บทที่ 354: เสี่ยวอวี้ต้องซ้ำชั้นเหรอ?
เฉินชิงหยิบกระดาษร่างแผ่นนั้นขึ้นมาคลี่กางออกตรงหน้าเฮ่อหย่วน โบกมันไปมาเบาๆ
“นี่มันอะไร?” เธอยิ้มกรุ้มกริ่ม กะจะดูล้อเลียนท่าทีของสามีใหม่
แววตาของเฮ่อหย่วนไหววูบไป แต่ก็ปรับสีหน้ากลับมาเรียบเฉย
“ก็...ตัวอักษรบางตัวน่ะครับ”
เฉินชิงแทบหลุดขำ “หา?” นี่เขากำลังพูดจาอะไรฟังไม่ขึ้น
วินาทีที่เธอเผลอไปกับคำตอบทื่อๆ นั่นเอง เฮ่อหย่วนอาศัยจังหวะที่เธอไม่ตั้งตัว พุ่งมือออกไปฉวยกระดาษนั้นกลับคืนไป
ชั้นหนังสือนี้ เฉินชิงเป็นคนวาดแบบสั่งทำขึ้นมาเอง โดยตั้งใจออกแบบให้ชั้นล่างสุดที่ติดพื้น สูงโปร่งประมาณ 40 เซนติเมตร วางตะกร้าไม้ไผ่สานไว้เก็บของจิปาถะ
ส่วนชั้นถัดมา เธอจงใจออกแบบเป็นลิ้นชักที่มีกุญแจล็อก เพราะคิดเผื่อว่าถ้าเขาอยากเก็บซ่อนความลับอะไร จะได้มีพื้นที่ส่วนตัว
เฮ่อหย่วนย่อตัวลง โยนกระดาษแผ่นนั้นเข้าไปในลิ้นชัก แล้วล็อกกุญแจทันที ท่วงท่าลื่นไหลต่อเนื่อง
เฉินชิงยืนขัดใจ เธออุตส่าห์ออกแบบด้วยความหวังดีแท้ๆ! ผลคือมันกลับย้อนมาเล่นงานตัวเธอเอง
“เฮ่อหย่วน! คุณเชื่อไหมว่าฉันจะซัดคุณ”
“การใช้ความรุนแรงในครอบครัวมันไม่ดีนะ” เฮ่อหย่วนเตือนด้วยใบหน้าจริงจัง แต่แววตาพราวระยับ
เฉินชิงไม่ยอมแพ้ เธอย่อตัวลงอีกครั้ง เริ่มค้นหาหลักฐานชิ้นต่อไป พลิกปึกกระดาษร่างที่เหลืออย่างรวดเร็ว พอตรวจสอบปึกไหนว่า 'ปลอดภัย' ก็โยนมันไปให้เฮ่อหย่วน เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีหลงเหลืออยู่อีก!
เฮ่อหย่วนเองก็ชักใจคอไม่ดี เขาจำไม่ได้แน่ชัดว่าเคยเขียนอะไรแบบนั้นทิ้งไว้กี่แผ่น จึงรีบห้าม
“เดี๋ยวผมจัดการเองก็ได้ คุณออกไปเดินเล่นก่อนเถอะ”
“เดินเล่นอะไรกัน! ฉันเป็นคนประเภทที่เห็นสามีทำงาน แล้วตัวเองหนีไปเล่นเหรอ? คุณมองฉันในแง่ร้ายเกินไปแล้ว” เฉินชิงสวนกลับ พร้อมกับเหวี่ยงกองเอกสารปึกใหม่ส่งไปให้เขา
เฮ่อหย่วนรับเอกสารมากอดไว้ ขณะที่หางตาก็คอยชำเลืองมองการ 'ตรวจสอบ' ของเธออย่างระแวดระวัง เตรียมพร้อมชิงกระดาษในมือเธอทุกวินาที
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินชิงรู้สึกเซ็งคือ หลังจากรื้อค้นเอกสารไปเกินครึ่งกอง กลับไม่เจออะไรน่าสงสัยอีก กลายเป็นว่าเธอแค่เสียแรงไปเปล่าๆ จนเหนื่อย
“พอแล้ว! ฉันเหนื่อยแล้ว คุณเก็บที่เหลือเองก็แล้วกัน”
“อ้าว ไหนสหายเฉินชิงเพิ่งพูดว่า เธอไม่ใช่คนประเภทที่เห็นคนอื่นทำงาน แล้วตัวเองแอบอู้ไงครับ” เฮ่อหย่วนแกล้งยั่ว
เขายิ้มมองเธอที่ทำท่าจะเดินหนีจริงๆ เลยก้าวเข้าไปคว้าข้อมือเธอไว้ “เราเพิ่งแต่งงานกันวันแรกเองนะ คุณต้องอยู่เป็นเพื่อนผมสิ”
เฉินชิงกำลังชั่งใจ ริมฝีปากของเธอก็ถูกปิดทับด้วยรอยจูบอุ่นๆ เสียก่อน
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่วงแขนของเฮ่อหย่วนเลื่อนมาโอบรอบเอวเธอไว้ จูบที่ร้อนแรงทำให้ร่างกายของคนทั้งสองอุณหภูมิสูงขึ้น
กว่าเขาจะยอมปล่อย เฉินชิงก็นั่งแหมะลงบนเก้าอี้ จ้องมองเฮ่อหย่วนที่กลับไปสะสางเอกสารต่อ ในหัวยังมึนงงกับรสจูบเมื่อครู่ เธอยอมรับว่าผู้ชายคนนี้มีพรสวรรค์ในการเรียนรู้เรื่องแบบนี้โดยสัญชาตญาณ ทำเอาเธอเคลิบเคลิ้ม นี่มันยั่วยวนกันชัดๆ!
หญิงสาวถลึงตาค้อนใส่แผ่นหลังกว้างของเขา ก่อนจะถามคำถามสำคัญขึ้นมา “เฮ่อหย่วน คุณเคยคิดบ้างไหมว่า เราจะมีลูกกันเมื่อไหร่ดี?”
“ยังไม่ต้องรีบก็ได้มั้ง” เฮ่อหย่วนชะงักมือไปเล็กน้อย เขาเคยมีภาพฝันเกี่ยวกับลูก แต่หลังจากได้ใช้ชีวิตกับเสี่ยวอวี้และเฮ่ออวี้เสียงมาระยะหนึ่ง ภาพฝันนั้นก็เริ่มจางลง
เพราะขนาดเด็กที่ว่านอนสอนง่ายที่สุด ก็ยังมีมุมที่ทำให้ผู้ใหญ่ปวดหัวได้
เขาลองคิดตาม ถ้าเฉินชิงตั้งท้อง มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่คนใดคนหนึ่งจะต้องเลี้ยงลูก เฉินชิงอุ้มท้องสิบเดือน เขาเลี้ยงลูกต่ออีกหนึ่งปีก็นับว่าสมเหตุสมผล
แต่ปัญหามันติดตรงที่ เขาไม่แน่ใจว่าจะเจียดเวลา 'หนึ่งปีเต็มๆ' โดยไม่ทำงานเลยได้ยังไง
เฮ่อหย่วนครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะหันมาตอบ “รอผมอายุ 30 ปีก่อนดีไหม?” ถึงตอนนั้น เขาน่าจะควบคุมตารางชีวิตของตัวเองได้มากกว่านี้แล้ว
เฉินชิงนิ่งไปเพื่อคำนวณ อีกหกปี... นั่นมันปี 1978 ปีแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศที่เธอรอคอย แม้ตอนนี้เธอกำลังสนุกกับการทำงาน
แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นการทำงานในฐานะฟันเฟืองของประเทศชาติ แต่หากถึงยุคปฏิรูปเมื่อไหร่ เธอตั้งใจว่าจะออกไปบุกเบิกเส้นทางของตัวเองดูสักตั้ง
“รอคุณอายุ 30 มันดูจะช้าเกินไปหน่อย”
“งั้น... แล้วคุณคิดว่าอายุเท่าไหร่ถึงจะดีล่ะ?”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เฉินชิงสับสน เธอยอมรับว่าเรื่องแต่งงานไม่ได้กดดันอะไร แต่พอเป็นเรื่องลูก ความเครียดก็ถาโถมเข้ามา
“ฉันแค่คิดว่า งานของฉันค่อนข้างยืดหยุ่น ถ้าเราคิดจะมีลูกกันจริงๆ อีกสักสองปีข้างหน้าก็น่าจะเริ่มเตรียมตัวได้”
เฮ่อหย่วนขมวดคิ้วคิดตาม อีกสองปีข้างหน้า เขามีโอกาสยื่นขอตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะ 'ลางาน' ยาวๆ ได้อยู่ดี
“ถ้าพิจารณาเรื่องอีกสองปีข้างหน้า... เราจ้างคนอื่นมาช่วยเลี้ยงลูกได้ไหม?”
“คุณมีคนที่ไว้ใจได้เหรอ?”
“ผมจะลองหาวิธีดู อาจจะให้คนของรัฐช่วยเราสอดส่อง 'ญาติห่างๆ' ที่เราจ้างมาอีกที แบบนั้นเราก็จะได้ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะถูกเลี้ยงดูไม่ดี”
ความคิดนี้ของเฮ่อหย่วนทำเอาเฉินชิงแทบสำลัก เธอเกือบจะอุทานคำว่า ‘โคตรเจ๋ง’ ออกมา
ช่างเป็นไอเดียที่คนปกติเขาไม่คิดกันจริงๆ! ให้หน่วยงานรัฐมาช่วยสอดส่องพี่เลี้ยงเด็กเนี่ยนะ!
“ถ้างั้น... ก็พยายามเข้านะ”
“อืม” เฮ่อหย่วนรับคำ รู้สึกถึงภาระบนบ่าที่หนักอึ้งขึ้น
หลังจากเขาจัดเก็บเอกสารเข้าที่ ทั้งสองก็จูงมือกันเดินออกมาที่ลานบ้าน
ภาพแรกที่เห็นคือเสี่ยวอวี้กำลังตั้งหน้าตั้งตาฝึกตีลังกาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ดูเหมือนเธอจะพัฒนาไปอีกขั้น เพราะตอนนี้เธอตีลังกาต่อเนื่องได้ถึงสามครั้งติด!
เสี่ยวอวี้เป็นเด็กที่ตามเทรนด์ทุกอย่าง อะไรที่ฮิตในโรงเรียน เธอก็จะกลับมาชอบสิ่งนั้น
ก่อนปิดเทอมฤดูร้อนคราวนี้ ที่โรงเรียนฮิตการแข่งกันตีลังกาในสนามเด็กเล่น เสี่ยวอวี้ก็เลยเอาจริง ไม่สนใจว่าอากาศจะร้อนหรือพื้นปูนจะร้อนแค่ไหน เธอก็จะออกมาฝึกทุกวัน!
เฉินชิงมองแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว สงสัยว่าหลานสาวคงอยากฝึกวิชาฝ่ามือเหล็กกล้า
พอเสี่ยวอวี้ยืนตั้งหลักได้ เธอก็เสยผมอย่างเท่ๆ ถอยหลังไปตั้งหลัก แล้วก็พุ่งตัวตีลังกาอีกรอบ
เฉินชิงมองภาพนั้นแล้วทึ่งในพลังงานเหลือเฟือ แต่พอหันไปมองเฮ่ออวี้เสียงที่นั่งอยู่บนม้านั่งใต้ชายคา ทุกอย่างก็ช่างตัดกัน ด้านหลังเขามีพัดลมเป่าลมส่งเสียงดังอู้ๆ เด็กชายสวมเพียงเสื้อกล้าม นั่งก้มหน้ากินแตงโมแช่เย็นด้วยใบหน้าเรียบเฉย
เฮ่ออวี้เสียงเหลือบตามองผู้ใหญ่ทั้งสองแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มกลับไปจัดการกับแตงโมในมือต่อ
เฉินชิงตะโกนถามหลานสาว “เสี่ยวอวี้จ๊ะ กินแตงโมหน่อยไหม?”
“ไม่เอาค่ะ! หนูเพิ่งกินไป!” เสี่ยวอวี้ปฏิเสธเสียงดัง เป้าหมายของเธอคือตีลังกาให้ได้สี่ครั้งติดต่อกัน
เฉินชิงเคยเตือนเสี่ยวอวี้แล้วว่าอย่าตากแดดนานๆ เดี๋ยวจะเป็นลมแดด แต่เสี่ยวอวี้ก็ยืนยันว่า ถ้ารู้สึกหน้ามืดเมื่อไหร่ เธอจะรีบเข้ามาพักทันที เฉินชิงเลยไม่ได้เซ้าซี้ต่อ
เธอลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ เฮ่ออวี้เสียง เพื่อร่วมวงกินแตงโมด้วย เฮ่อหย่วนเองก็นั่งลงอีกฟากหนึ่งของเขา
เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งอยู่ตรงกลาง กลายเป็นไส้แซนด์วิช เขาช้อนตามองทั้งคู่ด้วยสายตา 'สิ้นหวัง' ก่อนจะก้มหน้าก้มตากัดแตงโมที่เขาอุตส่า่ห์ไปเลือกซื้อมาคำโตๆ หวานฉ่ำที่สุด!
เฉินชิงมองหลานสาวที่ยังไม่หยุด แล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทน
“เฮ่ออวี้เสียง เธอดูสิ น้องสาวเธอนี่พลังเยอะจริงๆ”
“อย่างกับวัวกระทิงเลยครับ” เฮ่ออวี้เสียงวิจารณ์สั้นๆ ในสายตาเขา น้องสาวรักการใช้แรงงานเป็นที่สุด
คำเปรียบเปรยนั้นทำเอาเฉินชิงถึงกับไปไม่เป็น
เฮ่อหย่วนมองเสี่ยวอวี้ที่ยังพยายามอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะแสดงความคิดเห็น
“เสี่ยวอวี้มีแววทางนี้นะ เหมาะกับการฝึกวรยุทธ์จริงๆ”
เฮ่ออวี้เสียงถอนหายใจ “ผมถามน้องแล้วครับ บอกว่าถ้าชอบ แถวบ้านมีคุณอาทหารปลดประจำการ น้องไปเรียนกับเขาได้ แต่น้องบอกว่าไม่ชอบ พอผมถามว่าทำไม น้องก็บอกว่า... น้องไม่ชอบ 'การเรียนรู้'”
เฮ่ออวี้เสียงอธิบายเพิ่ม เสี่ยวอวี้จะตั้งใจเรียนเฉพาะเวลาอยู่ที่โรงเรียน พอกลับถึงบ้าน การบ้านจะเป็นสิ่งที่เธออิดออดที่สุด ต้องขอไปวิ่งเล่นก่อนถึงจะยอมทำ
“อ้าว ถ้างั้นก็แล้วแต่เจ้าตัวเขาล่ะนะ” เฉินชิงว่าพลางกัดแตงโม
“ว่าแต่แตงโมนี่หวานดีจริงๆ”
คราวนี้เฮ่ออวี้เสียงยืดอกอย่างภูมิใจ “แน่นอนครับ! ผมเลือกเองกับมือเลย!”
คำพูดนั้นทำให้เฉินชิงนึกอีกเรื่องขึ้นมาได้ “เออ จริงสิ เมื่อสองวันก่อน น้าคุยกับพี่สาวเสี่ยวหย่าของพวกเธอน่ะ บังเอิญคุณครูหลินของพวกเธอก็แวะเอาของกินมาให้พอดี เลยได้คุยกันเรื่องที่ว่า... เสี่ยวอวี้จำเป็นจะต้องซ้ำชั้นหรือเปล่า”
เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนนี้เสี่ยวอวี้เพิ่งอายุห้าขวบเท่านั้น
แต่หลักสูตรปัจจุบัน ประถมเรียนห้าปี มัธยมต้นกับมัธยมปลายอย่างละสองปี
นั่นหมายความว่า อีกแปดปี ถ้าเสี่ยวอวี้เรียนไปตามเกณฑ์ เธอจะจบมัธยมปลายด้วยอายุเพียงสิบสามขวบ ซึ่งมันน้อยเกินไป
เฉินชิงนึกถึงตอนแรกที่เธอส่งเสี่ยวอวี้ไปโรงเรียนพร้อมเฮ่ออวี้เสียง ก็แค่เพราะเสี่ยวอวี้ตัวติดพี่ชาย ถ้าแยกกันก็จะไม่มีเพื่อนเล่น อีกอย่างการเรียนยุคนี้ก็ไม่เข้มงวดอะไร ปล่อยไปวิ่งเล่นสนุกๆ ก็พอ
แต่ใครจะคิดว่าหลานสาวตัวน้อย จะกลายเป็นดาวเด่นของชั้นประถมปีที่หนึ่ง ผูกขาดตำแหน่งอันดับหนึ่งของระดับชั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว ขอแค่มีการสอบเมื่อไหร่ ที่หนึ่งต้องเป็นของเธอทุกครั้ง
ผลงานอันโดดเด่นนี้เลยทำเอาคุณครูหลินกลุ้มใจ ไม่รู้ว่าควรจะเกลี้ยกล่อมผู้ปกครองให้เสี่ยวอวี้ซ้ำชั้นดีหรือไม่
[จบบท]