บทที่ 366: ลูกน้องที่ดี
เช้าวันทำการอันแสนสดใส ทันทีที่เหล่าสหายผู้ทรงเกียรติแห่งคณะกรรมการปฏิวัติเหยียบเข้าที่ทำงาน กองจดหมายร้องเรียนก็รอต้อนรับพวกเขาอยู่แล้ว และหนึ่งในนั้นก็ดันเตะตาเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเข้าอย่างจัง
เขาหยิบมันขึ้นมาอ่าน แล้วอาการนั่งพิงพนักสบายๆ ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นนั่งหลังตรงแน่ว ก่อนจะรีบแจ้นนำจดหมายฉบับนั้นไปรายงานหัวหน้ากลุ่มทันควัน
หัวหน้ากลุ่มรับจดหมายมาอ่านอย่างรวดเร็วปรื๊ดเดียวจบ พอสายตาเหลือบไปเห็นชื่อผู้เขียน เขาก็บรรลุสัจธรรมในบัดดล จึงรีบรุดไปประชุมเครียดกับหัวหน้ากลุ่มอื่นๆ ก่อนจะกลับมาสั่งการด้วยสีหน้าจริงจัง
เนื้อหาในจดหมายนั้นไม่ใช่เรื่องอื่นไกล นอกจากวีรกรรมอันห้าวหาญของสหายเฉินชิง ที่บรรยายสรรพคุณความดีความชอบของตนเองไว้เสร็จสรรพ ทั้งการลุกขึ้นต่อต้านอย่างไม่กลัวเกรง
การเชิดชูศักดิ์ศรีของประเทศชาติไว้เหนือสิ่งอื่นใด แถมยังเป็นผู้กระตือรือร้นเสนอหนทางแก้ไขปัญหาจนลุล่วง เรียกได้ว่าคุณงามความดีครั้งนี้ยิ่งใหญ่ปานภูเขาไท่ซาน
แน่นอนว่า เมื่อมีคนทำดีขนาดนี้ หากพวกเขาดันทำเฉยเมยไม่ปูนบำเหน็จรางวัลอะไรให้ ก็คงจะดูเหมือนองค์กรที่ไม่เห็นคุณค่าของสหายผู้ยอมพลีชีพเพื่อเกียรติยศของประเทศชาติ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง
ในเวลาไล่เลี่ยกัน เลขานุการสือก็ได้นำผลการตัดสินใจอันน่าชื่นชมนี้ไปรายงานให้รองหัวหน้าสือหลิงหยางทราบ สีหน้าของสือหลิงหยางพลันมืดครึ้มลงทันตาเห็น
“รองหัวหน้าครับ” เลขานุการสือเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“เราจำเป็นต้องขัดขวางการตัดสินใจเรื่องนี้ไหมครับ”
“แค่ประคองรองผู้จัดการโรงงานเซี่ยไว้ห่างๆ ก็พอ ทำให้เขารู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณเรา แล้ววันหลังค่อยเรียกมาใช้งาน แค่ให้เขารอดตายก็พอแล้ว”
สือหลิงหยางวางแผนอย่างเยือกเย็น “เรื่องที่ต้องทำจริงๆ ตอนนี้ คือการทำให้แน่ใจว่า รองผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้าคนต่อไป...ต้องเป็นคนของเรา”
***
ทางด้านรองผู้จัดการโรงงานเหอ หลังจากได้รับแจ้งข่าวร้าย เขาก็แทบทรุดทั้งยืน ความรู้สึกไม่ยอมรับชะตากรรมถาโถมเข้าใส่ ความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะได้นั่งเก้าอี้ผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้ายังรออยู่ตรงหน้า แล้วจะมาสะดุดขาตัวเองล้มตอนนี้ได้อย่างไร
เขาคร่ำครวญกับตัวเองว่าไม่ได้ทำอะไรผิดมหันต์เลยแม้แต่น้อย ก็แค่พยายามจะ ‘ประหยัดต้นทุน’ ให้โรงงานเท่านั้นเอง เรื่องแค่นี้มันจะคอขาดบาดตายขนาดนั้นเชียวหรือ
รองผู้จัดการโรงงานเหอจึงเริ่มต้นภารกิจวิ่งเต้นเพื่อรักษาตำแหน่งของตนเองไว้อย่างสุดกำลัง แต่โชคไม่เข้าข้างเท่าไหร่ เพราะแม้ความผิดของเขาจะไม่ร้ายแรงถึงขั้นถูกประหารชีวิต
แถมเฉินชิงยังชิงแก้ไขสถานการณ์ไว้ได้ทันท่วงที บวกกับความใจป้ำ(แบบจำยอม)ที่เขายินดีควักเงิน 200 หยวนมาชดใช้ แต่สุดท้าย ด้วยการ ‘ช่วยเหลือ’ จากสือหลิงหยาง เขาก็ถูกลดขั้นไปเป็นแค่พนักงานประจำแผนกรีดผ้าอยู่ดี
ชีวิตใหม่ในแผนกรีดผ้าช่างน่ารันทด รองผู้จัดการโรงงานเหอรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น ความเกลียดชังที่มีต่อเฉินชิงยิ่งฝังรากลึกลงไปอีก ซ้ำร้าย สำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยก็ไม่รอช้า รีบส่งคนมายึดบ้านพักหลวงคืนทันที
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อผู้จัดการสีเกามิน เดินทางมาเยี่ยมเยียนถึงแผนกรีดผ้า แต่ไม่ได้มาปลอบใจ กลับมาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ทัศนคติการทำงานอันย่ำแย่ของเขา ที่ไม่แสดงความกระตือรือร้นในการไถ่โทษเลยสักนิด
บรรดาคนงานหญิงในโรงงานเสื้อผ้าที่เคยทักทาย ก็ต่างพากันหลบหน้าหลบตา ทำเหมือนเขาเป็นตัวเชื้อโรค
และที่ขาดไม่ได้คือ เก่อหนานเหลียน ลูกศิษย์เอกของเฉินชิง ที่รับหน้าที่เป็นกระบอกเสียงชั้นดี คอยเดินสายป่าวประกาศไปทั่วว่า “ถ้าไม่ได้คำสั่งซื้อมูลค่านับล้านนั่น ป่านนี้พวกเราจะได้ขึ้นเงินเดือนกันไหมล่ะ”
พนักงานเก่าๆ ฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ แต่พนักงานเข้าใหม่ไฟแรงนี่สิ เกลียดรองผู้จัดการโรงงานเหอเข้าไส้เลยทีเดียว
แต่จุดจบของความอัปยศยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อเขาและครอบครัวต้องระเห็จไปอัดกันอยู่ในห้องเช่ารูหนูเล็กๆ ในบ้านพักรวม แถมยังถูกเพื่อนบ้านในละแวกนั้นรุมกันกีดกันและซุบซิบนินทา
หาว่าเขาเป็นพวก ‘จิตสำนึกทางอุดมการณ์ต่ำตม’ เห็นคนอื่น (โดยเฉพาะเหล่าแม่บ้านที่ได้งานแพนด้า) ได้ดีกว่าไม่ได้ เลยจงใจขัดขวางทำลายงานแพนด้าของพวกเธอ
ช่างเข้าตำราโบราณว่าไว้ไม่มีผิด เมื่อคนเราดวงตก ต่อให้ยืนหายใจเฉยๆ ก็ยังมีคนหมั่นไส้ได้ รองผู้จัดการโรงงานเหอได้แต่กำหมัดแน่น
เขาแค่คิดจะฮุบผลงานของเฉินชิงมาเป็นของตัวเองนิดหน่อย แต่อีเด็กนั่นกลับตอบแทนเขาด้วยการตัดแขนตัดขาจนแทบสิ้นอนาคต...ช่างอำมหิตเลือดเย็นเสียจริง
***
ตัดภาพมาที่สหายเฉินชิง ผู้สวมบทนางเอกกู้ชาติในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับคำสรรเสริญเยินยอแล้ว เธอยังได้รับรางวัลเป็นเงินสด สิ่งของ และชื่อเสียงอีกอื้อซ่า
ชาวโรงงานเครื่องจักรต่างปลาบปลื้มกับวีรกรรมของเธอ ที่หาญกล้ากอบกู้สถานการณ์ ช่วยรักษาคำสั่งซื้อและปกป้องชื่อเสียงของประเทศชาติไว้ได้ ทุกปากต่างก็พร่ำชื่นชมว่าเฉินชิงคนนี้ช่างเก่งกาจและยอดเยี่ยมเหนือใคร
แต่มีอยู่คนหนึ่งที่ฟังแล้วแทบกระอักเลือดออกมา นั่นคือเลขาธิการพรรคหยาง เพราะการที่เฉินชิงไปสร้างวีรกรรมทำความดี ย่อมหมายความว่าเขา...ในฐานะหัวหน้า...ต้องเป็นคนจรดปากกาเขียนบทความยกย่องสรรเสริญเธออีกแล้ว
ปกติจะให้เขียนชมเชยเธอบ้างก็พอทำใจได้ แต่นี่มันไม่ปกติ เพราะครั้งนี้แม่ตัวดีดันบังอาจไปฟ้องสหภาพแรงงานว่าเขา ‘แก่’
ผู้จัดการเสิ่นที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคู่ปรับตลอดกาล ก็รู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “เลขาธิการหยาง ดูท่าคุณจะอายุมากแล้วจริงๆ นั่นแหละ”
“พวกเรามันคนแก่แล้ว ก็ควรจะเปิดทางให้คนรุ่นหลังเขาได้เติบโตบ้าง อย่างที่คำโบราณว่าไว้ คลื่นลูกใหม่ย่อมซัดคลื่นลูกเก่าให้จมหายไป ผู้นำอย่างเราๆ ต้องรู้จักให้โอกาสคนหนุ่มสาวเขานะ”
อันที่จริง ตอนแรกที่เขาเห็นคนจากสหภาพแรงงานบุกมาถึงที่ ก็นึกว่าเกิดเรื่องคอขาดบาดตาย แต่ที่ไหนได้ พวกเขาแค่มา ‘กระซิบ’ บอกให้เลขาธิการหยางเริ่มมองหาและบ่มเพาะเลขาธิการคนใหม่ได้แล้ว
ฉากหน้าคือการแสดงความเคารพอย่างสูงส่ง แต่ฉากหลังคือการกดดันทางอ้อมให้รีบๆ เกษียณไปเสีย อย่าอยู่ทนลำบากให้ลูกน้อง (ที่ชื่อเฉินชิง) ต้องเป็นห่วงเป็นใยสุขภาพอีกเลย
ผู้จัดการเสิ่นอุตส่าห์ไปสืบมาแน่ะว่า ใครกันนะที่เป็นห่วงเลขาธิการหยางปานนั้น และเมื่อคำตอบที่ได้คือ ‘เฉินชิง’ เขาก็แทบจะระเบิดหัวเราะออกมาให้ลั่นโรงงาน
แม่หนูนี่ ช่างเป็น ‘ลูกน้องที่ดี’ ของเลขาธิการหยางจริงๆ
เลขาธิการพรรคหยางพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษารอยยิ้มบนใบหน้า “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ผมก็กำลังดูๆ คนไว้อยู่ แต่ดันโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุติดขัดบางอย่างเสียก่อน เรื่องมันเลยต้องหยุดไปชั่วคราว”
“โอ้ ครับๆๆ เข้าใจครับ งั้นผมไม่ขัดจังหวะการบ่มเพาะผู้สืบทอดตำแหน่งของคุณแล้ว”
ผู้จัดการเสิ่นโค้งให้เล็กน้อย ก่อนจะเดินผิวปากจากไปอย่างสบายอารมณ์
เขาคิดในใจว่า สมัยก่อนตอนที่เขากับเลขาธิการหยางฟาดฟันกัน มันช่างสูสีคู่คี่ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ แต่พอได้แม่หนูเฉินชิงมาเป็นทัพเสริมเท่านั้นแหละ ชัยชนะก็กลายเป็นของเขาแบบนอนมาทุกรอบ
เด็กคนนี้เวลาสู้กับผู้ใหญ่ ไม่เคยคิดจะตั้งรับเลยสักนิด เธอคือผู้เล่นสายบุกขนานแท้ บุกแหลก รวดเร็ว รุนแรง แถมยังเล็งเป้าหมายที่จุดตายของศัตรูได้อย่างแม่นยำอีกต่างหาก
ฟากเลขาธิการพรรคหยางที่หัวเสียไม่หาย กำจดหมายเจ้าปัญหาเดินตรงไปที่โต๊ะของเฉินชิงทันที “รองหัวหน้าเฉินนี่ ช่างห่วงใยสุขภาพผมเสียจริงนะ”
เฉินชิงเงยหน้าขึ้นมายิ้มหวาน “แหม ช่วยไม่ได้จริงๆ ค่ะ พอดีฉันเป็นคนจิตใจดี”
คำตอบนั้นทำเอาเลขาธิการพรรคหยางแทบสำลักความโกรธ “ใช่เลย รองหัวหน้าเฉินไม่เพียงแต่เป็นคนดี แต่ฝีปากยังคมคายหาตัวจับยากอีกด้วย”
“ท่านก็ชมเกินไปค่ะ” เฉินชิงโบกมือถ่อมตัวตามมารยาท
“ก็แค่ผลงานที่ผ่านมามันพิสูจน์ตัวเองเท่านั้นแหละค่ะ ไม่ได้มีอะไรมาก”
เลขาธิการพรรคหยางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ไร้ความหวาดกลัวคู่นั้น จู่ๆ ความคิดอันแสนประหลาดก็แล่นเข้ามาในหัว: เฉินชิงคงไม่มีวันได้รู้หรอก ว่าพ่อแม่แท้ๆ ของเธอน่ะ ถูกเขาจัดการส่งไปลงนรกด้วยมือของเขาเอง
แค่คิดถึงเรื่องนี้ อารมณ์ที่ขุ่นมัวของเลขาธิการพรรคหยางก็พลันแจ่มใสขึ้นมาทันที “ฉันก็ใกล้จะเกษียณเต็มทีแล้ว แต่อยู่ในฐานะผู้อาวุโสกว่า ก็ขอเตือนเธอไว้หน่อยแล้วกัน”
“ต่อไปจะทำอะไรก็คิดหน้าคิดหลังบ้าง อย่าใช้อารมณ์วู่วามเป็นที่ตั้ง ไม่อย่างนั้น ภัยจะมาถึงตัวได้ง่ายๆ”
เฉินชิงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย “ท่านเลขาธิการหยางพูดถูกเผงเลยค่ะ ฉันมันนิสัยตรงไปตรงมาเกินไป แถมยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ยังมีความหุนหันพลันแล่นแบบวัยรุ่นอยู่มาก คงต้องขอเรียนรู้จากคุณอีกเยอะเลยค่ะ”
มุกประชดประชันที่ยอกย้อนกลับไปอย่างเจ็บแสบนี้ ทำเอาเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในสำนักงานที่แอบฟังอยู่ ต้องก้มหน้าก้มตากลั้นหัวเราะกันจนตัวสั่น
เส้นเลือดข้างขมับของเลขาธิการพรรคหยางเต้นตุบๆ
เฉินชิงจึงตบท้ายอย่างนุ่มนวล “แต่เอาจริงๆ นะคะ เทียบกับการเสียเวลามาสอนฉันแล้ว ท่านเลขาธิการหยางควรจะทุ่มเทเวลาไปสอนผู้สืบทอดตำแหน่งคนใหม่ของท่านมากกว่านะคะ”
“ฉันจะทำแน่” เลขาธิการพรรคหยางเน้นเสียงหนัก
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะตั้งตารอชมเลยค่ะ”
การปะทะคารมขนาดย่อมจบลงด้วยชัยชนะของเฉินชิงเช่นเคย
เธอกลับมานั่งหมุนปากกาเล่นอย่างสบายอารมณ์ เมื่อข่าวการเกษียณของเลขาธิการหยางแพร่ออกไป รับรองว่าต่อจากนี้จะมีคนจำนวนมากที่เริ่มวิ่งเต้นกันฝุ่นตลบ ตำแหน่งใหญ่โตขนาดนั้น
ใครบ้างจะไม่อยากได้ หวังว่าเหล่าผู้กระหายอำนาจทั้งหลายจะช่วยกันไปสร้างความปวดหัวให้เลขาธิการหยางมากๆ เขาจะได้ไม่มีเวลามายุ่งวุ่นวายกับเธออีก
“รองหัวหน้าครับ” หวงซินเผิงเดินเข้ามารายงาน
“เรื่องพิธีกร ตอนนี้เราคัดเลือกคนที่ดูมีแววได้ 10 คนแล้วครับ เชิญคุณไปดูตัวได้เลย”
“ได้”
เฉินชิงเดินตามไป มาตรฐานพิธีกรของเธอไม่ได้ต้องการแค่คนหน้าตาสวยๆ หล่อๆ แต่ต้องเป็นคนที่มีรูปลักษณ์ดูภูมิฐาน สง่างาม และที่สำคัญคือต้องพูดจาฉะฉาน ออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ
เมื่อมาถึงห้องประชุมเล็ก เธอกวาดตามองหนุ่มสาว 10 คนที่ยืนรออยู่ ก่อนจะตัดสินใจเลือกผู้ชาย 2 คน และผู้หญิง 2 คน
หนึ่งในชายหนุ่มที่ถูกเลือกนั้น มีรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นสะดุดตามาก เขามีผิวสีเข้มสุขภาพดี แม้ดวงตาจะไม่โต แต่โครงสร้างใบหน้ากลับคมคายไร้ที่ติ บวกกับรูปร่างที่สมส่วนและดูแข็งแรง
ทำให้เขามีเสน่ห์ของความกระฉับกระเฉงเต็มเปี่ยม เฉินชิงประเมินในใจว่า พ่อหนุ่มคนนี้แหละ คือพิมพ์นิยมที่สหายหญิงยุค 70 ต้องกรี๊ดสลบแน่นอน
ตู้เว่ยกั๋ว ผู้นั้น รู้สึกถึงสายตาที่เฉินชิงจับจ้องมา ร่างกายเขาก็พลันร้อนวูบวาบขึ้นมาอย่างประหลาด แผ่นหลังที่ตั้งตรงอยู่แล้ว ยิ่งเกร็งยืดตรงขึ้นไปอีกโดยอัตโนมัติ ใบหน้าคมเข้มก็ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
เขาผู้นี้เคยแต่แอบมองรองหัวหน้าเฉินคนสวยจากระยะไกลลิบๆ เท่านั้น แต่วันนี้ พอได้มายืนสบตากันในระยะใกล้แค่คืบ พ่อหนุ่มรูปหล่อก็ถึงกับรู้สึกเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง ขาแข้งเบาหวิวราวกับกำลังเดินเหยียบเมฆไม่มีผิด
เฉินชิงเพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะละสายตาไปทางอื่น “พวกคุณ 4 คน กลับบ้านไปหาบทความในหนังสือพิมพ์มาฝึกอ่านออกเสียงให้คล่องๆ”
“ส่วนบทพูดสำหรับงานเลี้ยง เดี๋ยวสัปดาห์หน้าเรารอให้สรุปเนื้อหาของงานวันกองทัพให้เรียบร้อยก่อน แล้วฉันจะเขียนให้อีกที”
“ครับ/ค่ะ!” ทั้งสี่ขานรับอย่างแข็งขัน
เมื่อทั้งสี่คนแยกย้ายกันกลับไป เฉินชิงก็ก้มหน้าก้มตาทำงานเตรียมการสำหรับวันกองทัพต่อไปอย่างขะมักเขม้น เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งเป็นวันที่ทั้งครอบครัวนัดกันว่าจะไปเที่ยวเล่นพักผ่อนที่ริมแม่น้ำ
[จบบท]