บทที่ 384: คุณน้าหนีเที่ยว!
“ก็... พอไหวค่ะ พออยู่พอกินไปวันๆ” เฉินชิงตอบ
เฮ่อหย่วนไม่พอใจกับคำตอบนั้น แต่เขาก็ไม่ชอบเอาเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับเฉินชิงไปคุยกับคนอื่น
“เห็นว่าพวกคุณยังไม่มีเจ้าตัวเล็กกันใช่ไหมคะ แล้วนี่คิดไว้หรือยังว่าถ้ามีแล้ว จะแบ่งเวลากันยังไง” เติ้งเหม่ยฮวาถามขึ้นมา
เธอน่ะมีลูกตั้ง 5 คน แถมแต่ละคนก็เป็นเหมือนด่านทดสอบความก้าวหน้าในอาชีพของเธอทั้งนั้น
เฮ่อหย่วนตอบสั้นๆ “ถึงตอนนั้นค่อยคิดครับ”
เฉินชิงรีบพยักหน้าเสริม “ใช่เลยค่ะ พวกเรายังไม่รีบเรื่องนี้กันเลย”
พอเห็นว่าสองสามีภรรยาดูไม่อยากคุยเรื่องส่วนตัว เติ้งเหม่ยฮวาก็เปลี่ยนหัวข้อไปคุยเรื่องหัวหน้าแผนกคนอื่นๆ ในโรงงานเครื่องจักรแทน ซึ่งเฉินชิงก็รับหน้าที่ตอบคำถามไปทีละข้อ
ทั้งคู่ยื้อเวลาคุยเล่นจนเป็นสองคนสุดท้ายที่เดินออกมา ทำเอาเวลาพักเที่ยงของเฉินชิงหายเกลี้ยง
พอกลับมาถึงคณะกรรมการโรงงาน หัวหน้าหลิวก็ตรงเข้ามาหาเธอ
“เธอ! ออกมาคุยกับฉันแป๊บนึง”
เฉินชิงเดินตามออกไปอย่างงงๆ แต่ก็เป็นฝ่ายชิงเปิดประเด็นก่อน “หัวหน้าคะ คุณรู้แล้วใช่ไหมว่าฉันกำลังจะไปทำงานต่างถิ่น ช่วงที่ฉันไม่อยู่... ทางคณะกรรมการโรงงานคงต้องรบกวนคุณช่วยคุมแทนหน่อยนะคะ”
“รู้แล้วๆ ก็พอเธอกลับมานั่นแหละ ฉันก็จะไปยื่นเรื่องเกษียณพอดี เธอก็ไปแป๊บเดียว ที่เรียกมาเนี่ย คือฉันจะมาอธิบายว่าอีก 3 แผนกที่เหลือในคณะกรรมการโรงงานน่ะ มันมีหน้าที่อะไรบ้าง”
ในที่สุดหัวหน้าหลิวก็ได้ฤกษ์สละตำแหน่ง ยกภาระหนักอึ้งของคณะกรรมการโรงงานออกไปได้เสียที เอาจริงๆ เขารู้สึกโล่งใจสุดๆ
ตั้งแต่เฉินชิงเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้า เขาก็นอนตาไม่หลับมาหลายคืน กลัวว่าเธอจะไปสร้างเรื่องสร้างราว แล้วเขาจะรับมือไม่ไหว
แต่พอนานวันเข้า เรื่องที่แม่สาวคนนี้ทำมันก็ใหญ่โตเกินกว่าที่เขาจะคุมได้ไปแล้ว
เขาทำได้แค่กลับมานั่งคิดทบทวน ว่าหลายปีที่ผ่านมานี่เขาทำประโยชน์อะไรให้โรงงานเครื่องจักรบ้าง
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมันไร้ค่านัก
โชคยังดีนะเนี่ย ที่มีเฉินชิงโผล่มา
หัวหน้าหลิวเริ่มอธิบายรายละเอียดทีละอย่าง เฉินชิงก็ตั้งอกตั้งใจฟัง
พออธิบายจบ หัวหน้าหลิวก็ตบบ่าเธอเบาๆ “ต่อไปก็ตั้งใจทำงานให้มันดีๆ ล่ะ”
“ฉันเข้าใจค่ะ” เฉินชิงรู้ทันว่าเขาจงใจเปิดทางให้เธอ
“แต่คุณก็ยังไม่ได้แก่ขนาดนั้น ทำไมถึงรีบเกษียณล่ะคะ”
“โอ๊ย ฉันจะกลับไปใช้เวลากับยายเฒ่าที่บ้านน่ะสิ แล้วอีกหน่อยนะ ถ้าเธอมีลูกเมื่อไหร่ ฉันจะอาสาไปช่วยเลี้ยงให้เอง”
เขาคิดแผนเกษียณไว้หมดแล้ว ลูกเต้าก็ถูกส่งไปทำงานไกลกันหมด
เขาชินกับที่นี่ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอากาศหรืออาหารการกิน มันเปลี่ยนไม่ไหวแล้ว
สู้ปักหลักใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่เลยดีกว่า
พอลูกหลานไม่อยู่ข้างกาย ถ้าเกษียณไปเฉยๆคงได้เบื่อตายแน่ หางานอดิเรกทำดีกว่า
แถมแม่สาวคนนี้ก็ไม่มีญาติผู้ใหญ่คอยดูแล พอถึงเวลาคลอดลูก คนที่จะลำบากที่สุดก็คือเธอ พอดีเลย ตอนนั้นเขาก็ว่างงานแล้ว จะได้ควงคู่ยายเฒ่าไปช่วยเธอเลี้ยงหลาน
เฉินชิงรู้สึกตื้นตันจนขอบตาร้อนผ่าว “โธ่ คุณจะมาพูดอะไรซึ้งๆ แบบนี้ทำไมคะ”
“เฮ้ นี่ฉันพูดจริงจังนะ ไม่ได้เล่นมุก! แต่ฉันขอบอกไว้ก่อน ฉันรับเลี้ยงหลายคนไม่ไหวนะ พวกเธอน่ะ มีได้อย่างมากแค่ 3 คน เข้าใจไหม!”
หัวหน้าหลิวชี้หน้าคาดโทษ
ถ้าเธอคิดจะผลิตลูกออกมาเป็นโหลล่ะก็ เขาขอบายล่วงหน้าเลย
เฉินชิงที่กำลังซึ้งอยู่เมื่อครู่ หลุดขำออกมา “โอ๊ย ฉันไม่ปั๊มลูกออกมาเยอะขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่นี้ก็ยุ่งจะแย่แล้ว”
หัวหน้าหลิวก็ว่าอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นพ่อแม่คงได้โทรมตายกันไปข้าง
“เรื่องลูกน่ะพับเก็บไปก่อน ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่า ฉันจะบอกให้ ตำแหน่งรองหัวหน้าน่ะ เธอต้องคิดให้ดีๆ เลยนะ พอกลับมาจากต่างถิ่นปุ๊บ ต้องเลือกคนให้ได้ทันที”
ช่องว่างเงินเดือนระหว่างหัวหน้ากลุ่มกับรองหัวหน้านั้นต่างกันลิบลับ
แน่นอนว่าต้องมีคนอยากได้ตำแหน่งนี้จนตาเป็นมัน
“ฉันทราบค่ะ”
เฉินชิงยกมือนวดขมับ
เธอขอตัวกลับไปทำงานที่ออฟฟิศก่อน
ในห้องทำงานยังคงคึกคักไปด้วยเสียงซุบซิบเรื่องผู้จัดการโรงงานคนใหม่ ส่วนเฉินชิงก็ก้มหน้าก้มตาเคลียร์งานจิปาถะที่กองพะเนิน
งานยุ่งได้ไม่ทันไร เธอก็ถูกหัวหน้าหลินลากตัวไปดูการซ้อมละครเวทีอีก
“ฉันกะว่านะ พอซ้อมเสร็จ จะลองตระเวนแสดงตามโรงงานแถวนี้ดูก่อน ถ้าผลตอบรับดี ก็จะฟอร์มทีมเฉพาะกิจนี่แหละ ยกกองไปแสดงตามหมู่บ้านในชนบทเลย”
ถ้าเทียบกับผู้หญิงในเมืองที่พอมีงานทำเป็นของตัวเอง ผู้หญิงในชนบทต้องการการปลดปล่อยทางความคิดมากกว่าเยอะ
รายนั้นถ้าทนไม่ไหวจริงๆ อย่างมากก็แค่แยกบ้านกับสามี
แต่ผู้หญิงตามชนบทน่ะสิ มีแค่ทางเลือกไม่กี่อย่าง ร้องไห้โวยวาย ก่อเรื่อง หรือไม่ก็ผูกคอตาย
พอกระดกยาพิษเข้าไปทุกอย่างก็จบ
เฉินชิงเห็นด้วยกับแผนนี้เต็มที่ ทั้งสองจึงยืนคุยรายละเอียดกันต่อ
คุยกันจนเกือบจบ หัวหน้าหลินก็ถามขึ้นมา
“นี่ถามจริงนะเสี่ยวชิง เธอจะไม่ใส่ชื่อตัวเองลงไปในงานนี้จริงๆ เหรอ ทั้งกิจกรรม ทั้งบทละคร เธอเป็นคนคิดเองหมดเลยนะ เธอคือหัวเรี่ยวหัวแรงหลักเลยนะ เดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็จับตาดูเธออยู่ทั้งนั้น ใครๆ ก็รู้ว่าเธอวิ่งเต้นเรื่องสหพันธ์สตรีมาตลอด”
เฉินชิงหัวเราะแหะๆ “แหม ฉันกลัวว่ามันจะเด่นเกินหน้าเกินตาคนอื่นน่ะสิคะ”
“โอ๊ย จะกลัวอะไร เธอก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน เธอนั่นแหละที่สมควรจะเป็นดาวเด่น! ปล่อยให้เด็กรุ่นใหม่มันเห็นซะบ้าง ว่าเวลาที่พวกเขาพูดถึงคนที่น่านับถือเนี่ย สหายผู้หญิงอย่างเราก็มีที่ยืนเหมือนกัน!”
“อ่า... งั้นก็ได้ค่ะ!” เฉินชิงยอมแพ้ เธอรู้สึกว่าทุกวันนี้ชื่อเสียงตัวเองก็ดังพอตัวแล้ว เพิ่มอีกสักเรื่องคงไม่เป็นไร
หัวหน้าหลินยิ้มกว้างอย่างพอใจ โอบไหล่เฉินชิงให้ดูการซ้อมต่อ
เฉินชิงช่วยให้คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ จนถึงเวลาเลิกงานก็กลับบ้าน
กลับถึงบ้านได้ไม่นาน เฮ่อหย่วนก็กลับมาถึง พอเห็นหน้าเขาก็ส่งเสียงจิกกัดขึ้นจมูก
“สหายเฉินชิง ได้ยินว่าการใช้ชีวิตอยู่กับผมนี่มัน... ‘แค่พอไหว’ งั้นเหรอครับ”
“โอ๋ๆ ก็ฉันแค่ถ่อมตัวไปอย่างนั้นแหละ ชีวิตคู่ของเรามันดีแค่ไหน เรารู้กันอยู่สองคนก็พอแล้ว จริงไหมคะ” เฉินชิงรีบเข้าไปอ้อน เขย่าแขนเขาเบาๆ
แววตาคมเข้มของเฮ่อหย่วนฉายแววอบอุ่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่ก็ยังแกล้งทำเสียงเก๊ก
“เฮ้อ ก็ได้ๆ เห็นแก่ที่คุณมาอ้อนหรอกนะ ผมจะยอมให้อภัยคุณก็ได้ เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จ ผมจะช่วยจัดกระเป๋าเดินทางให้”
“จริงเหรอ งั้นฉันขอยืมกระเป๋าเดินทางใบเก่งของคุณได้ไหม”
“อืม เอาไปสิ แต่ถ้าคุณต้องไปทำงานต่างถิ่นบ่อยขนาดนี้ สงสัยเราคงต้องซื้อเพิ่มอีกใบแล้วล่ะ”
“นั่นสิ ถ้าซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ก็น่าเสียดายแย่”
ทั้งสองคนเริ่มคุยกันเรื่องแผนการเดินทาง
เสี่ยวอวี้ที่นั่งเล่นอยู่แถวนั้นเงยหน้าขึ้นมามองอย่างสงสัย
“คุณน้าคะ คุณน้าจะไปเที่ยวเหรอคะ”
“เปล่าจ้ะ น้าต้องไปทำงานต่างถิ่นน่ะ แต่ไม่นานหรอกนะ ประมาณ 5-6 วันเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว” เฉินชิงย่อตัวลงไปบีบแก้มกลมๆ ของเจ้าตัวเล็ก
เสี่ยวอวี้เบิกตากว้าง “ไป... ไปทำงานต่างถิ่นเหรอคะ”
เฉินชิงยิ้ม “ใช่แล้วจ้ะ ไว้เดี๋ยวน้ากลับมา น้าจะซื้อขนมอร่อยๆ มาฝากหนูเยอะๆ เลย ดีไหม”
เสี่ยวอวี้ส่ายหัวทันคที ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมา สมองยังประมวลผลไม่เสร็จ แต่น้ำตากลับไหลทะลักออกมาก่อน
“ฮึก... หนูไม่เอาขนม! คุณน้า หนูจะไปด้วย! ฮือออ... หนูไม่อยากอยู่ห่างคุณน้านี่นา หนูต้องคิดถึงคุณน้ามากๆ แน่เลย หนูอยากไปกับคุณน้า”
เฉินชิงตกใจ ทำอะไรไม่ถูก รีบดึงตัวหลานสาวมากอดแล้วเช็ดน้ำตาให้
“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ ไม่เป็นไรนะ คุณอาของหนูก็ยังอยู่บ้านไงจ๊ะ น้าไปแค่ 5-6 วันเอง แป๊บเดียวก็กลับมาแล้ว เชื่อสิ เร็วมากๆ เลย”
เสี่ยวอวี้ใช้มือเล็กๆ สองข้างปิดหน้าแล้วสะอื้น “ฮือ... หนูรู้ค่ะ”
เธอรู้ว่าคุณน้าต้องไปทำงาน เธอต้องเป็นเด็กดี ไม่ดื้อไม่ซน ต้องเชื่อฟังคุณอา แต่ว่า... แต่ว่าตอนนี้เธอคิดถึงคุณน้าล่วงหน้าไปแล้ว
เฮ่ออวี้เสียงได้ยินเสียงน้องสาวร้องไห้จ้า ก็รีบโผล่ออกมาจากห้องครัว พอรู้เรื่องว่าคุณน้าจะไปทำงานต่างถิ่น สีหน้าเขาก็เครียดขึ้นมา
“ไปเมืองหลวงคนเดียวแบบนี้ มันจะปลอดภัยเหรอครับ”
“ปลอดภัยแน่นอนจ้ะ ไม่ต้องห่วงเลย ตั๋วรถไฟของน้าเป็นตั๋วพิเศษสำหรับเจ้าหน้าที่ แถมยังได้ตั๋วนอนด้วยนะ สบายจะตาย พอไปถึงที่นั่นปุ๊บ ก็มีคนมารอรับน้าเลย”
เฉินชิงหันไปตอบเฮ่ออวี้เสียง แต่ก็ยังไม่ลืมลูบหลังปลอบเสี่ยวอวี้ไปด้วย
แต่ดูเหมือนเจ้าตัวเล็กจะยังทำใจไม่ได้ “ฮืออ... หนูขอกลับห้องก่อนนะคะ”
เสี่ยวอวี้สะอื้นจนตัวโยน เธอผละออกจากอ้อมกอดของคุณน้า วิ่งกลับเข้าห้องตัวเอง แล้วกระโจนขึ้นเตียง ซบหน้าลงกับหมอน ร้องไห้โฮ
เสียงร้องไห้นั้นทำเอาเฉินชิงใจจะขาด เธอหันไปมองเฮ่อหย่วนตาละห้อย
“โธ่คุณ... ทำยังไงดีล่ะ สงสารหลานจัง หรือว่า... ฉันจะพาเสี่ยวอวี้ไปด้วยดีไหม”
“ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าคุณเอาหลานไปด้วย คุณจะเหนื่อยเป็นสองเท่าเลยนะ” เฮ่อหย่วนปฏิเสธทันควัน
เฮ่ออวี้เสียงได้แต่ยืนเม้มปากแน่น เขาใช้ปลายเท้าขูดพื้นไปมา รู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอ อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็นึกไม่ออก
เฮ่อหย่วนถอนหายใจแล้วเดินตามเข้าไปปลอบเสี่ยวอวี้ในห้อง
เฮ่ออวี้เสียงจึงเดินคอตกกลับเข้าห้องครัวไปทำอาหารต่อ แต่ในหัวกลับคิดฟุ้งซ่าน
ทำไมน้าต้องไปทำงานต่างถิ่นกะทันหันด้วยนะ
เธอยิ่งชอบก่อเรื่องอยู่เรื่อย ถ้าเกิดไปเปรี้ยวซ่าในที่ที่ไม่คุ้นเคย แล้วโดนคนอื่นแกล้งขึ้นมาจะทำยังไงล่ะเนี่ย
[จบบท]