูกบรรจงสร้างขึ้นทีละขีดทีละขีดด้วยความตั้งใจ
เฉินชิงมองป้ายไม้เหล่านั้นแล้วรู้สึกหัวใจหนักอึ้ง ขณะที่ทั้ง 3 คนกำลังส่งความคิดถึงและไว้อาลัยให้ญาติของตัวเอง เธอก็ถือโอกาสนี้เผาเงินกระดาษให้กับเจ้าของร่างเดิมที่เธอมาอาศัยอยู่ด้วย
ระหว่างที่เผาไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ น้ำตาของเสี่ยวอวี้ก็ร่วงเผาะ ๆ “หนูเกือบจะลืมหน้าคุณพ่อกับคุณแม่ แล้วก็ตุณตา คุณยายหมดแล้ว” เด็กหญิงสะอื้น
เธอเคยรับปากแม่ไว้ว่าจะจดจำท่านให้ได้ตลอดไป แต่สมองเจ้ากรรมกลับไม่ยอมทำตาม ทั้งที่เธอก็หมั่นหยิบรูปถ่ายของแม่ขึ้นมาดูบ่อย ๆ แต่ภาพความทรงจำเกี่ยวกับแม่ในหัวกลับยิ่งเลือนรางลงทุกที เสี่ยวอวี้ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจจนตัวสั่นโยน
เฮ่ออวี้เสียงอาศัยจังหวะที่ควันไฟพวยพุ่งหนาทึบแอบยกมือขึ้นปาดน้ำตาเงียบ ๆ เขาตั้งสติแล้วเผากระดาษเงินให้ครอบครัวต่อ หวังเพียงให้พวกเขาที่อยู่อีกภพมีความเป็นอยู่ที่ดี
เฉินชิงเองก็ช่วยเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันของเสี่ยวอวี้กับเฮ่ออวี้เสียงให้ดวงวิญญาณของพวกเขาฟัง พร้อมกับให้คำมั่นอย่างจริงจัง “ฉันจะดูแลเด็ก ๆ ทั้งสองคนอย่างดีที่สุดค่ะ”
เฮ่อหย่วนยังคงนิ่งเงียบ เขาทำเพียงแค่เติมกระดาษเงินลงในกองไฟอย่างเหม่อลอย
ค่ำคืนนั้นไม่ได้มีแค่สวนเล็ก ๆ ของบ้านพวกเขาที่แอบเผากระดาษเงินกันอย่างระมัดระวัง แต่ผู้คนอีกมากมายที่คิดถึงญาติก็กำลังพยายามทำทุกทางเพื่อให้ 'พวกเขา' ที่อยู่อีกโลกมีชีวิตที่ดีขึ้นเช่นกัน
หากไม่สามารถไปไหว้บรรพบุรุษอย่างเปิดเผยได้ ก็ทำได้แค่แอบทำกันในบ้าน ใช้ถ้วยเคลือบเก่า ๆ ใส่ขี้เถ้าจนเต็ม แล้วปักธูป 3 ดอก พร่ำเอ่ยชื่อของญาติที่จากไป
หวังให้พวกเขาเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านได้ถูก อย่าได้ร่อนเร่ไปไหนคนเดียว ต้องทนมองคนอื่นเขามีบ้านให้กลับอย่างน่าอิจฉา
เสียงร้องไห้ที่พยายามกลั้นไว้ดังเล็ดลอดออกมาจากบ้านหลายหลัง หยางอี้เหอดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอไม่รู้เลยว่าแม่ของเธอจะเป็นอย่างไรบ้าง จะคิดถึงเธอบ้างไหม แต่ลึก ๆ เธอก็หวังเพียงให้แม่มีความสุขสบายดี
เช้าวันต่อมา หลายคนมีขอบตาแดงก่ำ แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากทักทายหรือซักไซ้เรื่องนี้กัน ตอนที่เฮ่ออวี้เสียงจูงมือเสี่ยวอวี้ไปโรงเรียน ดวงตาของน้องสาวบวมเป่งจนน่าสงสาร เขาทำได้เพียงลูบหลังปลอบใจเธอเบา ๆ
เมื่อมาถึงโรงเรียน คุณครูหลินก็แจ้งข่าวให้ทราบ “ครอบครัวของหวังเย่าจู่ถูกส่งตัวไปเป่ยต้าฮวงแล้วนะ”
เฮ่ออวี้เสียงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลบชื่อคนออกจากบัญชีดำในใจไปอีกหนึ่งรายชื่อเงียบ ๆ
คุณครูหลินสังเกตเห็นว่าเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ดูเศร้าซึมอะไรนัก เขาก็พอจะวางใจได้บ้าง
วันนี้เขาเลยตัดสินใจไม่สอนเนื้อหาในบทเรียน แต่พาเด็ก ๆ ทุกคนออกไปวิ่งเล่น 'เหล่าอิงจัวเสี่ยวจี' หรือเกมอินทรีกินลูกเจี๊ยบที่ลานหน้าอาคารเรียนแทน โดยมีหัวหน้าห้องรับบทเป็นแม่ไก่ ส่วนเสี่ยวอวี้กับเหมาเหมาเป็นนกอินทรี
พอได้เริ่มเล่นเกม เสี่ยวอวี้ก็ค่อยมีเรี่ยวแรงขึ้นมาหน่อย เธอวิ่งไล่ตามเพื่อน ๆ ที่ต่อแถวเป็นลูกเจี๊ยบอย่างสนุกสนาน เธอกับเหมาเหมาทำงานเข้าขากันดี จับลูกเจี๊ยบได้ทีละคนสองคนจนพากันหัวเราะเอิ๊กอ๊าก
ส่วนเฮ่ออวี้เสียงที่อยู่เกือบท้ายแถวก็หัวเสียไม่น้อย กว่าเขาจะได้ขยับขึ้นมาอยู่แถวหน้าจนพอจะตั้งรับการโจมตีของนกอินทรีได้ จำนวนลูกเจี๊ยบก็เหลือน้อยเต็มที
ตลอดคาบเรียนนั้นเด็ก ๆ ได้วิ่งเล่นกันจนเหงื่อซ่ก ทั้งเล่นอินทรีกินลูกเจี๊ยบ สลับกับเล่น 'ติวโส่วเจวี้ยน' หรือมอญซ่อนผ้า เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วบริเวณ
***
อีกด้านหนึ่ง หลังจากเฉินชิงเตรียมข้าวของทุกอย่างเรียบร้อย เธอก็เริ่มลงมือจัดแท่นจัดแสดงสินค้าของโรงงานเสื้อผ้า
พื้นที่จัดแสดงที่ได้มานั้นไม่ใหญ่มาก เฉินชิงกันพื้นที่ส่วนหนึ่งทำเป็นห้องลองเสื้อ 1 ห้อง ส่วนบริเวณทางเข้าก็ตั้งหุ่นโชว์เสื้อผ้าเด่นตระหง่าน รอบ ๆ แท่นประดับประดาด้วยอุปกรณ์ประกอบฉากที่เธอเตรียมมาเป็นพิเศษ
แท่นจัดแสดงที่เฉินชิงออกแบบนั้นเน้นความเรียบง่าย ใช้เส้นสายที่สะอาดตา และเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติเป็นหลัก สอดแทรกองค์ประกอบแบบจีนร่วมสมัยที่ดูเรียบหรู
ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการตกแต่งแบบดั้งเดิมที่เน้นสีแดงสดกับสีเขียวอื๋ออย่างที่บูธอื่น ๆ ในมุมอับเดียวกันนี้ชอบใช้ มันทำให้แท่นจัดแสดงของโรงงานเสื้อผ้าดูเหมือนพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะมากกว่า
โทนสีหลักที่เธอเลือกใช้คือสีขาวนวล สีครามเข้ม และสีไม้ธรรมชาติ เพื่อขับเน้นความโดดเด่นของเสื้อเชิ้ตผ้าลินิน
เฉินชิงได้ออกแบบม่านพื้นหลังโดยใช้ผ้าลินินและผ้าฝ้ายเนื้อดี ปล่อยให้ผ้าทิ้งตัวลงมาอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดูนุ่มนวลและผ่อนคลาย
ขณะเดียวกัน ภายในแท่นจัดแสดง เธอยังจัดมุมแสดงย่อยและตัวอย่างผ้าไว้ด้วย ในส่วนจัดแสดงย่อย จะเป็นการโชว์รายละเอียดเฉพาะจุดของเสื้อผ้าที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ เช่น กระดุมจีนที่ถักอย่างประณีต ลายทอที่ซ่อนอยู่ในเนื้อผ้า หรือเทคนิคการเดินเส้นกุ๊นริมผ้า
โดยมีแว่นขยายวางไว้ให้ส่องดูรายละเอียด พร้อมการ์ดที่เขียนอธิบายด้วยลายมือ ส่วนมุมตัวอย่างผ้า เธอนำชิ้นผ้าขนาดเล็ก ทั้งผ้าลินิน ผ้าฝ้ายผสมไหม และผ้าพิมพ์ลายย้อมคราม มาวางเรียงให้ลูกค้าได้ลองสัมผัสเนื้อผ้าจริง ๆ
และเพื่อสร้างบรรยากาศโดยรวมให้สมบูรณ์แบบ โคมไฟทั้งหมดที่ใช้ภายในแท่นจึงเป็นโคมไฟกระดาษที่ให้แสงนวลตา
หลังจากที่ทั้ง 3 คนช่วยกันจัดทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อย เถียนเมิ่งหย่าก็อุทานออกมา “โห ดูดีมีระดับจังเลย!” ทาเลียก็พยักหน้าเห็นด้วย
“จริงด้วย เหมือนสถานที่ที่เอาไว้ขายของแพง ๆ เลย”
แม้ว่าบูธของพวกเธอจะไม่ได้ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา แต่กลับมีรสนิยมที่โดดเด่นในตัวเอง ทำให้ทุกคนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองและรู้สึกว่าที่นี่คือสถานที่ที่ดี
ผู้ประกอบการจากโรงงานอื่นที่อยู่ในโถงจัดแสดงเดียวกัน เมื่อเห็นแท่นจัดแสดงของเฉินชิงก็ถึงกับต้องหยุดยืนดูเพื่อศึกษาเป็นแนวทาง
“แท่นจัดแสดงของโรงงานเสื้อผ้าพวกคุณดูพิเศษจังเลยนะ”
“นั่นสิ ดูนั่นสิ เขามีหุ่นปลอมด้วยนะ สวมเสื้อผ้าแถมยังใส่วิกผมอีก ดูดีมากเลย”
“เสื้อผ้าพวกนี้คงจะแพงมากแน่ ๆ เลยใช่ไหม?”
พอได้ยินคนพูดว่า 'แพง' เป้าหมายของเฉินชิงก็ถือว่าสำเร็จ เธอกำลังตั้งใจจะขายสินค้าที่ออกแบบเองในราคาสูง ดังนั้นภาพลักษณ์ของบูธจะต้องไม่ดูธรรมดาหรือวุ่นวายเด็ดขาด
ต้องทำให้ทุกคนสัมผัสได้ว่าที่นี่ขายแต่ของราคาสูงเท่านั้น! ไม่อย่างนั้นเธอจะกล้าตั้งราคาสูงลิ่วได้อย่างไร?
ภายในมหรกรรมการค้ากวางเจามีนักข่าวจากหลายสำนักมาประจำการอยู่ เมื่อนักข่าวสาวคนหนึ่งได้ยินผู้คนพูดถึง 'แท่นจัดแสดงระดับสูง' ที่ตั้งอยู่ในมุมอับ เธอก็เลยลองเดินไปดูบ้าง และเพียงแวบแรกที่เห็น เธอก็รีบยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้
สวยมาก!
สหายนักข่าวคนนั้นถ่ายรูปจนพอใจแล้วจึงเดินเข้ามาทักทาย “สวัสดีค่ะ สหาย ขอรบกวนถามหน่อยนะคะว่าใครเป็นคนจัดแท่นแสดงนี้เหรอคะ?”
ทาเลียกับเถียนเมิ่งหย่ารีบชี้ไปที่เฉินชิงพร้อมกัน
เฉินชิงจึงเป็นฝ่ายตอบ “พวกเรา 3 คนช่วยกันทำค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคือ...”
“อ๋อ ฉันชื่อหวังเล่อตัน เป็นนักข่าวจากหนังสือพิมพ์เหรินหมินรึเป้าค่ะ รับผิดชอบทำข่าวเกี่ยวกับมหรกรรมการค้ากวางเจาโดยเฉพาะเลย”
เด็กสาวหน้ากลมที่มัดผมหางม้าต่ำ ๆ แนะนำตัวพร้อมรอยยิ้ม เฉินชิงยื่นมือไปทักทาย “สวัสดีค่ะ สหายนักข่าว”
หวังเล่อตันจับมือเธอเขย่าเบา ๆ “สวัสดีค่ะ สหาย คุณสวยจังเลยนะคะ เสื้อผ้าที่จัดแสดงก็สวยมาก ๆ ด้วย”
“ขอบคุณค่ะ”
“เสื้อผ้าพวกนี้ต้องแพงมากแน่ ๆ เลยใช่ไหมคะ?” หวังเล่อตันถามต่อ เพราะเธอสังเกตว่าชุดที่หุ่นสวมใส่อยู่นั้นดูมีราคามาก
เฉินชิงยิ้มบาง ๆ “เรื่องราคายังขอเก็บเป็นความลับไว้ก่อนนะคะ แต่ถ้าคุณสนใจอยากลองสวมดู ก็ลองได้นะคะ”
“โอ้ ไม่ ไม่เป็นไรค่ะ...” หวังเล่อตันรีบโบกมือปฏิเสธ เธอถึงกับถอยหลังไป 1 ก้าว เธอกลัวว่าจะเผลอทำเสื้อผ้าตัวอย่างเสียหาย แล้วจะทำให้พวกเธอค้าขายไม่ได้
หวังเล่อตันจึงเปลี่ยนเรื่อง “งั้น... ฉันขออนุญาตถ่ายรูปการจัดแสดงภายในแท่นของคุณแบบละเอียดหน่อยได้ไหมคะ?”
“ได้เลยค่ะ เชิญตามสบายเลย” เฉินชิงผายมือเชื้อเชิญ
หวังเล่อตันมองการจัดวางและตกแต่งภายในอย่างละเอียด เธอนึกทึ่งอยู่ในใจไม่หยุด มือก็กดชัตเตอร์กล้องรัว ๆ ส่วนเถียนเมิ่งหย่ากับทาเลียที่ยืนมองอยู่ก็รู้สึกภาคภูมิใจไปด้วย
มหรกรรมการค้ากวางเจามีกำหนดเปิดงานในวันที่ 15 เมษายน และตอนนีก็เป็นวันที่ 13 แล้ว
ทุกโรงงานต่างก็จัดเตรียมแท่นแสดงของตัวเองจนเสร็จสมบูรณ์ พอได้เห็นแท่นจัดแสดงที่โดดเด่นของเฉินชิง คนจากโรงงานอื่น ๆ ก็พากันแวะเวียนมาดูด้วยความสนใจ โดยส่วนใหญ่มาด้วยความคิดที่จะเรียนรู้และชื่นชมในไอเดีย
แต่ทว่า... คนจากโรงงานเครื่องจักรกลับมองมาด้วยสายตาขุ่นเคืองปนน้อยใจ
เฉินชิงคือรองหัวหน้าคณะกรรมการโรงงานของพวกเขานะ! ดันมาทรยศองค์กรในช่วงเวลาสำคัญ แล้วหนีไปอยู่โรงงานเสื้อผ้า! แถมยังไปช่วยจัดบูธให้โรงงานอื่นซะดิบดีขนาดนี้อีก!
นี่มันน่าโมโหจริง ๆ!
[จบบท]