บทที่ 37: เพื่อนบ้านคนใหม่
สัญชาตญาณของเฮ่ออวี้เสียงร้องเตือนว่ามีคนแอบมองอยู่ เขาจึงหันขวับกลับไปในทันใดนั้นเอง และนั่นทำให้เขาได้ประสานสายตากับลูกสาวของชายแก่คนนั้นเข้าอย่างจัง
หยางอี้เหอที่กำลังแอบมองอยู่ถึงกับตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววดุดันและเย็นชาอย่างไม่ปิดบัง
ท่าทีคุกคามนั้นทำให้หยางอี้เหอสะดุ้งตัวน้อย ๆ ก่อนจะรีบก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าพอที่จะสบตากับเขาอีกเป็นครั้งที่สอง
เมื่อเห็นแววตาหวาดกลัวที่ฉายออกมาอย่างชัดเจน เฮ่ออวี้เสียงจึงระงับความคิดที่จะแกล้งขู่เธอต่อ คุณธรรมส่วนน้อยที่พอมีอยู่บ้างทำให้เขาเลือกที่จะเดินตามน้าสาวกลับบ้านไปเงียบ ๆ
คืนนั้นเฉินชิงเป็นกังวลว่าหลานสาวจะตัวร้อนขึ้นมาอีก จึงตัดสินใจนอนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่าง ส่วนเฮ่ออวี้เสียงก็ไม่ยอมกลับไปนอนที่ของตัวเอง เพราะเขากลัวว่าน้องสาวจะเป็นไข้ซ้ำสองมากกว่าใครทั้งหมด
นับว่ายังโชคดีที่พาไปหาหมอได้ทันเวลา เฮ่ออวี้ถิงจึงไม่มีไข้และหลับสนิทตลอดทั้งคืน
พัดกระดาษในมือของเฮ่ออวี้เสียงโบกพัดเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อไล่ความร้อนให้น้องสาวอันเป็นที่รัก ในใจของเขานั้นอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกผิดจนแทบหายใจไม่ออก หากเขาไม่มัวแต่หน้ามืดตามัวอยากหาเงิน จนปล่อยให้น้องสาวไปเล่นกับเด็กกลุ่มนั้นที่ปากซอย เรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
ทุกอย่างเป็นความผิดของเขาแต่เพียงผู้เดียว
หากครั้งนี้น้าสาวไม่เมตตาช่วยเหลือน้องสาวเขาไว้ ป่านนี้เขาเองก็คงไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
ถ้าหากน้องสาวของเขาต้องมีอันเป็นไปเพราะความสะเพร่าของเขา ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ไม่อาจชดใช้ความผิดครั้งนี้ได้ และถ้าหากไม่มีน้องสาวแล้ว เขาก็ไม่เหลือญาติที่ไหนอีกบนโลกใบนี้
ราตรีสีหมึกแผ่คลุมไปทั่วอาณาบริเวณ เมื่อผ้าม่านถูกปิดลง ความมืดมิดภายในห้องก็ยิ่งทวีความหนาแน่นจนแม้แต่จะเหยียดมือออกไปก็ยังมองไม่เห็น หยดน้ำอุ่น ๆ ไหลอาบแก้มของเด็กชายอย่างไร้เสียง เขาปาดมันออกลวก ๆ ด้วยหลังมือ...ตราบใดที่ไม่มีใครเห็น ก็เท่ากับว่าเขาไม่ได้ร้องไห้
เขาคือลูกผู้ชายอกสามศอก ต้องเข้มแข็ง และต้องปกป้องน้องสาวให้ได้
พัดในมือยังคงโบกไหวอย่างเชื่องช้า รอยแดงผิดปกติบนใบหน้าของเฮ่ออวี้ถิงค่อย ๆ จางหายไป ผิวของเธอกลับมาขาวนวลดังเดิม หน้าผากเล็ก ๆ นั้นถูกแตะต้องด้วยฝ่ามือของพี่ชายเพื่อวัดอุณหภูมิอยู่ตลอดเวลา แต่สัมผัสนั้นกลับสร้างความรู้สึกอบอุ่นใจได้อย่างน่าประหลาด
รุ่งเช้าของอีกวัน เฉินชิงลุกขึ้นจากที่นอนด้วยอาการงัวเงีย ก่อนจะสังเกตเห็นเฮ่ออวี้เสียงนั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ข้าง ๆ "เธอเป็นอะไรไปอีก"
"ขวดน้ำเกลือเป็นแก้ว ขายได้ตั้งสองเหมา แต่ผมดันลืมหยิบกลับมาด้วย!" เฮ่ออวี้เสียงตอบด้วยน้ำเสียงเจ็บใจราวกับเพิ่งสูญเสียสมบัติล้ำค่า เมื่อคืนเขาหงุดหงิดกับเรื่องนี้จนแทบอยากจะตบหน้าตัวเองแรง ๆ สักสองทีให้หายโง่
เงินตั้งสองเหมา!
เขาพลาดเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้อย่างไร เด็กหนุ่มจมอยู่กับความเสียดาย แต่เพราะความเป็นห่วงน้องสาวมีมากกว่า เขาจึงทำได้เพียงนั่งเจ็บใจอยู่ตรงนี้ ไม่อย่างนั้นคงวิ่งไปโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อคืนเพื่อทวงขวดน้ำเกลือที่เป็นของเขากลับมาแล้ว
เฉินชิงถึงกับไปไม่เป็น ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้เขาอย่างยอมรับนับถือ "เธอนี่สุดยอดจริง ๆ"
เฮ่ออวี้เสียงรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของการประชดประชัน จึงทำได้เพียงแค่นเสียงในลำคออย่างไม่พอใจ
เฉินชิงปลีกตัวไปจัดการธุระส่วนตัว การอดนอนจนถึงตีสี่ส่งผลให้ร่างกายของเธออ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญคือเธอยังต้องไปทำงานต่ออีก
โอ๊ย คิดถึงกาแฟแก้วโปรดของเธอจัง ถ้าไม่มีคาเฟอีนมาช่วยกระตุ้น เธอจะเอาแรงที่ไหนไปสู้กับงานกันนะ
หญิงสาวหาวแล้วหาวอีก สภาพเหมือนคนอดนอนมาทั้งคืนขณะเดินเข้าโรงงานเครื่องจักร แต่ทันทีที่ก้าวขาเข้าห้องทำงาน เธอก็ได้รับข่าวร้ายมาเยือน
"เธอไปจัดการเรื่องบ้านพักให้นักวิจัยเฮ่อหน่อย" หัวหน้าหลิวสั่ง "แล้วก็ไปแจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตให้ส่งคนมาทำความสะอาดให้เรียบร้อยด้วย พอดีว่าบ้านพักของเขาอยู่ติดกับที่พักของเธอเลย หลังจากนี้ถ้าเห็นว่านักวิจัยเฮ่อต้องการอะไรเพิ่มเติม ก็ให้รีบรายงานมาที่ส่วนกลาง"
"นักวิจัยไม่ได้พักที่บ้านสไตล์ตะวันตกเหรอคะ"
"ใช่ แต่ห้องที่นั่นมันเล็กเกินไป ฉันให้เขาเลือกระหว่างบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ไกลหน่อย กับบ้านหลังเล็กที่อยู่ใกล้ ๆ เขาเลือกอย่างแรก ฉันลองสำรวจดูแล้ว บ้านพักรวมข้าง ๆ ที่พักของเธอน่ะ เพิ่งมีห้องว่างสองห้องพอดี ห้องหนึ่งใช้เป็นห้องนั่งเล่น อีกห้องก็เป็นห้องนอน ถ้าในอนาคตนักวิจัยเฮ่อจะแต่งงาน ทางเราก็จะพิจารณาเรื่องบ้านพักหลังใหม่ให้ตามผลงานของเขาอีกที"
ภารกิจของคณะกรรมการโรงงานก็เป็นแบบนี้ วุ่นวายและครอบคลุมทุกเรื่องตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ทั้งเรื่องกินอยู่หลับนอนและการเดินทาง ปกติแล้วคนที่ต้องรับบทหนักก็คือหัวหน้าหลิว แต่ลูกน้องอย่างพวกเธอก็ต้องคอยช่วยเหลือบ้าง ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับพวกที่นั่งกินเงินเดือนไปวัน ๆ
"แต่งานนี้ไม่น่าจะใช่หน้าที่ของฉันนะคะ" เฉินชิงแย้ง "เถียนเมิ่งหย่า เธอว่าไง สนใจไหม"
"ไม่เอา ฉันเกลียดผู้ชาย" เถียนเมิ่งหย่าปฏิเสธเสียงแข็ง
เฉินชิงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ "เธอเป็นอะไรของเธอ"
"ฉันจะก้าวขึ้นเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง จะไม่ยอมให้ผู้ชายหน้าเหม็นมาข้องเกี่ยวเด็ดขาด เธอเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม"
เฉินชิง "เอ่อ..."
หัวหน้าหลิวยิ่งงงหนักเข้าไปอีก
"เมิ่งหย่า ถึงฉันจะเคยพูดว่าผู้หญิงเราต้องเข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองได้ แต่ในอนาคตเธอก็ต้องแต่งงานอยู่ดีนะ"
"อย่าพูดเรื่องอัปมงคลแบบนั้นสิคะ"
เถียนเมิ่งหย่าคว้าแฟ้มรายงานขึ้นมา "ฉันจะไปทำงานแล้วค่ะ หัวหน้าหลิวคอยดูนะคะ หนูจะคว้าตำแหน่งหัวหน้าทีมมาให้ได้อย่างแน่นอน!"
หัวหน้าหลิวอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าควรจะสนับสนุนหรือคัดค้านดี เด็กคนนี้ไปเจอเรื่องอะไรกระทบกระเทือนจิตใจมากันแน่
"เมิ่งหย่า เดี๋ยวก่อน..."
เขายังพยายามจะรั้งไว้ แต่ร่างของหญิงสาวก็หายออกไปจากห้องทำงานเรียบร้อยแล้ว
ช่างเป็นเด็กที่ควบคุมไม่ได้เอาเสียเลย
หัวหน้าหลิวเกาหัวแกรก ๆ รู้สึกว่าผมที่บางอยู่แล้วจะร่วงเพิ่มอีก ก่อนจะหันมาพาลใส่เฉินชิง "เธอดูอย่างเมิ่งหย่าเป็นตัวอย่างสิ เป็นผู้หญิงที่เก่งและมีความมุ่งมั่นขนาดนั้น มองดูเขาแล้วเธอไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือไง"
เฉินชิงยักคิ้วอย่างไม่ยี่หระพร้อมกับรอยยิ้มกวน ๆ
"ไม่เลยค่ะ อนาคตฉันวางแผนจะสานสัมพันธ์กับเธอให้ดี ๆ เลยล่ะค่ะ จะได้เกาะขาเธอแน่น ๆ ถ้าเธอประสบความสำเร็จเมื่อไหร่ ฉันจะได้มีคนคอยคุ้มครองไงคะ"
"เฉินชิง!!!" หัวหน้าหลิวตวาดลั่น
"ฉันไม่มีลูกน้องที่สิ้นไร้ไม้ตอกแบบเธอ ไปทำงานของเธอเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
แก้วหูของเฉินชิงแทบจะแตกสลายเพราะเสียงตะคอกของเขาในทุก ๆ วัน เพื่อรักษาอวัยวะในการได้ยินของตัวเอง เธอจึงจำใจต้องรับภารกิจที่น่าปวดหัวนี้มาทำ
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังสงสัยอยู่ดี ว่าอะไรที่ทำให้เถียนเมิ่งหย่าซึ่งเคยเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของเจ้าของร่างเดิม เปลี่ยนใจมาเอาดีทางด้านการทำงานเป็นหญิงแกร่งแห่งยุคไปได้
เฉินชิงส่ายหัวเบา ๆ
ช่างเถอะ
จะอย่างไรนี่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
หวังว่าเธอจะตั้งใจทำงานนะ!
จะได้มีเงินเยอะ ๆ แล้วมาสั่งตัดเสื้อผ้าสวย ๆ กับฉันบ่อย ๆ เฉินชิงคิดอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะถือใบอนุมัติจากหัวหน้าหลิวเดินตรงไปยังแผนกรักษาความปลอดภัย แต่บรรยากาศที่นั่นกลับดูแปลกไป ทุกคนต่างมีใบหน้าแดงก่ำ
"มีอะไรกันเหรอคะ"
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางลำบากใจ "ต้องขอโทษด้วยนะครับ"
"เรื่องอะไรคะ"
"วันนี้พวกเราเพิ่งรู้ความจริงว่าฉินต้าเหว่ยเป็นคนจงใจใส่ร้ายคุณ ผู้หญิงที่เขาพาไปด้วยในวันนั้นคือซูเจวียนเจวียน"
เมื่อไม่กี่วันก่อน เขายังเป็นหนึ่งในคนที่ต่อว่าเฉินชิงว่าเป็นผู้หญิงไร้ยางอายอยู่เลย ใครจะคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นการจัดฉาก
เขารู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก
เฉินชิงเห็นท่าทางเขินอายของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่หน้าแดงก่ำตั้งแต่ใบหูจรดลำคอแล้วก็อดนึกสนุกไม่ได้
"ตอนนี้รู้ความจริงแล้วสินะคะ จริง ๆ แล้วที่ผ่านมาฉันก็โดนใส่ร้ายมาตลอดเลยนะ รู้ไหมคะว่าทำไม"
เขาถามกลับด้วยความอยากรู้ "ทำไมเหรอครับ"
"ลองทายดูสิคะ"
ชายหนุ่มลอบมองใบหน้าสวยคมของเฉินชิงแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงอ่อย
"เพราะว่าคุณสวยครับ"
รอยยิ้มของเฉินชิงกว้างขึ้น ดวงตาคู่สวยโค้งเป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์ ทำให้ใบหน้าที่ดูหยิ่งทะนงของเธอดูอ่อนโยนและเป็นมิตรขึ้นมาถนัดตา
"ขอบคุณสำหรับคำชมนะคะ"
เจ้าหน้าที่หนุ่มถึงกับยืนตะลึงเป็นหิน ใบหน้าของเขายิ่งแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก พูดจาติด ๆ ขัด ๆ ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ปล่อยให้หัวใจเต้นระรัวอยู่ในอก
ขณะนั้นเอง เฮ่อหย่วนที่เพิ่งได้รับคำสั่งจากหัวหน้าสถาบันวิจัยให้มาดูความเรียบร้อยของบ้านพัก ก็เดินมาเห็นภาพเหตุการณ์นี้เข้าพอดี
ไหนเธอบอกว่าตัวเองเป็นคนเรียบร้อยไง! ไม่สำส่อนเลยสักนิด!
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงแววเยาะหยันดังขึ้นจากด้านหลัง
"สหายเฉินนี่ดูท่าจะงานยุ่งจริง ๆ นะครับ"
รอยยิ้มของเฉินชิงเลือนหายไปทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น เธอหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"คุณมาแล้วก็ดีค่ะ ไปกันเถอะ ฉันจะพาไปพบหัวหน้าสำนักงานเขต แล้วก็แนะนำให้รู้จักกับคุณลุงอีกคนหนึ่ง"
ท่าทีที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนของเธอ ทำให้เฮ่อหย่วนรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ชายหนุ่มเดินตามหลังเธอไปอย่างเงียบ ๆ ด้วยใบหน้าเย็นชา
ภาพของหนุ่มสาวที่เดินเคียงคู่กันมาปรากฏขึ้นที่ปากซอย เรียกสายตาของเหล่าคุณลุงคุณป้าที่จับกลุ่มคุยกันอยู่ให้ลุกวาวขึ้นมาพร้อมกัน
"เสี่ยวชิง นั่นแฟนของเธอเหรอ หล่อเหลาเอาการจริง ๆ"
[จบบท]