บทที่ 385: เมืองหลวงรออยู่
เฮ่อหย่วนต้องเกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าเฮ่ออวี้ถิงจะยอมเปิดประตูให้ แต่ถึงอย่างนั้น เด็กหญิงก็ยังคงร้องไห้หนักจนแทบขาดใจ น้ำตาหลายสายไหลเปื้อนแก้ม
“คุณอา... ฮึก... หนูไม่อยากให้คุณน้าไปเลยค่ะ หนูอยากไปกับคุณน้าด้วย ปล่อยหนูไปนะคะ หนูจะเป็นเด็กดี ไม่ดื้อไม่ซนเลย”
“คุณน้าของหนูเขามีงานต้องไปทำนะ ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นซะหน่อย ถ้าพาหนูไปด้วย คุณน้าก็ดูแลหนูไม่ไหวหรอกจริงไหม”
เฮ่อหย่วนอุ้มเด็กหญิงขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน “อีกอย่าง ที่นั่นไม่ใช่ที่สำหรับเด็กๆ นะ เดี๋ยวพวกเรามาช่วยคุณน้าจัดกระเป๋าดีกว่า พอคุณน้าไปถึงที่โน่น หยิบของใช้ขึ้นมา ก็จะได้คิดถึงหนูเป็นคนแรกเลย ดีไหมครับ”
“ฮึก... แต่ถ้าหนูคิดถึงคุณน้ามากๆ... มากๆ เลย หนูจะทำยังไงล่ะคะ” เฮ่ออวี้ถิงยังคงสะอื้นไม่หยุด
เธออยากอยู่กับคุณน้า ไม่อยากให้คุณน้าไปไหนเลย
เฮ่อหย่วนยังคงปลอบโยนเด็กหญิงต่อไป บอกว่าถ้าคิดถึงก็สามารถโทรศัพท์ไปคุยได้
ความหวังที่จะได้ติดตามคุณน้าไปทำงานไกลถึงเมืองหลวงดูจะริบหรี่เต็มที เฮ่ออวี้ถิงหมดอาลัยตายอยาก ไม่แม้แต่จะมีอารมณ์กินข้าวเย็น
เฉินชิงอดคิดไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ผ่านการคลอดลูกมาแล้ว มักจะถูกพันธนาการไว้ด้วยสายใยของความเป็นแม่ได้ง่ายเหลือเกิน
แค่เห็นน้ำตาของเด็ก ก็พาลจะใจอ่อนยวบยาบ จนยอมทำตามคำขอของพวกเขาไปเสียทุกอย่าง
เหมือนที่เธอเกือบจะใจอ่อนยอมพาเฮ่ออวี้ถิงไปด้วยเมื่อครู่นี้
ทั้งที่รู้ดีว่าการพาเด็กเล็กไปทำงานด้วยจะวุ่นวายขนาดไหน
แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่ความผิดของเด็กเลย
เฉินชิงสูดลมหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เสี่ยวอวี้ หนูคิดซะว่าน้าไปเตรียมของขวัญให้หนูนะจ้ะ แต่ว่ามันเป็นของขวัญชิ้นใหญ่มากๆ เลยต้องใช้เวลาเตรียมนานหน่อย พอน้ากลับมา หนูก็จะได้ของขวัญชิ้นนั้นเลย ดีไหม”
“หนูไม่เอาของขวัญค่ะ... ฮือ... หนูจะเอาคุณน้า หนูอยากอยู่กับคุณน้า”
เฮ่ออวี้ถิงโผเข้ากอดเธอแน่น ร้องไห้ออกมาอีกระลอก
เฉินชิงทำได้เพียงลูบหลังปลอบโยนเด็กหญิง
บรรยากาศในบ้านตลอดหลายวันก่อนการเดินทางจึงเต็มไปด้วยความหม่นหมอง
จนถึงวันที่เฮ่ออวี้ถิงไปส่งคุณน้าขึ้นรถไฟ เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงก็ดังระงมไปทั่วชานชาลา
เฉินชิงเริ่มไม่แน่ใจว่าการบอกลาอย่างเป็นทางการเป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า แต่ถ้าให้เธอแอบย่องหนีไปเฉยๆ เธอก็ทำไม่ลงอยู่ดี
มือเล็กๆ ของเฮ่ออวี้ถิงยื่นออกไปทางขบวนรถไฟที่กำลังเคลื่อนตัว “ฮือ... คุณน้าของหนู... คุณน้าไปแล้ว”
น้ำตาเม็ดโป้งๆ ร่วงหล่นลงพื้น เฮ่ออวี้ถิงปาดน้ำตาป้อยๆ แต่ยิ่งเช็ดก็เหมือนยิ่งไหล “หนูจะอยู่กับคุณน้า... ฮือ...”
เสียงของเธอแหบพร่าไปหมดเพราะร้องไห้หนักเกินไป
เฮ่ออวี้เสียงที่ยืนอยู่ข้างๆ มองภาพน้องสาวร้องไห้ปานจะขาดใจ สลับกับขบวนรถไฟที่หายลับไปจนสุดสายตา ขนตาของเด็กชายสั่นระริก
เฮ่อหย่วนต้องอุ้มเฮ่ออวี้ถิงกลับบ้าน ระหว่างทางก็ต้องคอยป้อนยาแก้เจ็บคอให้ ทั้งยังกังวลว่าหลานสาวจะเสียใจจนล้มป่วย
“มีคนอีกตั้งเยอะแยะที่ไม่เคยมีโอกาสได้ไปไกลถึงขนาดนั้นเลยนะ คุณน้าของหนูเก่งมากๆ เลยนะ เรามาภูมิใจในตัวคุณน้ากันดีกว่านะ”
“หนูรู้ค่ะ... ฮึก...”
เฮ่ออวี้ถิงเบะปากจะร้องไห้อีก
แม้ว่าตอนกลางคืนจะพยายามบอกตัวเองให้เข้มแข็งและเป็นเด็กดี แต่พอนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้เช้าคุณน้าจะไม่อยู่บ้านแล้ว เธอก็อดเสียใจไม่ได้
เธอต้องเป็นเด็กไม่ดีมากแน่ๆ ที่ทำให้คุณน้าต้องเป็นห่วง
เฮ่ออวี้ถิงยิ่งคิดก็ยิ่งเกลียดตัวเอง เธอซุกหน้าลงกับเข่าแล้วร้องไห้ออกมาเงียบๆ
เฉินชิงที่อยู่บนรถไฟก็ทุกข์ใจไม่แพ้กัน การเดินทางครั้งนี้ทำให้หลานสาวต้องร้องไห้จนเสียงแหบเสียงแห้ง
เฮ้อ
ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามาในใจของเธอ
หลังจากใช้เวลาเดินทางทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดเธอก็มาถึงเมืองหลวง เฉินชิงตัดสินใจปัดความรู้สึกผิดทิ้งไปก่อน เอาไว้กลับไปค่อยหาทางชดเชยให้เฮ่ออวี้ถิง ตอนนี้เธอต้องมุ่งมั่นกับงานตรงหน้าให้ดีที่สุด
เมื่อก้าวลงจากรถไฟ เฉินชิงก็ต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ ท้องฟ้าของเมืองหลวงในยุคนี้ช่างปลอดโปร่งไร้หมอกควัน สีฟ้าสดใสราวกับภาพวาดในจินตนาการ
“สหายเฉิน”
เสียงทักทายที่คุ้นหูทำให้เฉินชิงหันไปมอง
“อ้าว คุณมู่เจี้ยนกั๋ว ทำไมคุณมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ”
“อ๋อ พอดีผมบาดเจ็บน่ะครับ ตอนย้ายสังกัดเลยเลือกมาทำงานที่เมืองหลวง พอดีว่ากิจกรรมอุตสาหกรรมเบาคราวนี้ กรมของผมเป็นผู้จัด ผมเห็นชื่อคุณในรายชื่อพอดี แล้วเราก็เป็นคนบ้านเดียวกันด้วย ผมเลยอาสามาต้อนรับคุณครับ”
“งั้นก็ต้องขอบคุณมากเลยนะคะ”
ถึงจะพูดอย่างนั้น เฉินชิงก็ยังยื่นจดหมายแนะนำตัวให้เขาตามระเบียบ
มิน่าล่ะ เขาถึงบอกว่าอีกไม่นานคงได้เจอกัน
แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยที่เขายอมทิ้งตำแหน่งเล็กๆ ที่บ้านเกิด มาเป็นแค่พนักงานธรรมดาในเมืองหลวงแบบนี้
มู่เจี้ยนกั๋วรับจดหมายไปตรวจสอบ ก่อนจะพาเธอขึ้นรถไปยังบ้านพักรับรองที่จัดเตรียมไว้
“สหายเฉิน การประชุมจะเริ่มพรุ่งนี้ 10 โมงเช้านะครับ คุณจะพักผ่อนก่อน หรือจะออกไปเดินเล่นชมเมืองก่อนก็ได้ ถ้าต้องการอะไรเรียกหาผมได้ตลอดเลยครับ”
“ตกลงค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
เฉินชิงวางกระเป๋าเดินทางไว้ในห้องพัก ตั้งใจว่าจะออกไปหาอะไรรองท้องเสียหน่อย
ทว่าทันทีที่เธอก้าวออกจากประตูห้อง ก็มีเสียงซุบซิบนินทาดังลอดเข้ามาในหู
“นี่ๆ ได้ยินว่าแม่เฉินชิงที่ทำเงินได้เป็นล้านนั่นก็มาด้วยนะ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะมาทำไม ไม่ได้อยู่โรงงานเสื้อผ้า ไม่ได้เรียนจบด้านนี้มาโดยตรง แค่อาศัยโชคช่วยแท้ๆ จะมีประสบการณ์อะไรมาแบ่งปันให้พวกเราได้”
“นั่นสิ ได้ยินว่าจะต้องขึ้นพูดบนเวทีด้วยนะ ไม่รู้เอาความกล้ามาจากไหน”
เฉินชิงหยุดชะงัก เธอครุ่นคิดว่าระหว่างการไปหาข้าวกิน กับการจัดการพวกปากไม่มีหูรูดนี่ ควรทำอะไรก่อนดี
ยังไม่ทันได้ตัดสินใจ กลุ่มคนดังกล่าวก็เดินเลี้ยวออกมาจากมุมพอดี และเผชิญหน้ากับเธอเข้าอย่างจัง
ทุกคนจำเฉินชิงได้แม่น ด้วยใบหน้าที่สวยสะดุดตาเป็นเอกลักษณ์ขนาดนั้น
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเธอทำให้ทุกคนตกตะลึงไปชั่วขณะ
“เฉินชิง... คุณ...”
“อ้าว พวกคุณนี่เอง บังเอิญอะไรอย่างนี้” เฉินชิงยิ้มหวาน
“จำได้ว่าคราวที่แล้วที่งานมหรกรรมการค้ากวางเจา พวกคุณยังชมว่าบูธของฉันจัดได้สวย อยากจะขอเคล็ดลับการดึงดูดเงินตราต่างประเทศอยู่เลย”
“ไม่คิดเลยนะคะว่าเวลาผ่านไปแป๊บเดียว ทุกคนจะเก่งกาจกันขึ้นขนาดนี้... อ้อ ถ้าพวกคุณมีวิธีที่ดีกว่านี้ ฉันก็ยินดีช่วยไปเสนอชื่อให้พูดแทนฉันนะคะ”
กลุ่มคนดังกล่าวหน้าแดงก่ำ
อึกอักพูดไม่ออกไปตามๆ กัน ไม่มีใครกล้าสบตาหรือโต้เถียงเธอกลับสักคำ
เฉินชิงเลิกคิ้วเล็กน้อย
...แค่นี้เนี่ยนะ
กล้าดีแค่ตอนนินทาลับหลังเท่านั้นสินะ
หญิงสาวหมดอารมณ์ที่จะต่อปากต่อคำด้วย เธอตัดสินใจไปหาของอร่อยๆ กินที่ร้านอาหารของรัฐดีกว่า แล้วค่อยเดินเล่นชมเมืองไปเรื่อยเปื่อย
ระหว่างทางก็มีหนุ่มๆ หลายคนพยายามเข้ามาทำความรู้จัก แต่ก็ต้องล่าถอยไปแทบไม่ทัน เมื่อเจอประโยคเด็ดของเธอ “ฉันมีลูก 5 คนแล้วค่ะ”
เฉินชิงเดินเล่นจนพอใจ
ได้ของขวัญติดไม้ติดมือกลับไปฝากที่บ้านเล็กน้อย
เมื่อกลับถึงบ้านพักรับรอง ก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาแจ้งรายละเอียดของงานในวันพรุ่งนี้
“สหายเฉินครับ ในช่วงท้ายของกิจกรรม จะมีการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมซักถามด้วย หวังว่าคุณจะเตรียมคำตอบไว้เป็นอย่างดีนะครับ”
“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา”
เฉินชิงรับคำอย่างมั่นใจ
แม้ว่างานจะเริ่ม 10 โมงเช้า แต่ทุกคนต่างก็ทยอยเดินทางมาถึงหอประชุมใหญ่ตั้งแต่ 8 โมง
เฉินชิงเดินไปนั่งยังที่นั่งที่จัดเตรียมไว้ให้
บนเวทีมีป้ายผ้าผืนใหญ่ขึงไว้ ข้อความว่า ‘การประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้จากต้าชิ่งในอุตสาหกรรมเบาแห่งชาติ’
บรรยากาศในงานค่อนข้างวุ่นวายและเสียงดังพอสมควร
ดูเหมือนว่าคนจากแวดวงอุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะพากันมองหาใครบางคน และเมื่อพวกเขาเห็นเฉินชิง ชายคนหนึ่งก็รีบปรี่เข้ามาหาเธอทันที พร้อมด้วยรอยยิ้มประจบประแจง
“สหายเฉินชิงครับ! แหม ผมตามหาคุณตั้งนาน คุณมีแบบร่างดีไซน์ใหม่ๆ ติดมาด้วยหรือเปล่าครับ”
เฉินชิงตอบเรียบๆ “ไม่มีค่ะ”
รอยยิ้มของชายคนนั้นจางลงทันที “อ้าว ไม่มีเหรอครับ ทำไมสหายเฉินชิงไม่ลองคิดแบบใหม่ๆ ดูบ้างล่ะครับ เกิดพวกฝรั่งเขาเบื่อแบบเก่าๆ ขึ้นมาจะทำยังไง... เอ่อ ถ้ามีเมื่อไหร่ สหายเฉินชิงติดต่อผมได้ตลอดเลยนะครับ”
เขายื่นกระดาษแผ่นเล็กที่มีที่อยู่และเบอร์ติดต่อให้เธอ
เฉินชิงยิ้มเยาะ “คงไม่ล่ะค่ะ แบบร่างของฉัน ฉันไม่คิดจะให้คุณหรอกค่ะ”
“อ้าว! ทำไมสหายพูดจาแบบนี้ล่ะครับ! พวกเราหน่วยงานทั่วประเทศก็เหมือนพี่เหมือนน้องกัน คุณช่วยโรงงานเสื้อผ้าที่นั่นได้ ก็ต้องช่วยพวกเราด้วยสิครับ!”
ชายคนนั้นเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
ไม่นานนัก กลุ่มคนจากอุตสาหกรรมเสื้อผ้าก็พากันเข้ามารุมล้อมเฉินชิง จ้องเธอด้วยสายตากดดัน
เห็นได้ชัดว่าทุกคนก็อยากได้หน้า อยากได้ผลงานจากการทำเงินตราต่างประเทศเหมือนกัน
พวกเขามองว่าเธอเป็นแค่หัวหน้าคณะกรรมการโรงงานเครื่องจักร ต่อให้มีอิทธิพลกับโรงงานเสื้อผ้าในท้องถิ่นได้ แต่คงไม่สามารถก้าวก่ายโรงงานในต่างถิ่นได้หรอก
“ใช่ครับสหายเฉิน คุณต้องรู้จักแบ่งปันบ้างสิ”
“ถูกเผง! วางใจเถอะ พวกเราไม่ลืมบุญคุณของคุณแน่นอน”
“สหายเฉินครับ โรงงานของพวกเรากำลังแย่จริงๆ เราก็อยากจะพัฒนาเหมือนกัน หวังว่าคุณจะใจกว้าง ช่วยชี้แนะพวกเราด้วยนะครับ”
[จบบท]