บทที่ 351: สร้างบ้าน
เฉินชิงได้บทเรียนแล้วว่าไม่ควรรับปากใครพร่ำเพรื่อ เดี๋ยวพอยุ่งมากๆ เข้าก็จะลืมไปเสียหมด คราวนี้เธอเลยระมัดระวังตัวมากขึ้น แต่สำหรับงานสร้างห้องใหม่ให้เฮ่อหย่วนนั้น
คนที่มารับงานยังคงเป็นพ่อของจางตงเหมยเจ้าเก่า ซึ่งคราวนี้พ่อจางถึงกับบุกมาเสนอตัวเองถึงที่บ้านเป็นครั้งที่สอง ที่ต้องพยายามขนาดนี้ก็ไม่ใช่เพื่อใครอื่น แต่เพื่อลูกชายตัวดีของเขานั่นเอง
ก็เจ้าลูกชายคนนั้นดันไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งดูดดื่มกับแม่ม่ายในหมู่บ้าน พ่อจางเลยอยากส่งลูกชายเข้ามาทำงานในเมืองให้ไกลหูไกลตา ต่อให้เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่งานล้นมือที่สุด
เขาก็ไม่ยอมให้ลูกชายปักหลักอยู่บ้านเพื่อคอยเอาอกเอาใจแม่ม่ายคนนั้นเด็ดขาด ที่เขาตัดสินใจให้ลูกชายเข้าเมืองมารับงานสร้างบ้าน ก็เพราะสืบมาว่าพ่อของเพื่อนลูกชายคนหนึ่งเชี่ยวชาญงานช่างปูนพอดี จึงสามารถรวบรวมทีมงานชุดเล็กๆ เข้ามารับงานในเมืองได้
พ่อจางแอบไปคุยกับจางตงเหมยลูกสาวไว้แล้ว ว่าอยากใช้โอกาสนี้ให้ลูกชายได้มาเปิดหูเปิดตา เห็นความศิวิไลซ์ของเมืองใหญ่ หวังว่าเขาจะหลงใหลโลกภายนอกจนลืมแม่ม่ายคนนั้นไปเสีย ซึ่งจางตงเหมยก็ได้แต่รับปากไปอย่างนั้น
เพราะลึกๆ แล้วเธอรู้ดีว่าโอกาสมันน้อยนิดเหลือเกิน ก็น้องชายของเธอเป็นพวกหัวรั้นตัวพ่อมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องไหนที่เขาตัดสินใจแล้ว ต่อให้เอาช้างมาฉุดก็หยุดไม่อยู่
สาเหตุที่เขาปักใจกับแม่ม่ายคนนั้น ก็เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงปัญญาชน มีความรู้ความสามารถ แถมยังมีดีกรีเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรุ่นสุดท้ายอีกต่างหาก ต้องบอกว่าน้องชายของเธอมีสเปกชัดเจนมาตั้งแต่เด็ก
แม้ผลการเรียนของตัวเองจะธรรมดาๆ แต่กลับคลั่งไคล้พวกนักเรียนหญิงที่เรียนเก่งเป็นพิเศษ สมัยประถมก็เคยไปเป็นลูกสมุนคอยเดินตามเด็กผู้หญิงที่สอบได้ที่ 1 ของชั้นอยู่พักใหญ่
จนกระทั่งขึ้นมัธยมต้น เด็กคนนั้นลาออกไป เขาถึงได้เลิกราไป ไม่คิดไม่ฝันว่าพอโตเป็นหนุ่มหัวใจเริ่มหวั่นไหว ก็ยังไม่วายกลับไปชอบปัญญาชนที่โปรไฟล์การศึกษาสูงลิ่วเหมือนเดิม
จางตงเหมยเองก็จนปัญญาไม่รู้จะเกลี้ยกล่อมยังไง ในเมื่อเธอรู้สึกว่าฝ่ายหญิงนั้นดีแสนดี การที่อีกฝ่ายยอมลดตัวลงมามองน้องชายเธอ ก็นับเป็นโชคแปดชั้นของน้องชายเธอแล้ว
แต่ก็นั่นแหละ พ่อกับแม่ของเธอต่อให้จะรักลูกแค่ไหน แต่พวกเขาก็เป็นคนยุคเก่าที่หัวคิดยังไม่เปิดกว้างพอจะยอมรับลูกสะใภ้ที่เป็นแม่ม่าย แถมยังอายุมากกว่าลูกชายตัวเองตั้ง 10 ปีได้
พอจางตงเฟยเดินทางมาถึงในเมือง จางตงเหมยก็รีบดึงตัวน้องชายมากำชับเสียงเข้มทันที “ตงเฟย นี่คือผู้มีพระคุณที่พี่สาวของนายเคารพมาก นายต้องตั้งใจสร้างบ้านให้เขาดีๆ ห้ามทำลวกๆ เด็ดขาด เข้าใจไหม?”
จางตงเฟยตบอกรับคำแข็งขัน “โธ่พี่ครับ รู้แล้วน่า ไม่ต้องห่วง ผมรับประกันเลยว่าจะตั้งใจทำงานเต็มที่”
เมื่อทีมช่างก่อสร้างมาถึงที่บ้านพักขนาดเล็ก ก็พบว่าผู้ควบคุมงานในครั้งนี้คือเฮ่ออวี้เสียง เด็กหนุ่มถึงขั้นลาโรงเรียนเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ตอนแรกเฉินชิงไม่เห็นด้วยอย่างแรง แต่ก็ต้องยอมแพ้เมื่อเฮ่ออวี้เสียงประกาศกร้าวว่า
“ผมไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียน ก็สอบได้ 100 คะแนนเต็มสองวิชารวดกลับมาให้ดูได้ครับ” เจอลูกอวดดีขนาดนี้เข้าไป เฉินชิงเลยขี้เกียจจะห้ามปรามอีก
เฮ่ออวี้เสียงรับบทผู้คุมงานอย่างจริงจัง เขาคอยเดินตรวจตราไม่ให้คนงานอู้งานหรือแอบลักไก่ แม้อายุจะยังน้อย แต่กลับฉายแววนายทุนออกมาเต็มที่ ที่เขาต้องเนี้ยบขนาดนี้ก็เพราะรู้สึกว่าน้าสาวของเขาใจดีเกินไป
จ่ายค่าแรงสูงถึงวันละ 1 หยวนไม่พอ ยังเห็นว่าอากาศร้อน เลยลดเวลาทำงานให้เหลือแค่ 7 ชั่วโมง แบ่งเป็นช่วงเช้า 7 โมงถึง 11 โมง และช่วงบ่าย 3 โมงถึง 6 โมงเท่านั้น
ด้วยความกลัวว่าคนงานจะมองว่าคนในเมืองหลอกง่าย เฮ่ออวี้เสียงเลยสวมหมวกชาวประมงใบเก่ง ทำหน้าขรึมเดินวนไปวนมาจ้องจับผิดพวกเขาตลอดเวลา
แต่แค่ทำหน้าเครียดคุมงานยังไม่พอ พ่อหนุ่มน้อยยังฉลาดพอที่จะแอบครูพักลักจำ เรียนรู้วิธีการก่อสร้างจากพวกเขาไปในตัวด้วย!
ในมุมมองของเฮ่ออวี้เสียง ตอนนี้บ้านพักอาศัยยังขาดแคลน การสร้างบ้านจึงเป็นอาชีพที่ทำเงินได้ดี แถมยังเป็นทักษะติดตัวที่เรียนรู้ไว้ไม่เสียหาย ยิ่งรู้เยอะ โตขึ้นก็ยิ่งหางานง่าย ท่าทีที่ดูเย็นชา ไม่ค่อยพูดค่อยจา
แถมยังเดินตรวจงานไปมาไม่หยุดของเขา ช่างตอกย้ำภาพจำในหัวของคนต่างถิ่นที่ว่า 'คนในเมืองไม่น่าคบหา' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำเอาเฉินชิงที่แอบสังเกตการณ์อยู่ ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ พลางบ่นในใจว่า ‘ไอ้ท่าทีแบบนั้นมันก็แค่บางคนเท่านั้นแหละ’
ตัดภาพมาที่จางตงเหมย เธอพยายามใช้เวลาช่วงที่น้องชายพักงานให้เป็นประโยชน์ ด้วยการลากเขาไปดูหนัง ซึ่งจางตงเฟยก็ดูจะเพลิดเพลินมาก จากนั้นเธอก็ลากเขาไปเที่ยวสวนสัตว์ต่อ
คราวนี้น้องชายดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม แต่การที่เธอเอาแต่พาน้องชายเที่ยวเล่นไม่หยุดหย่อนนี่เอง ที่สร้างความไม่พอใจให้แม่สามีของเธออย่างแรง จนถึงขั้นชี้หน้าด่าทอเธอเสียๆ หายๆ
พอจางตงเฟยรู้เรื่องเข้า เขาก็ไม่ยอมออกไปไหนกับพี่สาวอีกเลย ปล่อยให้จางตงเหมยต้องเก็บความโกรธและความน้อยใจไว้คนเดียว
จางตงเฟยต้องรอจังหวะที่แม่เฒ่าฉินออกไปตั้งวงคุยเล่นที่ปากซอย ถึงจะกล้าแอบย่องมาหาพี่สาวที่บ้านเพื่อปรับทุกข์
“พี่ครับ เอาจริงๆ ผมกับเขายังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย เขาบอกว่าการอยู่กับผมมันมีแต่เรื่องยุ่งยาก ตอนนี้ผมยังเป็นฝ่ายตามจีบเขาต้อยๆ อยู่เลย”
“แต่พ่อบอกว่าเห็นนายจูบกับเธอแล้ว!” จางตงเหมยสวนกลับ
“โอ๊ย นั่นมันเรื่องเข้าใจผิด! วันนั้นผมพาลูกสาวของเขาไปเล่นน้ำที่แม่น้ำ แล้วไม่รู้โดนอะไรพันขาเข้า ผมสำลักน้ำจนเกือบตาย เขาแค่ช่วยผายปอดผมต่างหาก” จางตงเฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ผมยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ ในสายตาเขา ผมก็เป็นแค่เด็กกะโปโลคนหนึ่งเท่านั้นแหละ”
จางตงเหมยฟังแล้วก็สงสารน้องชายจับใจ “ถ้างั้น... นายไม่ลองเปลี่ยนเป้าหมายดูล่ะ? ในหมู่บ้านเราก็มีปัญญาชนสาวๆ ตั้งหลายคนนี่นา หรือจะกลับไปหาคนที่สอบได้ที่ 1 คนนั้นล่ะ คนนั้นก็ดูดีนะ”
“คนที่พี่ว่าน่ะ เขามีลูก 2 คนแล้ว” คำตอบของจางตงเฟยทำให้จางตงเหมยถึงกับหายใจสะดุด รู้สึกจุกแน่นในอกจนหายใจลำบาก
“อะไรนะ? พี่จำได้ว่าเขาอายุมากกว่านายแค่ปีเดียวเองไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่ครับ... พอผมได้ข่าวว่าเขาคลอดลูก ผมยังอุตส่าห์เอาแป้งสาลีคุณภาพดี 1 จินไปเยี่ยมเลย ตอนที่ผมไป สามีเขาก็ดูปกติดีนะ ยังยิ้มแย้มรับของจากผมอยู่เลย”
“แต่ใครจะคิดว่าพอลับหลังผม เขาจะทุบตีผู้หญิงคนนั้นปางตาย ทั้งๆ ที่เขายังอยู่ในช่วงอยู่เดือนด้วยซ้ำ!”
พอนึกถึงเรื่องนี้ จางตงเฟยก็กัดฟันกรอดด้วยความโกรธ ขอบตาแดงก่ำขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่ได้รู้สึกรักใคร่ในตัวเพื่อนเก่าคนนั้น แต่เขารู้สึกสงสารเธอจากใจจริง พวกเขาเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก
แต่สุดท้ายเธอกลับต้องมาเจอชะตากรรมเลวร้ายแบบนี้... สองพี่น้องตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
“ไอ้คนใจร้ายที่ชอบตีภรรยาของตัวเองมันไม่ใช่คน! ถ้าหนูเจอนะ หนูจะปล่อยเสี่ยวเฮยไปกัดมันให้ตายเลย!” เสียงเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองดังขึ้น
ทำเอาจางตงเหมยและจางตงเฟยสะดุ้ง หันไปมองที่หน้าประตูก็พบเฮ่ออวี้ถิงยืนทำแก้มป่องด้วยความโกรธ
จางตงเหมยเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ทั้งที่ยังรู้สึกเศร้าอยู่ “อ้าว เสี่ยวอวี้ มาตั้งแต่เมื่อไหร่จ๊ะ?”
“หนูมาหาพี่ตงเฟยค่ะ นี่! หนูเอาน้ำอัดลมมาให้” เด็กหญิงยื่นขวดน้ำอัดลมยี่ห้อเป่ยปิงหยางส่งให้ตรงหน้า ทำเอาจางตงเฟยรีบโบกมือปฏิเสธ
“ไม่เป็นไรๆ พี่รับไว้ไม่ได้หรอก”
“ต้องรับไปสิคะ! นี่เป็นรางวัลที่พี่ตงเฟยสอนหนูไง! หนูเอาวิธีทำงานของพี่ไปใช้ ตอนนี้หนูสอบได้ที่ 3 ของวิชาแรงงานแล้วนะคะ” ขอแค่ได้ที่ 1 เมื่อไหร่ หนูก็จะได้กลับไปลงแข่งอีกครั้งแล้ว!”
เฮ่ออวี้ถิงประกาศอย่างมุ่งมั่น ก่อนจะยัดขวดเป่ยปิงหยางใส่มือเขาอีกรอบ
จางตงเฟยหันไปมองพี่สาวอย่างลังเล จางตงเหมยจึงพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต “น้องเขาตั้งใจให้ ก็รับไว้เถอะ”
เมื่อได้รับอนุญาต เขาก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว รับขวดน้ำอัดลมมาดื่มทันที ความเย็นซ่าของมันทำให้เขารู้สึกสดชื่นจนตาเป็นประกาย “โห... ชีวิตคนในเมืองอย่างพวกเธอนี่มันดีจริงๆ”
แต่พอนึกถึงเด็กคนอื่นๆ ในซอยที่ดูไม่ได้สุขสบายนัก เขาก็รีบเปลี่ยนคำพูด “ไม่สิ ต้องบอกว่าชีวิตของเสี่ยวอวี้ดีจริงๆ ต่างหาก”
“ใช่ค่ะ!” เด็กหญิงยิ้มหวานตอบรับ
“เป็นเพราะคุณน้ากับคุณอาของหนูดูแลหนูดีมากๆ ชีวิตหนูเลยดีแบบนี้”
จางตงเฟยเอื้อมมือไปขยี้ผมเด็กหญิงเบาๆ ด้วยความเอ็นดู เขารู้สึกได้เลยว่าเฮ่ออวี้ถิงวัย 5 ขวบคนนี้ ได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่มาอย่างดีเยี่ยมจริงๆ
จางตงเฟยเดินตามเฮ่ออวี้ถิงกลับไปยังบ้านพักเล็กๆ ที่กำลังก่อสร้าง พลางเอ่ยถาม
“แล้วพี่ชายหนูไปไหนล่ะ?”
“พี่ชายกำลังทำอาหารอยู่ค่ะ”
“อ้อ งั้นก็ดีแล้ว”
ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยง คนงานทั้งสามคนกำลังนั่งพักหลบแดดอยู่ในร่ม พ่อจางกับเพื่อนช่างอีกคนเห็นน้ำอัดลมเป่ยปิงหยางในมือของจางตงเฟยก็เอ่ยทัก
“นั่นพี่สาวแกซื้อมาให้เหรอ?”
“เปล่าครับ” จางตงเฟยส่ายหน้า
เขาไม่ได้อธิบายที่มาของมัน แต่ก็มีน้ำใจพอที่จะแบ่งให้พ่อกับเพื่อนดื่มคนละอึก รสชาติหวานซ่าเย็นชื่นใจทำเอาสองผู้ใหญ่รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า พวกเขาอดคิดไม่ได้ว่าชีวิตในเมืองมันดีจริงๆ ขนาดน้ำอัดลมยังมีรสชาติหอมหวานขนาดนี้
ไม่นานนัก เฮ่ออวี้เสียงก็นึ่งข้าวเสร็จ เขาตะโกนเรียกคนงานทั้งสามคนมากินมื้อเที่ยง ครอบครัวของเฉินชิงตกลงกันว่าจะเลี้ยงเฉพาะข้าวสวย แต่ไม่รวมกับข้าว
ดังนั้น มื้อเที่ยงของคนงานทั้งสามจึงเป็นข้าวสวยร้อนๆ กับผักดองที่พวกเขาเตรียมกันมาเอง แต่แค่นี้ก็นับเป็นมื้ออาหารที่หรูหรามากแล้วสำหรับพวกเขา
เพราะปกติอยู่ที่ชนบท พวกเขาจะได้กินแต่ธัญพืชหยาบ จะมีโอกาสได้กินข้าวสวยสีขาวนุ่มๆ แบบนี้ก็ต่อเมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวที่ต้องเร่งงานกันเท่านั้น
หลังจากกินมื้อเที่ยงจนอิ่มหนำและพักผ่อนเอาแรงกันพอสมควรแล้ว ทั้งสามคนก็ลุกขึ้นเริ่มทำงานในช่วงบ่ายต่อ โดยมีเฮ่ออวี้เสียงในชุดผู้คุมงาน สวมหมวกชาวประมงใบเดิม คอยเดินตามประกบเพื่อเรียนรู้วิธีการสร้างบ้านจากพวกเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
[จบบท]