บทที่ 36: พี่ชายคนนั้นเท่ชะมัด
หยางอี้เหอรับรู้ชะตากรรมของตัวเองมานานพอสมควรแล้วว่าอีกไม่นานเธอจะมีแม่เลี้ยง พ่อของเธอมักจะหยิบยกเรื่องหลานชายกับหลานสาวของว่าที่แม่เลี้ยงคนใหม่มาเปรียบเปรยกับเธออยู่เสมอ
คำพูดที่กรอกหูเธอซ้ำๆ คือการได้กินอิ่มนอนอุ่นในแต่ละวันนั้นนับเป็นโชคดีมหาศาลแล้ว
ให้เธอลองมองดูเด็กสองคนนั้นสิ ไม่เพียงแต่ต้องทนหิวโซ อดมื้อกินมื้อ ทั้งเนื้อทั้งตัวก็แทบไม่มีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ แถมยังต้องเจ็บตัวจากการถูกทุบตีอยู่เป็นประจำ
ความคิดที่ว่ากำลังจะมีแม่เลี้ยงคนใหม่ จึงกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอทุกคืนวัน หยางอี้เหอไม่ได้กลัวแค่พ่อจะไม่รักเธอเหมือนเดิม แต่เธอกลัวว่าแม่เลี้ยงคนใหม่จะลงไม้ลงมือกับเธอเหมือนที่ทำกับหลานๆ ของตัวเอง
แต่ภาพที่เห็นในวันนี้กลับต่างออกไป เด็กชายผู้เป็นหลานของว่าที่แม่เลี้ยง ดูไม่เหมือนคนที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ เลยสักนิด
พ่อเคยพร่ำสอนว่าห้ามพูดจาไม่เข้าหูใครที่ไหน เพราะคำพูดของเด็กเป็นเรื่องน่ารำคาญ แต่พอได้มาเจอกับเด็กชายตรงหน้า หยางอี้เหอกลับรู้สึกว่า...เขาด่าคนได้เท่ชะมัด!
คำพูดของพี่ชายคนนั้นยังคงดังก้องในหัว ทำไมพ่อถึงต้องไปใส่ใจเด็กคนอื่น มากกว่าที่จะหันมามองเธอบ้างนะ?
ในสมองที่เคยมึนตื้อ พลันมีแสงสว่างวาบขึ้นมาเมื่อได้สบเข้ากับดวงตาที่เปล่งประกายอย่างท้าทายของเฮ่ออวี้เสียง
ความรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่แล่นปราดขึ้นมาบนใบหน้าของหยางซิวจิ่น เมื่อเห็นว่าเฉินชิงไม่มีทีท่าว่าจะตำหนิหลานชายสักนิด เขาก็ยิ่งรู้สึกเสียหน้าที่ต้องมาถูกเด็กถอนหงอก “เสี่ยวชิง ดูหลานชายเธอสิ ไม่รู้จักหัวผู้ใหญ่เอาซะเลย”
“แถวนี้มีผู้ใหญ่ให้เคารพด้วยเหรอคะ?” เฉินชิงสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเต็มทน
“ตอนนี้ฉันอารมณ์ไม่ดี ทางที่ดีคุณอย่าเพิ่งเข้ามาคุยกับฉันจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะเผลอพูดอะไรที่ไม่น่าฟังยิ่งกว่านี้ออกไปก็ได้”
พูดจบเธอก็อุ้มเฮ่ออวี้ถิงเบี่ยงตัวไปอีกทาง ไม่สนใจใยดีเขาอีก ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนเก้ออยู่ตรงนั้น ส่วนตัวเองก็รอผลจากปรอทวัดไข้ด้วยหัวใจที่ร้อนรน
ไม่นานพยาบาลสาวก็เดินกลับมาหยิบปรอทไปส่องกับแสงไฟ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น “39.6 องศาเซลเซียส ไข้สูงปรี๊ดเลยนะ”
“แล้วต้องรอคิวอีกนานไหมคะ?” เฉินชิงถามเสียงเครียด
“น่าจะอีกชั่วโมงกว่าๆ ค่ะ ฉันก็เร่งให้ไม่ได้จริงๆ” พยาบาลตอบอย่างเห็นใจ ก่อนจะนำปรอทไปฆ่าเชื้อเพื่อใช้วัดไข้ให้เด็กคนถัดไป
เฉินชิงก้มลงมองร่างเล็กในอ้อมแขน ตั้งใจจะปลอบโยน แต่กลับพบว่าเด็กหญิงนอนนิ่งอยู่ในอ้อมอกของเธออย่างว่าง่าย ใบหน้าแดงก่ำราวกับลูกท้อสุกงอมชื้นเหงื่อ ดวงตาคู่โตฉ่ำน้ำดูเลื่อนลอย แต่กลับไม่มีเสียงร้องงอแงเล็ดลอดออกมาเลยสักแอะ
ภาพนั้นยิ่งบีบหัวใจของเธอให้เจ็บปวด เมื่อก้มลงมองอีกครั้ง หยดน้ำตาเม็ดเล็กๆ ก็เกาะพราวอยู่บนแพขนตายาวงอน แต่เด็กหญิงกลับเม้มริมฝีปากล่างแน่น ไม่ยอมปริปากร้อง เอาแต่ซุกหน้าเข้ากับวงแขนของเธอให้ลึกกว่าเดิม
“เจ็บตรงไหน ไม่สบายต้องบอกน้านะคะคนเก่ง”
เฉินชิงใช้สุ้มเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เลียนแบบน้ำเสียงของอาสาสมัครใจดีจากสถานสงเคราะห์ในความทรงจำ เธอลุกไปขอน้ำอุ่นจากพยาบาล แล้วใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆ ค่อยๆ ซับเหงื่อตามไรผมให้หลานสาวอย่างแผ่วเบา
เข็มนาฬิกาบนผนังโรงพยาบาลชี้บอกเวลาตีสอง เฮ่ออวี้ถิงเริ่มละเมอ หน้าผากร้อนจี๋ของเด็กหญิงแนบชิดอยู่กับไหปลาร้าของเธอ เสียงเล็กๆ อู้อี้ลอดออกมา
“แม่จ๋า...ฮือ...หนูคิดถึงแม่...”
ขอบตาของเฮ่ออวี้เสียงแดงก่ำขึ้นมาในฉับพลัน กำปั้นเล็กๆ กำแน่นจนสั่นเทา ริมฝีปากเผยอค้างราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมา
เฉินชิงลุกขึ้นยืนแล้วโยกตัวไปมาเบาๆ
“น้าอยู่นี่แล้วค่ะ ดูสิคะ...น้ากับพี่ชายอยู่กับหนูตรงนี้ทั้งคน”
มือเล็กๆ ของเด็กหญิงขยุ้มชายเสื้อของเธอไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ราวกับเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายในยามที่สติเลือนราง
ในที่สุดเสียงเรียกชื่อของเธอก็ดังขึ้น เฉินชิงไม่รอช้ารีบอุ้มหลานสาวก้าวเข้าไปในห้องตรวจทันที
ภายในห้องมีเพียงโต๊ะยาวตัวหนึ่งกับหมอนรองชีพจรวางอยู่ แพทย์ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ เป็นสัญญาณ “อุ้มเด็กมาตรงนี้สิ ผมขอตรวจหน่อย”
เฮ่ออวี้เสียงรีบเข้าไปประคองข้อมือเล็กๆ ของน้องสาววางลงบนหมอนรองอย่างรู้งาน พร้อมกับรายงานอาการฉะฉาน
“น้องสาวผมคลอดก่อนกำหนดครับร่างกายเลยไม่ค่อยแข็งแรง ถ้าจะฉีดยาหรือให้ยา รบกวนคุณหมอช่วยสั่งยาที่ไม่แรงมากให้เธอได้ไหมครับ?”
สายตาของแพทย์ฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเด็กชายตัวแค่นี้พูดจาเป็นหลักเป็นการ
เขาพยักหน้ารับคำ ก่อนจะลงมือตรวจร่างกายของเฮ่ออวี้ถิงอย่างละเอียด แล้วจึงหันไปเตรียมยาสำหรับฉีดเข้าสะโพก
“ไข้สูงจนเพ้อแล้ว ต้องรีบลดไข้ก่อน จากนั้นต้องให้น้ำเกลือต่อ แล้วก็มียาสำหรับกลับไปกินที่บ้านอีกสามวัน รวมทั้งหมดก็สามหยวนห้าเหมา พอจ่ายไหวไหม?”
ถึงโรงงานเครื่องจักรจะเป็นโรงงานชั้นนำของมณฑลและมีสวัสดิการดีเยี่ยม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีพ่อแม่ใจยักษ์ที่ไม่ยอมควักเงินรักษาลูกตัวเอง
“ไหวค่ะ! ไหวค่ะ!” เฉินชิงตอบรับเป็นพัลวัน
ทันทีที่แพทย์ถือเข็มฉีดยาเดินเข้ามา เฮ่ออวี้ถิงที่เพิ่งจะปรือตาขึ้นก็เบิกตากว้าง ร่างเล็กแข็งทื่อ ปากน้อยๆ เบะออก น้ำตาเม็ดโตเอ่อคลอเต็มหน่วยตาที่เคยเลื่อนลอย
“ไม่เอา...หนูไม่ฉีดยา...”
เสียงอ้อนวอนแผ่วเบาเจือเสียงสะอื้น เด็กหญิงหดตัวเข้าหาอ้อมกอดของน้าสาวแน่นขึ้นไปอีก
หัวใจของเฉินชิงอ่อนยวบลงอย่างช่วยไม่ได้ เธอรวบร่างเล็กเข้ามากอดไว้แนบอก พลางลูบหลังปลอบโยน
“ไม่ต้องกลัวนะคะคนดีของน้า น้ากับพี่ชายอยู่นี่แล้ว อวี้ถิงของน้าเป็นเด็กเก่งที่สุดเลยใช่ไหมล่ะ? เจ็บแป๊บเดียวเหมือนมดกัดเองนะ”
เด็กหญิงพยักหน้ารับทั้งน้ำตา มือเล็กๆ จิกเสื้อของเฉินชิงไว้แน่นจนเป็นรอยยับ หลับตาปี๋
ร่างน้อยสะท้านเฮือกเมื่อปลายเข็มจมลงในเนื้อ แต่ก็ไม่มีเสียงร้องไห้เล็ดลอดออกมา มีเพียงใบหน้าที่ซุกลึกลงไปในอ้อมกอดของเธอ
ความเปียกชื้นที่ซึมผ่านเสื้อผ้าทำให้หัวใจของเฉินชิงเจ็บแปลบ
“เก่งมากค่ะคนดีของน้า”
หางตาของเธอเหลือบไปเห็นว่าตัวร้ายข้างๆ ก็กำลังขอบตาแดงก่ำ
“แล้วนั่นเธอจะร้องไห้ตามน้องไปอีกคนรึไง?”
เฮ่ออวี้เสียงสูดน้ำมูกเสียงดังฟืด ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองเธอ
“เรื่องของผม!”
เฉินชิงกลอกตามองบนอย่างระอา ไอ้เด็กปากแข็งเอ๊ย!
หลังจากรับใบสั่งยามาแล้ว ทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังห้องจ่ายยาเพื่อรับน้ำเกลือและยาเม็ด
“เอาเงินในกระเป๋าน้าไปจ่ายที่ห้องการเงินให้หน่อยสิ”
เฮ่ออวี้เสียงล้วงกระเป๋าของเธออย่างคล่องแคล่ว สายตาเหลือบเห็นธนบัตรใบละสิบหยวนถึงห้าใบ ทำให้เขาพอจะคาดเดาฐานะทางการเงินของที่บ้านได้
ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามาในใจ เขารับเงินทอนจากเจ้าหน้าที่แล้วยัดกลับคืนใส่กระเป๋าของน้าสาวตามเดิม
ตอนที่ยื่นใบสั่งยาให้พยาบาล เธอก็เอ่ยถามขึ้น
“เด็กอายุสี่ขวบใช่ไหมคะ?”
“ใช่ค่ะ”
“เดี๋ยวฉันบดยาให้เป็นผงเลยนะคะ”
เฉินชิงกล่าวขอบคุณแล้วยืนรออย่างสงบ ไม่นานก็ได้ยามาครบ จากนั้นก็ถึงขั้นตอนการให้น้ำเกลือ
ขั้นตอนนี้ไม่ทรมานเท่าการฉีดยา เฮ่ออวี้ถิงหลับไปอย่างสงบ เฉินชิงจึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกเสียที
เฮ่ออวี้เสียง เด็กชายวัยหกขวบนั่งนิ่งอยู่ข้างๆ สายตาจับจ้องอยู่ที่ขวดน้ำเกลือไม่วางตา ทันทีที่หยดสุดท้ายไหลลงสู่สาย เขาก็รีบวิ่งไปเรียกพยาบาลมาถอดเข็มให้ทันที
เด็กชายไม่ลืมที่จะใช้หลังมืออังหน้าผากของน้องสาวเพื่อวัดไข้ เมื่อสัมผัสได้ว่าความร้อนเริ่มลดลงแล้ว ร่างกายที่เคยเกร็งแน่นด้วยความวิตกกังวลจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง
นาฬิกาโบราณบนผนังบอกเวลาล่วงเลยเข้าสู่ตีสาม เฉินชิงอุ้มร่างเล็กของหลานสาวขึ้นแนบอก เตรียมตัวกลับบ้าน
แต่แล้วหยางซิวจิ่นที่ดักรออยู่ก็ก้าวเข้ามาขวางทาง “เสี่ยวชิง...ช่วงนี้คุณโกรธอะไรผมอยู่รึเปล่า...คุณก็รู้ว่าผม...”
“ไสหัวไป!”
ความอดทนของเฉินชิงขาดผึง
เธอเดินเลี่ยงผ่านร่างสูงของเขาไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง มุ่งหน้ากลับบ้านอย่างไม่ลังเล
ถึงเฮ่ออวี้ถิงจะตัวเล็ก แต่เด็กอายุสี่ขวบก็มีน้ำหนักร่วม 25 จิน จะให้เฮ่ออวี้เสียงที่ยังเด็กนักมาช่วยอุ้มก็คงจะเดินได้ไม่เร็วเท่าไหร่
ยิ่งลมกลางคืนแรงขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขาไม่ได้เตรียมผ้าห่มติดมาด้วย การกลับถึงบ้านให้เร็วที่สุดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ใบหน้าของหยางซิวจิ่นดำทะมึนด้วยความโกรธ
“พ่อคะ...หนูเจ็บแขน” เสียงสะอื้นของหยางอี้เหอดังขึ้น
“อย่าสำออย” เขาตวัดสายตาเย็นชาใส่ลูกสาว “จำเอาไว้นะ พรุ่งนี้ถ้ามีใครมาถามว่าลูกเป็นยังไงบ้าง ให้บอกว่ายังไม่หายดี พ่อจะได้มีเหตุผลมาอยู่ดูแลลูกตอนป่วยได้ เข้าใจที่พ่อพูดไหม?”
หยางอี้เหอพยักหน้ารับอย่างไม่เข้าใจความหมายนัก
หยางซิวจิ่นจึงยอมโอบอุ้มร่างเล็กของลูกสาวขึ้นมา
“จำไว้นะลูก พ่อคือคนที่รักลูกที่สุดในโลก พ่อไม่มีวันทำร้ายลูกเด็ดขาด รู้ใช่ไหม?”
“ค่ะ” เด็กหญิงขานรับ พลางวางคางเกยไว้บนบ่ากว้างของพ่อ แต่สายตากลับจับจ้องไปยังแผ่นหลังเล็กๆ ของเฮ่ออวี้เสียงที่กำลังถือไฟฉายส่องทางอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่ละสายตา
[จบบท]