บทที่ 346: แผนกใหม่
เฉินชิงไม่ได้มีเจตนาจะขัดคำสั่งหัวหน้าหลิวตั้งแต่แรก ยิ่งเธอเพิ่งได้ข้อมูลวงในมาจากเถียนเมิ่งหย่าว่าช่วงนี้ภรรยาของหัวหน้าหลิวป่วยหนัก
เขาต้องคอยดูแลไม่ห่าง เหนื่อยทั้งกายทั้งใจจริงๆ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธอีกต่อไปจึงตอบตกลงรับงานนี้มา
เมื่อได้แผนกใหม่มาอยู่ในความดูแล เฉินชิงก็ไม่รอช้า เธอเดินตรงไปยังที่ทำการของแผนกประสานงานภายนอกทันที พอไปถึงก็เรียกหัวหน้าทีมของที่นั่นมาคุยที่โต๊ะทำงานของเธอ
หัวหน้าทีมคนดังกล่าวชื่อ หลี่อวี้ฮว๋า จากประวัติการทำงาน เธอเป็นคนจริงจัง ขยันขันแข็งมาก แต่โชคร้ายที่เธอเป็นหัวหน้าทีมประเภทที่ถูกลูกน้องในทีมข่มอยู่ตลอดเวลา
หลี่อวี้ฮว๋าเริ่มอธิบายแผนงานเชื่อมสัมพันธ์ที่ต้องเตรียมการให้เฉินชิงฟังคร่าวๆ
“หลักๆ แล้ว แผนกเราจะรับผิดชอบเรื่องการจัดเตรียมสถานที่ค่ะ แล้วก็ต้องยืนยันรายชื่อผู้เข้าร่วม”
“จากนั้นก็กำหนดกิจกรรมกีฬากระชับมิตรง่ายๆ สักสองสามอย่าง อย่างเช่น ชักเย่อ หรือวิ่งผลัด พอกิจกรรมเสร็จ ก็จะเป็นช่วงของงานเลี้ยงน้ำชา ซึ่ง... งานเลี้ยงน้ำชาของเรา โดยทั่วไปก็จะมีแค่เมล็ดแตงโมคั่วไว้ให้แทะเล่นค่ะ”
“แล้วงานนี้มีกำหนดเป้าหมายอะไรไหม อย่างเช่น ต้องพยายามจับคู่ให้สำเร็จกี่คู่ หรืออะไรทำนองนั้น” เฉินชิงซักต่อ
หลี่อวี้ฮว๋ารีบส่ายหน้า “เรื่องเป้าหมายเป็นหน้าที่ของทางสหพันธ์สตรีค่ะ เจ้าหน้าที่ของสหพันธ์สตรีเขาจะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ ส่วนใหญ่ก็คือไปช่วยฝ่ายหญิงสอบถามประวัติหรือภูมิหลังครอบครัวของฝ่ายชายมากกว่าค่ะ”
“อ้อ เข้าใจแล้ว”
เฉินชิงซักถามรายละเอียดอีกเล็กน้อยว่าในส่วนของสหพันธ์สตรีต้องเตรียมอะไรอีกบ้าง เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วน เธอก็มองหน้าหลี่อวี้ฮว๋าแล้วมอบหมายงานทันที “งั้นเรื่องทั้งหมดนี้ ฉันฝากคุณไปจัดการต่อนะคะ”
หลี่อวี้ฮว๋ามีสีหน้าประหม่าอย่างเห็นได้ชัด “คะ... ฉันคนเดียวเหรอคะ”
“อ้าว ก็ในแผนกของคุณยังมีพนักงานคนอื่นอีกตั้งหลายคนไม่ใช่เหรอ” เฉินชิงมองเธอนิ่ง
“เรียกพวกเขามาช่วยสิ ภารกิจนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนี่นา” เธอเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะอ้าปากปฏิเสธ จึงถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่กดดัน “หรือว่าคุณมีปัญหา”
ใบหน้าของหลี่อวี้ฮว๋าซีดเผือดลงทันควัน “มะ... ไม่มีค่ะ”
เธอจำต้องรับคำแล้วเดินคอตกกลับแผนกไป ท่าทางหดหู่สิ้นหวังนั่นทำให้เฉินชิงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังข่มเหงรังแกคนซื่ออยู่ไม่มีผิด
แต่ความจริงก็คือ แผนกประสานงานภายนอกแผนกนี้ขึ้นชื่อเรื่องความขี้เกียจสันหลังยาว งานหลายชิ้นที่ควรจะเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของแผนกนี้ สุดท้ายก็มักจะถูกโยนไปให้แผนกอื่นทำแทน เพียงเพราะคนกลุ่มนี้ไม่ยอมทำงาน
แน่นอนว่าหลี่อวี้ฮว๋าเองก็คงลำบากใจ เธออยู่ในสภาวะน้ำท่วมปาก ทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะลูกน้องในแผนกของเธอแต่ละคน ล้วนเป็นลูกท่านหลานเธอ มีเส้นสายใหญ่โตทั้งนั้น
หลังจากรับคำสั่งไป หลี่อวี้ฮว๋าก็เริ่มทำหน้าที่ของเธอ เธอเดินสายส่งใบสมัครเข้าร่วมงานไปยังแผนกต่างๆ ทั่วโรงงาน
หวังว่าหนุ่มโสดทั้งหลายจะให้ความสนใจเข้าร่วมงานนี้อย่างกระตือรือร้น เธอต้องเดินแจกเอกสารทีละแผนก ทีละหน่วยงาน วุ่นวายจนหัวหมุนไปหมด
เมื่อข่าวนี้ไปถึงหูหัวหน้าหลิน ที่ว่าเฉินชิงรับงานเชื่อมสัมพันธ์มาแล้วโยนต่อให้หลี่อวี้ฮว๋าดูแลทั้งหมด ก็อดรนทนไม่ไหว ต้องเดินมาคุยกับเธอตรงๆ
“เสี่ยวชิง นี่เธอมอบหมายงานทั้งหมดให้หลี่อวี้ฮว๋าทำคนเดียวจริงๆ เหรอ เธอก็รู้ว่าโรงงานเครื่องจักรของเราเป็นโรงงานขนาดใหญ่ยักษ์ มีพนักงานเป็นหมื่นคน งานนี้มันหนักเกินไป เธอคนเดียวทำไม่ไหวแน่นอน”
“ก็ดีสิคะ” เฉินชิงตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน
“จะได้ให้ท่านผู้นำคนอื่นๆ ได้เห็นกับตาตัวเองบ้าง ว่าใครกันแน่ที่กำลังอู้งาน” เธอไม่มีนโยบายที่จะต้องลงไปอุ้มลูกน้อง หรือรับงานของลูกน้องมาทำเองทั้งหมด
ในฐานะหัวหน้างานระดับสูง หน้าที่ของเธอคือการสั่งงานและตัดสินใจ ไม่ใช่ลงไปทำงานธุรการแทนคนอื่น
สถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้คือ หลี่อวี้ฮว๋ากำลังทำงานแทนคนทั้งแผนก เธอเป็นคนขยัน และดูเหมือนจะเต็มใจทำงานแทนคนอื่นด้วยซ้ำ
แต่ปัญหาคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอทำงานหนักจนทำไม่ไหวขึ้นมา ภาระงานนั้นก็จะถูกปัดไปให้คนอื่นทำอยู่ดี เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะทุกคนมักจะสงสาร 'คนอ่อนแอ' พอเห็นว่าเธอทำงานหนักจนน่าสงสาร คนอื่นๆ ก็มักจะอาสาเข้ามาช่วยงานโดยอัตโนมัติ
เฉินชิงรู้ดีว่า หากครั้งนี้เธอใจอ่อนแม้แต่นิดเดียว เธอก็คงต้องลงไปช่วยหลี่อวี้ฮว๋าเดินแจกใบสมัคร หรือไม่ก็ต้องเสียเวลาไปสั่งการให้ลูกน้องคนอื่นที่ดูว่างกว่าไปช่วย แต่นั่นมันคือการหาเหาใส่หัวชัดๆ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
หัวหน้าหลินเห็นแววตาแน่วแน่ของเธอก็รู้ทันทีว่าเธอมีแผนในใจแล้ว จึงไม่เซ้าซี้อะไรต่อ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็นให้คนในโรงงานวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู หลายคนมองว่าเฉินชิงใจร้ายเกินไปที่โยนงานหนักขนาดนี้ไปให้หลี่อวี้ฮว๋าทำคนเดียว ทุกสายตาที่มองไปยังหลี่อวี้ฮว๋าเต็มไปด้วยความสงสารเห็นใจ
และเมื่อมีคนเข้าไปถามไถ่ด้วยความห่วงใย หลี่อวี้ฮว๋าก็ได้แต่ฝืนยิ้มขมขื่น “แล้วพี่จะให้ฉันทำยังไงได้ล่ะคะ ก็รองหัวหน้าเฉิน เธอเป็นหัวหน้าคนใหม่ของฉันนี่นา เธอสั่งอะไรมาฉันก็ต้องทำตามนั้น ขืนฉันไม่ทำ ก็กลายเป็นว่าฉันผิดเองน่ะสิ”
“เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้สิ คณะกรรมการโรงงานของพวกคุณนี่อีกหน่อยคงกลายเป็นของเธอคนเดียวแล้วมั้ง ใครก็ขัดไม่ได้” มีคนหนึ่งสอดขึ้นมา หวังจะยุยงให้เรื่องมันใหญ่ขึ้น
หลี่อวี้ฮว๋าเองก็เก็บความน้อยเนื้อต่ำใจไว้ไม่อยู่ เธอนึกเปรียบเทียบไปถึงตอนที่หัวหน้าหลิวยังเป็นหัวหน้าของเธอ ถ้าเจองานยากๆ แบบนี้
หัวหน้าหลิวจะต้องลงมาช่วยแบ่งเบาภาระเสมอ ไม่เหมือนเฉินชิงเลยสักนิด คนอะไรมีหน้าที่แค่สั่งงาน พอสั่งเสร็จก็ลอยตัว ไม่สนใจไยดีอะไรทั้งนั้น
เฉินชิงสัมผัสได้ถึงคลื่นความไม่พอใจและเกลียดชังที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันจากหลี่อวี้ฮว๋า แต่เธอก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รับรู้
หลี่อวี้ฮว๋ากำลังโทษผิดคน ปัญหาที่แท้จริงคือเธอควรจะมอบหมายงานให้ลูกน้องในทีมของตัวเองทำ แต่เธอกลับไม่ทำ กลับเลือกที่จะสวมบทนางเอกผู้น่าสงสารที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว
แล้วเรื่องที่ทุกคนคาดไว้ก็เกิดขึ้น
“รองหัวหน้าเฉิน แย่แล้วค่ะ หัวหน้าทีมหลี่... คุณหลี่อวี้ฮว๋า เป็นลมล้มพับไปแล้วค่ะ”
ช่วงนี้อากาศก็ร้อนอบอ้าวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งต้องวิ่งวุ่นไปทั่วโรงงานตลอดเวลา แถมยังไม่มีเวลาได้หยุดพักดื่มน้ำหรือหาของเย็นๆ แก้ร้อนเลย การจะเป็นลมแดดล้มพับไปจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป บรรดาพนักงานในแผนกประสานงานภายนอกที่ปกติไม่เคยทำอะไรเลย ก็พากันลุกฮือ อยากจะตะโกนร้องหาความเป็นธรรมให้กับหัวหน้าทีมผู้แสนดีของพวกเขา
เฉินชิงยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เหรอคะ งั้นก็ไปทำเรื่องลาป่วยให้เธอตามระเบียบสิ”
“นี่คุณทำไมถึงเป็นคนเลือดเย็นใจดำแบบนี้ได้” ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวโจกตะโกนใส่หน้าเธอ
“ก็เพราะภารกิจบ้าๆ ที่คุณสั่งนั่นแหละ หัวหน้าทีมของเราถึงได้ล้มป่วยลงแบบนี้ ผมจะบอกอะไรให้นะ”
“รองหัวหน้ากระจอกงอกง่อยอย่างคุณน่ะ ต่อให้คุณเคยได้ออกทีวี เคยได้ลงหนังสือพิมพ์ หรือเคยทำรายได้ให้ประเทศเป็นล้านๆ สร้างผลงานขี้ปะติ๋วอะไรนั่นมาก็ช่าง แต่ในสายตาของพวกเราน่ะ คุณมันก็ไม่มีค่าอะไรเลย”
คนที่นำทีมมาโวยวายครั้งนี้คือ หลิวเว่ยกั๋ว หรือที่คุณชายหลิวแห่งสหภาพแรงงาน
พวกที่แห่กันมาหาเรื่องในวันนี้ต่างรู้ดีว่า ถ้าสิ้นหัวหน้าทีมหลี่ผู้แสนดีไป คนที่จะต้องมารับภาระงานทั้งหมดก็คือพวกเขา และในเมื่อตอนนี้หัวหน้าทีมหลี่ถูกเฉินชิงบีบจนสลบไสลไปแล้ว พวกเขาก็ต้องลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรมกลับคืนมาให้เธอ
หลิวเว่ยกั๋วไม่เคยกลัวเฉินชิงเลยสักนิด อย่าว่าแต่รองหัวหน้าเฉิน ต่อให้เป็นผู้จัดการเสิ่น ผู้นำสูงสุดของโรงงานเครื่องจักรมายืนอยู่ตรงหน้า เขาก็ไม่เคยต้องเกรงกลัวใคร
เฉินชิงแค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมา “หึ... ในเมื่อฉันไม่มีค่าอะไรเลย แล้วทำไมคุณถึงจำผลงานของฉันได้ชัดเจนขนาดนั้นล่ะ หรือว่าคุณรีบร้อนอยากจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ชนชั้นกรรมาชีพที่สร้างผลงานทั้งหมดนี้มันก็เป็นแค่ขยะในสายตาคุณงั้นเหรอ”
“คุณอย่ามาพูดจาบิดเบือนนะ” หลิวเว่ยกั๋วตะคอก
“ประเด็นตอนนี้คือคุณเป็นคนทำให้หัวหน้าทีมหลี่ของเราต้องเป็นลม”
“พวกคุณต่างหาก” เฉินชิงสวนกลับทันควัน
“ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนกประสานงานภายนอก พวกคุณไม่เคยคิดจะรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง ปล่อยให้หัวหน้าทีมต้องทำงานหนักจนเป็นลมล้มไป”
“แถมตัวหัวหน้าทีมหลี่เองก็ยังปกป้องลูกน้องที่อู้งานอีก เรื่องทั้งหมดนี้ ฉันจะทำรายงานเสนอให้สหภาพแรงงานทราบตามความเป็นจริง”
“คุณกล้าเหรอ คุณรู้หรือเปล่าว่าสหภาพแรงงานน่ะคือที่ไหน” หลิวเว่ยกั๋วเลียริมฝีปากที่แห้งผาก เขามองเฉินชิงอย่างหยามๆ รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มันตลกดีจริงๆ กล้ามากที่รู้ทั้งรู้ว่านี่คือถ้ำเสือ แต่ก็ยังจะเดินดุ่มๆ เข้ามา
“การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะเป็นยังไง ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางสหภาพแรงงานเขาจัดการไป” เฉินชิงยืดตัวตรง สบตาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
“สหายหลิว ถึงคุณจะเป็นคุณชายของสหภาพแรงงานก็จริง แต่ครอบครัวของคุณก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะใช้อำนาจปิดฟ้าด้วยฝ่ามือเดียวได้หรอกนะ แล้วที่บ้านคุณก็ไม่ได้มีคุณเป็นลูกชายคนเดียวใช่ไหมล่ะ”
“ปกติแล้ว ลูกคนที่จะได้รับความสำคัญจริงๆ เขาคงไม่ถูกปล่อยให้มาลอยชายไปวันๆ แบบนี้หรอก พ่อแม่ต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อส่งเสริมเขาอย่างเต็มที่ คุณมันไร้ประโยชน์ขนาดนี้”
“ในสายตาพ่อของคุณ คุณก็ไม่ต่างอะไรกับขยะชิ้นหนึ่ง คุณคิดจริงๆ เหรอว่า พ่อของคุณจะยอมเสี่ยงมีเรื่องกับฉัน... เพียงเพื่อปกป้องขยะอย่างคุณ”
รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของเฉินชิง ท่าทีของเธอดูเย่อหยิ่งและแฝงไปด้วยความเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
“คุณ... คุณอย่ามาพูดจาไร้สาระนะ” หลิวเว่ยกั๋วกำหมัดแน่น ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ
“ฉันพูดไร้สาระตรงไหน ถ้าไม่มีบารมีพ่อคุณ คุณน่ะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมายืนพูดปาวๆ ต่อหน้าฉันด้วยซ้ำ” เฉินชิงเหลือบมองเขาด้วยหางตาอย่างเฉยเมย
“กลับไปถามพ่อคุณที่บ้านก่อนดีกว่าไหม ว่าท่านจะเลือกมีเรื่องกับฉัน หรือจะเลือกสั่งสอนให้ลูกชายแท้ๆ ของตัวเองหัดตั้งใจทำงานทำการซะบ้าง”
ใบหน้าของหลิวเว่ยกั๋วแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธจัด
เฉินชิงกวาดสายตามองพนักงานเกเรกลุ่มนั้นทีละคน
“พวกคุณทั้งหมด ไปเอาใบสมัครไปแจก แล้วก็ไปรวบรวมกลับมาให้เรียบร้อย ถ้างานแค่นี้ยังทำไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนดล่ะก็ ฉันจะทำรายงานเสนอขึ้นไปว่าพวกคุณยักยอกเงินเดือนของโรงงานเครื่องจักร”
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด ทั้งแผนกประสานงานภายนอกแตกตื่นฮือฮากันทันที
เฉินชิงไม่รอฟังอะไรอีก เธอเดินเชิดหน้าจากไปอย่างสบายอารมณ์
ทิ้งให้คนที่เหลือในแผนกหันไปมองหน้าหลิวเว่ยกั๋วเป็นตาเดียว “เอาไงดีพี่หลิว ตกลงเราจะทำหรือไม่ทำ”
“ถ้าพวกเราต้องไปเดินแจกใบสมัครเอง มันน่าอายจะตายชัก ถ้าเรื่องนี้หลุดไปถึงหูพวกพ้องในกลุ่ม พวกเราต้องโดนหัวเราะเยาะแน่ๆ”
หลิวเว่ยกั๋วกัดฟันกรอด “ไม่ทำโว้ย เราไม่ทำ ก็ให้มันรู้ไปสิว่านังเฉินชิงมันจะทำอะไรพวกเราได้”
“แต่... แต่เมื่อกี้เธอขู่ว่าจะรายงานว่าพวกเรายักยอกเงินโรงงานนะ” ลูกน้องคนหนึ่งท้วงขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
ข้อหานี้มันร้ายแรงนัก ถ้าบอกว่าพวกเขาอู้งานหรือเกียจคร้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะไม่มาสนใจ แต่ถ้ามันเกี่ยวข้องกับการทุจริตยักยอกเงินหลวงล่ะก็
จะต้องมีการสืบสวนครั้งใหญ่แน่นอน และที่สำคัญ พ่อแม่ผู้ทรงอิทธิพลของพวกเขาจะต้องไม่ยอมให้ลูกหลานตัวเองถูกสอบสวนเรื่องน่าอายแบบนี้แน่
เพียงชั่วพริบตาเดียว แผนกที่เคยสามัคคีกันอู้งานก็แตกคอกันทันที
มีคนกลุ่มหนึ่งตัดสินใจแยกตัวออกไปทำงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างน้อยก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กลับบ้านไปโดนพ่อตัวเองเฆี่ยนจนหลังลาย
ส่วนคนที่เหลือยังคงปักหลักอยู่กับหลิวเว่ยกั๋ว พวกเขายังเชื่อมั่นว่าบารมีของคุณชายแห่งสหภาพแรงงานคนนี้ยังคุ้มกะลาหัวพวกเขาได้ จะกลัวอะไรไป
[จบบท]