บทที่ 382: ข้อเสนอแลกเปลี่ยนเพื่อภรรยา
เฮ่อหย่วนมายืนรอรับเฉินชิงกลับบ้านด้วยตัวเอง สีหน้าของเขาฉายชัดถึงความกังวลที่แทบจะปิดไม่มิด พวกเขาเดินเคียงข้างกันกลับบ้านไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย
เมื่อเห็นว่าทางเดินปลอดคน เฮ่อหย่วนก็เอื้อมมือไปกุมมือของเธอไว้แน่น “คุณ...เรื่องผลลัพธ์ของพวกนั้น มันไม่เกี่ยวกับคุณเลยนะ ต่อให้ไม่มีเรื่องของคุณ พวกเขาก็ต้องถูกจัดการอยู่ดี”
“ฉันรู้ ฉันเข้าใจ” เฉินชิงตอบรับเบาๆ เธอรู้ดีว่าการที่ทางการสามารถจัดการกลุ่มคนทุจริตได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำขนาดนี้
พวกเขาต้องมีการเตรียมการมาอย่างดีแล้ว เพียงแต่จังหวะมันประจวบเหมาะกับการที่มวลชนลุกฮือขึ้นมาปกป้องเธอพอดี ทุกอย่างจึงลงตัวอย่างที่เห็น
สิ่งที่ทำให้เฉินชิงรู้สึกเจ็บใจอยู่ลึกๆ คือการที่เลขาธิการพรรคหยางและหยางซิวจิ่นยังคงลอยนวลอยู่ได้
เลขาธิการพรรคหยางที่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสือหลิงหยาง ชิงยื่นใบลาออกขอเกษียณอายุก่อนกำหนด ตัดช่องน้อยแต่พอตัวและลอยตัวหนีปัญหาไปได้อย่างสะอาดหมดจด
ส่วนความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงของหยางซิวจิ่นกับสือหลิงหยางนั้น หากไม่มีหยางอี้เหอออกมายืนยันด้วยตัวเองว่าเป็นพ่อแท้ๆ ก็เท่ากับไม่มีหลักฐานมัดตัว เฉินชิงทำได้เพียงถอนหายใจเงียบๆ ด้วยความเสียดาย
แรงบีบที่ฝ่ามือทำให้เธอหลุดจากภวังค์ เฉินชิงหันไปส่งยิ้มปลอบใจให้เขา “ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ ถึงช่วงที่ผ่านมามันจะกดดันมากๆ ก็ตาม แต่โชคดีมากที่ผลสุดท้ายมันออกมาดี”
“โชคดีมากจริงๆ” เฮ่อหย่วนพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นสินะ โชคดีที่เรื่องมันจบก่อน ไม่อย่างนั้นบางคนที่เขียนจดหมายเตรียม ‘อุทิศตัว’ ไว้แล้ว คงแย่เลย”
เฉินชิงเหลือบมองสามีด้วยสายตาที่รู้ทันไปเสียทุกอย่าง ในช่วงเวลาที่สือหลิงหยางเริ่มตอบโต้และมีกระแสโจมตีเธอกลับมา
สถานการณ์ของเธอก็เริ่มสั่นคลอน แม้ว่าเธอจะมีเส้นสายที่แข็งแกร่ง แต่ข้อกล่าวหาในยุคนี้มันกุขึ้นมาง่ายดายเหลือเกิน โดยเฉพาะคนที่มีอิทธิพลต่อมวลชนอย่างเธอ ยิ่งสร้างความกังวลใจให้เหล่าผู้นำได้ง่ายๆ
และ 'บางคน' ก็กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไป ถึงกับเขียนจดหมายยื่นข้อเสนอในเชิงข่มขู่ไปยังเบื้องบน เนื้อหาในจดหมายระบุว่า เขายินดีจะอุทิศทั้งชีวิตทำการวิจัยอยู่ในสถาบันวิจัย ไม่ไปไหน ขอเพียงอย่างเดียวคือให้เธอปลอดภัย แต่ถ้าคำขอนี้ไม่เป็นผล เขาก็ไม่รับประกันเช่นกันว่าจะทำอะไรที่คาดไม่ถึงลงไปบ้าง
“คุณไปแอบอ่านจดหมายผมตั้งแต่เมื่อไหร่” เฮ่อหย่วนมีสีหน้าลำบากใจ
เขาแค่กลัวเหลือเกินว่าเฉินชิงจะต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับพ่อแม่ของเขา
“อ้าว ก็คุณบอกฉันเองนี่นาว่าฉันอ่านได้ทุกอย่าง” เฉินชิงยิ้มกริ่ม
เฮ่อหย่วนถึงกับจุก พูดอะไรไม่ออก เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาพูดไว้เองจริงๆ เขาลอบถอนหายใจ โชคดีที่เธอปลอดภัย ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องทำตามข้อเสนอ 'ขายตัวเพื่อภรรยา' นั่นจริงๆ
จังหวะนั้นมีชาวบ้านเดินสวนมาพอดี เฮ่อหย่วนจึงรีบปล่อยมือจากเธอ แต่เฉินชิงกลับแกล้งใช้นิ้วก้อยเกี่ยวปลายนิ้วของเขาไว้หลวมๆ
“นี่คุณ... ถ้าเกิดคุณต้องไปทำงานวิจัยไกลๆ แบบในจดหมายนั่นจริงๆ ปล่อยให้ฉันอยู่ที่นี่คนเดียว ฉันก็คงต้องหาทางแต่งงานใหม่รอบสองแล้วมั้ง”
นัยน์ตาของเฮ่อหย่วนหดวูบ เขากัดฟันกรอด “เฉินชิง! คุณพูดออกมาได้ยังไงเนี่ย มีจิตสำนึกบ้างไหม”
“อ้าว แล้วคุณล่ะ ไปเขียนอะไรแบบนั้นทำไม!”
“ผมก็แค่ไม่อยากให้คุณต้องลำบาก! แต่มันไม่ได้หมายความว่าผมจะใจกว้างพอที่จะยกคุณให้คนอื่นได้นะ!” เฮ่อหย่วนเถียง แค่คิดว่าเธอจะไปอยู่กับชายอื่น เขาก็แทบทนไม่ไหวแล้ว
เฉินชิงเห็นท่าทางเดือดดาลแต่ทำอะไรไม่ได้ของเขาก็หัวเราะคิกคักออกมา ตอนนี้อยู่กลางถนน ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย เฮ่อหย่วนทำได้เพียงสะบัดหน้าหนีแล้วเร่งฝีเท้าเดินนำไปอย่างงอนๆ
เฉินชิงกลับยิ่งสนุก รีบวิ่งตามไปเกาะแกะเขา “คุณจะหนีฉันทำไม วันนี้ฉันเจอเรื่องน่ากลัวมาทั้งวันเลยนะ คุณไม่คิดจะปลอบใจฉันหน่อยเหรอ ใจร้ายที่สุด!”
เฮ่อหย่วนจำต้องหยุดเดินแล้วหันมามองเธออย่างจนใจ เฉินชิงยิ้มตาหยี ขยับเข้าไปใกล้ “เฮ่อหย่วน สบายใจได้ ฉันน่ะ ชอบคุณแค่คนเดียวเท่านั้นแหละ”
แววตาแข็งกร้าวของเฮ่อหย่วนอ่อนลงทันที มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะแสร้งทำเสียงเข้ม “ก็ขอให้มันจริงเถอะ”
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงซอยบ้าน ก็พบว่ามันแน่นขนัดไปด้วยผู้คน เสียงโห่ร้องยินดีดังกระหึ่มไม่ขาดสาย
นักข่าวคนหนึ่งที่ปักหลักรออยู่ตรงปากซอยรีบปรี่เข้ามาหาเฉินชิงทันที “สหายเฉินชิงครับ ในฐานะผู้จัดกิจกรรมครั้งนี้ จนได้รับชัยชนะอย่างงดงาม คุณมีความคิดเห็นยังไงบ้างครับ”
“ก่อนอื่นเลย ดิฉันต้องขอขอบคุณสหายทุกคนที่ต่อสู้และทุ่มเทเพื่อดิฉันนะคะ” เฉินชิงเริ่มต้นตอบคำถามอย่างฉะฉาน
“วินาทีแรกที่ฉันได้ยินเรื่องนี้ ดิฉันทั้งตกใจและซาบซึ้งใจมาก พวกเขาใช้ปลายปากกาเป็นอาวุธ ใช้เสียงของพวกเขาเป็นเกราะกำบัง เพื่อปกป้องดิฉันโดยไม่กลัวอะไรเลย ดิฉันประทับใจจริงๆ ค่ะ”
เธอนึกถึงตอนที่ได้รู้ว่ามีคนมากมายพร้อมใจกันเขียนจดหมายชื่นชมและปกป้องเธอ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจมารังแกเธอได้อีก
มันเป็นความรู้สึกที่ตื้นตันอย่างแท้จริง เธอโค้งคำนับให้กับมวลชนที่มารอต้อนรับ ทุกคนต่างยิ้มเขินๆ พลางโบกมือปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เฉินชิงจึงหันกลับไปพูดกับนักข่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังยิ่งขึ้น “ชัยชนะครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ค่ะ ว่าตราบใดที่เรายังสามัคคีกันภายใต้ธงผืนนี้ ก็ไม่มีอุปสรรคไหนที่เราจะข้ามผ่านไปไม่ได้!”
“ส่วนพวกที่คิดร้ายหมายจะทำลายการก่อสร้างสังคมนิยม จะต้องถูกกำปั้นเหล็กของประชาชนบดขยี้จนไม่เหลือซาก!”
“เราต้องสืบสานจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ จับการปฏิวัติ เร่งการผลิต และปฏิวัติต่อเนื่องภายใต้ระบอบเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพต่อไปให้ถึงที่สุด!”
“ถูกต้องที่สุด!!!”
เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วทั้งซอย หลังจากนักข่าวซักถามอีกสองสามคำถามจนได้เนื้อหาที่พอใจแล้วก็ขอตัวกลับไป แต่เนื้อหาของข่าวนี้ก็ถูกจำกัดวงอยู่เพียงในท้องถิ่นเท่านั้น
เฉินชิงโค้งขอบคุณทุกคนอีกครั้ง ผู้คนต่างเข้ามาพูดคุยแสดงความห่วงใยเธออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ แยกย้ายกันกลับไปอย่างรู้เวลา
เมื่อกลับถึงบ้าน เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งรออยู่ก็รีบเข้ามาถามทันที “น้าครับ เรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่ไหม น้าไม่เป็นอะไรแล้วนะ”
“อื้ม เรียบร้อยแล้วจ้ะ”
ความจริงแล้วเธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่น้อย แต่หากจะให้พูดว่ามีอะไรที่ไม่เหมาะสมจริงๆ ก็คงเป็นพลังในการชี้นำมวลชนของเธอที่มันรุนแรงเกินไปหน่อย ชื่อเสียงที่โด่งดังเกินไปก็ไม่ต่างอะไรกับดาบสองคม อนาคตจากนี้ไปคงต้องดูกันยาวๆ ว่าเธอจะควบคุมมันไปในทิศทางไหน
“น้ามีข่าวดีจะบอก” เฉินชิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“น้าได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะกรรมการโรงงานแล้วนะ เงินเดือนตั้ง 135 แหนะ เทียบเท่าระดับหัวหน้าแผนกเลย” เธอพูดพลางหันไปยักคิ้วให้เฮ่อหย่วนอย่างท้าทาย
“เฮ่อหย่วน การปฏิวัติของเรายังไม่จบสิ้นนะ คุณยังต้องพยายามอีกเยอะ” ในที่สุดเธอก็แซงหน้าเขาได้สำเร็จ! รู้สึกดีใจเป็นบ้า
เฮ่อหย่วนรู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาจริงๆ “ผมจะพยายาม”
ตามกฎเหล็กของโรงงานเครื่องจักร เขาต้องรออีกถึง 3 ปีกว่าจะได้รับตำแหน่งหัวหน้าสถาบันวิจัย ถึงตอนนั้น ใครจะรู้ว่าเฉินชิงไต่เต้าไปถึงตำแหน่งไหนแล้วก็ไม่รู้
ทางเดียวที่เขาจะเลื่อนขั้นได้เร็วกว่านี้ คือต้องยื่นเรื่องขอย้ายไปสังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์จีน หรือไม่ก็ย้ายไปหน่วยงานด้านกลาโหมเลย
หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือการไปประจำที่มหาวิทยาลัย ที่นั่นเขาสามารถเริ่มโครงการวิจัยของตัวเองได้ โดยไม่ต้องอยู่ใต้การควบคุมของโรงงานเครื่องจักรอีกต่อไป
เมื่อนั้นทั้งเงินเดือนและตำแหน่งก็จะขยับขึ้นตามผลงาน แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้จัดการโรงงานคนใหม่ แม้ว่าสถาบันวิจัยจะขึ้นตรงต่อส่วนกลาง แต่ผู้จัดการโรงงานก็ยังมีอำนาจในการบริหารอยู่ดี เขาต้องได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการก่อน ถึงจะมีสิทธิ์ในการวิจัยอย่างอิสระ
เฮ่ออวี้เสียงมองน้ากับอาสลับกันไปมาด้วยสายตาประหลาดใจ เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมคนที่เป็นสามีภรรยากันแท้ๆ ถึงยังต้องมาแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันเรื่องตำแหน่งงานด้วย แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยที่บ้านก็มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว
ตลอดทั้งวันเฉินชิงดูสดใสร่าเริงและหัวเราะไม่หยุด แต่เมื่อถึงเวลากลางคืน เธอกลับต้องเผชิญกับฝันร้ายที่น่าสะพรึงกลัว
ในความฝัน มือเย็นเฉียบที่โชกไปด้วยเลือดกำลังบีบรัดคอของเธออย่างแรง ความรู้สึกขาดอากาศหายใจโจมตีเธออย่างจัง
เธอพยายามดิ้นรนหนี ทว่าเบื้องหน้ากลับมีเพียงเส้นทางมืดมิดที่ทอดยาวไปไม่สิ้นสุด เธอออกแรงวิ่งสุดชีวิต แต่เสียงหัวเราะแหลมสูงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังไล่หลังมา ใบหน้าอันบิดเบี้ยวของหล่อนอ้าปากกว้าง ก่อนที่คมมีดจะถูกแทงทะลุเข้ามาที่ร่างกายของเธอ
เลือดสดๆ สาดกระเซ็นจากหน้าอก ความเจ็บปวดที่สมจริงแล่นไปทั่วร่าง เฉินชิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เธอมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดมิด เสียงกรีดร้องยังคงติดค้างอยู่ในลำคอ นิ้วมือจิกผ้าปูที่นอนไว้แน่นจนข้อขาว ชุดนอนด้านหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ เหนียวเหนอะหนะจนน่ารำคาญ
เฮ่อหย่วนที่นอนอยู่ข้างๆ ตื่นขึ้นมาเพราะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขารีบลุกขึ้นไปดึงสวิตช์ไฟทันที ความสว่างวาบไปทั่วทั้งห้อง เขาประคองเธอขึ้นมานั่งแล้วรีบไปรินน้ำอุ่นมาให้ “ดื่มน้ำก่อนนะ”
เฉินชิงรับแก้วมาดื่มรวดเดียวจนหมด เฮ่อหย่วนหยิบชุดนอนตัวใหม่มาให้เธอเปลี่ยน เมื่อร่างกายเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ สติสัมปชัญญะของเธอก็เริ่มกลับคืนมา เฮ่อหย่วนดึงเธอเข้าไปกอดไว้แน่น ลูบหลังปลอบโยน
“ไม่เป็นไรนะ มันก็แค่ฝัน ไม่ใช่เรื่องจริง”
“ฉันรู้ แต่...ฉันแค่กลัว” เฉินชิงซบหน้าลงบนไหล่กว้างของเขาอย่างอ่อนล้า
“ถ้าฉันตายไปจริงๆ คุณจะทำยังไง”
“ผมก็จะจัดการส่งเจ้าสองแสบนั่นไปอยู่เป็นเพื่อนคุณ แล้วผมก็จะตามไป พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปไง” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนและมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ เสียงทุ้มต่ำนั้นราวกับจะสลักคำมั่นสัญญาลงในหัวใจของเธอ
ขอบตาของเฉินชิงร้อนผ่าว เธอหลับตาลง กอดเขาตอบแน่น ปล่อยให้น้ำตาค่อยๆ ไหลซึมลงบนบ่าของเขา ตอนเธอยังเด็ก เธอฝันร้ายเป็นประจำจนชินชา เธอไม่เคยกลัวฝันร้ายเลยสักครั้ง แต่ตอนนี้ เธอกลับกลัวความตายขึ้นมาจับใจ...เพียงเพราะเธอกลัวว่าจะต้องจากพวกเขาไป
[จบบท]