บทที่ 386: การขึ้นเวที
เฉินชิงมองกลุ่มคนที่พยายามจะหว่านล้อมเธอสลับกับชายท่าทางเจ้าเล่ห์ตรงหน้า
“นี่ฉันดูเหมือนคนโง่ที่หลอกง่ายมากเหรอคะ”
ทุกคนเงียบกริบ โดยเฉพาะอวี๋เจิ้งผิง ชายผู้ยื่นนามบัตรให้เธอเป็นคนแรก เขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมการประชุมอุตสาหกรรมเบาเหมือนกัน
เป้าหมายที่เขามาทักทายเฉินชิงชัดเจนแจ่มแจ้ง เขาต้องการสร้างความสัมพันธ์อันดีเพื่อผลประโยชน์ของโรงงานเสื้อผ้าของตัวเอง
พอเห็นเฉินชิงแสดงท่าทีไม่เป็นมิตร อวี๋เจิ้งผิงก็ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทันควัน พลิกบทจากผู้กดดันมาเป็นผู้ปกป้อง
“โอ้ โธ่ พวกเราอย่าไปกดดันสหายเฉินเลยครับ เธอเพิ่งอายุ 20 กว่าๆ เอง ตกอกตกใจหมด”
เขารีบหันไปปรามคนอื่น แล้วหันกลับมายิ้มให้เฉินชิง “สหายเฉินชิงน่ะ ถ้ามีแบบร่างดีๆ ก็ต้องแบ่งปันพวกเราอยู่แล้ว ใช่ไหมครับ”
“แต่นี่เธอบอกว่าไม่มี พวกเราก็ต้องเข้าใจ อย่าไปบีบคั้นเธอเลย เดี๋ยวคนอื่นมองมาจะไม่งาม นึกว่าพวกเราคนแก่รังแกเด็ก”
เขาหาทางลงให้เฉินชิงอย่างสวยงาม
นี่เป็นมุกประจำที่เขาใช้ได้ผลเสมอ ขั้นแรกคือสร้างความตึงเครียดเล็กน้อย แล้วค่อยสวมบทฮีโร่ขี่ม้าขาวเข้าไปช่วย
ใครบ้างล่ะที่ถูกรุมแล้วไม่อยากได้พวก
เมื่อเขายืนอยู่ข้างเดียวกับเฉินชิงแล้ว ความสัมพันธ์ก็เริ่มต้นขึ้น การจะขอผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ในอนาคตก็คงไม่ใช่เรื่องยาก
อวี๋เจิ้งผิงเหลือบมองสีหน้าเหมือนอยากจะอาเจียนของคนอื่นๆ ก่อนจะกล่าวสรุปเพื่อความสามัคคี
“เอาน่า เดี๋ยวก็ต้องเข้าประชุมแล้ว การประชุมครั้งนี้มีสารพัดอุตสาหกรรม ทั้งเครื่องเหล็ก อาหาร ของใช้จิปาถะ พวกเราสายเสื้อผ้าด้วยกันต้องจับมือกันไว้ให้แน่นนะครับ อย่าให้คนนอกเขามาหัวเราะเยาะเราได้”
แม้ทุกคนจะยังเก็บความไม่พอใจไว้ แต่ก็จำต้องพยักหน้าหงึกๆ แล้วตัดสินใจเลิกยุ่งกับเขาไปก่อน
อวี๋เจิ้งผิงรู้ทันความคิดของคนพวกนี้ ในวงการเสื้อผ้า การแข่งขันมันสูง การเหยียบหัวคู่แข่งขึ้นไปคือเรื่องปกติ ใครจะคิดยังไงเขาสนที่ไหน สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือแบบร่างในมือของเฉินชิง
เขาขยับเข้าไปใกล้เธออีกนิด พร้อมส่งยิ้มที่คิดว่าอบอุ่นที่สุด
“สหายเฉินชิง นี่คุณมางานใหญ่แบบนี้ครั้งแรกใช่ไหมครับ ตื่นเต้นล่ะสิ ไม่ต้องกังวลนะ มานั่งข้างๆ ผมนี่ เดี๋ยวผมคอยช่วยแนะนำให้เอง สบายใจได้เลย”
เฉินชิงชูบัตรประจำตัวผู้บรรยายขึ้นมาให้เขาดูชัดๆ
“ดูเหมือนข้อมูลของสหายจะไม่ค่อยอัปเดตเท่าไหร่นะคะ พอดีฉันไม่ได้มานั่งฟังเฉยๆ ฉันถูกเชิญมาแบ่งปันประสบการณ์ค่ะ ต้องขึ้นพูดบนเวทีด้วย คงไม่ต้องการให้คุณมาช่วยดูแลหรอกค่ะ”
รอยยิ้มของอวี๋เจิ้งผิงค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า
“โอ้โห สหายเฉินชิงนี่อารมณ์ร้อนแรงสมคำร่ำลือจริงๆ นะครับ ผมก็แค่อยากจะช่วยในฐานะผู้ใหญ่ที่อาวุโสกว่าเท่านั้นเอง คุณพูดซะเหมือนผมจะมาฉวยโอกาสอะไรจากคุณอย่างนั้นแหละ”
“คุณอยากได้แบบร่างของฉันไปทำเงินตราต่างประเทศ” เฉินชิงสวนกลับทันควัน
“ตอนแรกเห็นฉันเป็นแค่เด็กผู้หญิง ก็เลยพูดจาข่มขู่ พอเห็นคนอื่นเริ่มเข้ามามุง กลัวฉันจะไปตกลงกับคนอื่นก่อน เลยรีบเปลี่ยนแผนมาทำเป็นปกป้อง อยากให้ฉันซาบซึ้งในบุญคุณที่คุณ ‘ช่วย’ ฉันจากการ ‘รังแก’ ของคุณเองเนี่ยนะ…”
“แหม น่าสนใจจริงๆ ค่ะ ทั้งดูถูกเหยียดหยาม ทั้งประจบประแจงในเวลาเดียวกัน”
เธอมองใบหน้าที่เดี๋ยวซีดเดี๋ยวเขียวของเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
“เชิญไสหัวไปได้แล้วค่ะ”
เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นจากกลุ่มคนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่
“นี่เธอ! เธอกล้าพูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง!” อวี๋เจิ้งผิงทั้งอายทั้งโมโหจนเสียงสั่น
“มิน่าล่ะ เขาถึงลือกันว่าเธอมันนิสัยก้าวร้าว ไม่น่าคบ! เป็นแค่ผู้หญิงอายุก็น้อย เพิ่งจะ 20 ปี ไต่เต้าขึ้นมาถึงขนาดนี้ได้ ไม่รู้ว่าไปใช้เสน่ห์กับผู้ชายคนไหนมาบ้างล่ะ!”
เฉินชิงยิ้มเยาะ
“ที่คุณหมกมุ่นกับการกล่าวหาว่าคนอื่นใช้เสน่ห์ยั่วยวนผู้ชายเนี่ย... เป็นเพราะฉันดันสวยเกินไป แล้วบังเอิญ ‘ผู้สนับสนุน’ ที่คุณนับถือเขาอยากจะเข้าหาฉัน แต่ฉันไม่เล่นด้วย คุณก็เลยอิจฉาริษยาฉันเหรอคะ”
“เธอ! เธอพูดจาเหลวไหลบ้าบออะไร!” อวี๋เจิ้งผิงแทบจะกรีดร้อง
“อ้าว ไม่ใช่เหรอคะ” เฉินชิงเอียงคอ
“ถ้าไม่ใช่ แล้วคุณจะมาเดือดเนื้อร้อนใจกับรูปร่างหน้าตาของฉันทำไม... หรือว่า... ที่จริงแล้วคุณอิจฉาเพราะคุณอยากจะได้รูปร่างหน้าตาแบบฉันไปเอง”
“จุ๊ๆ แย่จังเลยนะคะ คุณอายุปูนนี้แล้ว ก็น่าจะมีภรรยาเป็นตัวเป็นตนแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่น่าเลย... ไม่น่ามาทำเรื่องเสื่อมเสียแบบนี้ในที่สาธารณะเลย... แย่จริงๆ ค่ะ”
เฉินชิงยกมือกุมขมับ ทำท่าทางราวกับรับไม่ได้กับความจริงที่เพิ่งค้นพบ
วงล้อมที่มุงดูอยู่ขยับถอยห่างจากอวี๋เจิ้งผิงไปอีกก้าวใหญ่ ทุกสายตาที่มองเขามันช่าง... พิสดาร
“ฉันไม่ได้ชอบแบบนั้น!!!” อวี๋เจิ้งผิงตะเบ็งเสียงสุดหลอดคอ “ฉัรเป็นผู้ชายแท้ๆ!! ฉันชอบผู้หญิง!!!”
“แบบไหนเหรอคะที่ว่าไม่ชอบ” เฉินชิงถามซื่อๆ
“พวกเราจะไปตรัสรู้ได้ยังไงว่าคุณเป็นผู้ชายแท้หรือไม่แท้ คุณมีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ล่ะ... หรือไม่อย่างนี้ คุณไปลากคอ ‘ผู้สนับสนุน’ ที่คุณว่าออกมาเลยสิ ให้เขามายืนยันความบริสุทธิ์ให้คุณต่อหน้าทุกคนไปเลย”
“ฉันบอกว่าฉันไม่มีผู้สนับสนุนแบบนั้นโว้ย!!!” อวี๋เจิ้งผิงควบคุมตัวเองไม่อยู่ ตะโกนลั่นห้องโถง
เสียงดังลั่นนั้นเรียกความสนใจจากทุกคนในบริเวณนั้นได้เป็นอย่างดี ทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว
เฉินชิงรีบยกมือกุมหน้าอก ทำตาโตเหมือนกระต่ายตื่นตูม
“ฉันขอโทษค่ะ ฉันผิดเอง ฉันไม่น่าไปล่วงรู้ความลับเรื่องผู้สนับสนุนของคุณเลยค่ะ”
“ฉันก็เข้าใจนะคะว่าการที่ฉันทั้งสวย แถมคู่ชีวิตก็ยังหล่อเหลาเพอร์เฟกต์ มันทำให้คนอิจฉาได้ง่าย แต่คุณก็ไม่เห็นจะต้องตะโกนดังขนาดนี้เลย…”
“เรื่องแบบนี้ สังคมเราตอนนี้เขายังไม่ค่อยยอมรับกันหรอกค่ะ การที่คุณไปมีความสัมพันธ์ซับซ้อนแบบนั้นมันก็ไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ... แต่คุณไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันจะไม่เอาไปพูดที่ไหนเด็ดขาด ฉันเป็นคนใจดี ปากหนัก ไม่ชอบนินทาใครอยู่แล้วค่ะ”
“ยัยเฉินชิง!!!”
อวี๋เจิ้งผิงตาสีแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาเสียสติไปแล้ว พุ่งตรงเข้าหมายจะทำร้ายเธอ
เฉินชิงเพียงแค่ขยับเท้าเล็กน้อย ก่อนจะถีบยอดอกเขาเต็มแรง ร่างของอวี๋เจิ้งผิงปลิวไปตามแรงปะทะ ล้มลงไปในวงล้อมของผู้คน และคนที่รับร่างเขาไว้... บังเอิญเหลือเกิน... เป็นผู้ชายสองคน
“ว้าว” เฉินชิงปรบมือแปะๆ “คราวนี้ได้สมใจอยากเลยนะคะ ได้ผู้ชายสองคนพร้อมกันเลย”
พรึ่บ!
ชายสองคนที่เผลอรับร่างเขาไว้รีบสะบัดมือทิ้งราวกับจับโดนของร้อน
ปั้ก!
อวี๋เจิ้งผิงร่วงลงไปกองกับพื้น หัวฟาดเข้าอย่างจัง
เขาถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ ก่อนที่ความโกรธจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
“เฉินชิง! เธอมันใส่ร้ายฉัน!”
“อ้าว ยังไงกันคะ” เฉินชิงส่ายหน้าอย่างระอา
“ฉันมีหลักฐานอะไรไปใส่ร้ายคุณเหรอ คุณนี่ตลกจัง พอความลับแตก ถูกคนอื่นจับได้ ก็หันมาโทษคนอื่นซะงั้น... อารมณ์ร้อนแบบนี้ ควบคุมตัวเองก็ไม่ได้ ต้องไปฝึกสมาธิเยอะๆ นะคะ จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน”
“เธอ... เธอ... เธอ...” อวี๋เจิ้งผิงนั่งชี้หน้าเธออยู่บนพื้น ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธจัด
ในที่สุด เจ้าหน้าที่ผู้จัดงานก็ต้องรีบวิ่งเข้ามาห้ามทัพ พยุงร่างของอวี๋เจิ้งผิงให้ลุกขึ้น และแยกทั้งคู่ออกจากกัน
เฉินชิงหันไปยิ้มหวานให้ฝูงชนที่ยังมุงดูอยู่
“สหายทุกท่านวางใจได้เลยนะคะ ฉันเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะพอ ฉันควบคุมร่างกายและความต้องการของตัวเองได้เสมอ และฉันขอยืนยันตรงนี้เลยว่า... ฉันยอมตาย ดีกว่าจะเอาหน้าที่การงานที่ฉันรักไปแลกกับผู้ชายหน้าโง่ที่ไหนค่ะ”
ทุกคนที่ได้ฟังต่างรู้สึกว่าเธอกำลังกระทบกระเทียบใครบางคนอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่มีหลักฐานจะไปว่าอะไรเธอได้
เรื่องวุ่นวายเล็กๆ จบลงเมื่อเสียงประกาศเชิญเข้าห้องประชุมดังขึ้น
ทว่า... บริเวณที่นั่งรอบตัวอวี๋เจิ้งผิงกลับกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด
สหายหญิงทุกคนรู้สึกขยะแขยงเขา
ส่วนสหายชาย... รู้สึกขยะแขยงเขายิ่งกว่า
ทุกคนยอมยืนเบียดกันแน่นเป็นปลากระป๋อง ดีกว่าจะขยับไปนั่งใกล้เขาแม้แต่นิดเดียว
อวี๋เจิ้งผิงอยากจะอธิบายใจจะขาด แต่ก็ไม่มีใครฟัง เขาทำได้เพียงนั่งจ้องเฉินชิงด้วยสายตาอาฆาต
ซึ่งเฉินชิงก็ไม่ได้ให้ความสนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
แต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่ ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เริ่มจับตามองเธอเป็นพิเศษ
เมื่อถึงเวลาประชุม หัวหน้าจากกรมอุตสาหกรรมเบาก็ขึ้นกล่าวเปิดงาน ตามด้วยตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ที่เตรียมรออยู่
เฉินชิงหยิบสมุดโน้ตส่วนตัวออกมาเตรียมพร้อม
กำหนดการคือแต่ละคนมีเวลา 15 นาทีในการแบ่งปัน และอีก 15 นาทีสำหรับช่วงถามตอบ
เฉินชิงตั้งใจฟังการนำเสนอจากบุคลากรระดับหัวกะทิของแต่ละอุตสาหกรรมอย่างจดจ่อ ส่วนไหนที่เธอเห็นว่าน่าสนใจ ก็จะบันทึกลงไปอย่างเป็นระเบียบ สหายชายสองคนที่นั่งขนาบข้างเธอ สังเกตเห็นวิธีการจดบันทึกที่เป็นระบบของเธอ จึงเอ่ยปากขอเรียนรู้วิธีการนั้นบ้าง
“แน่นอนค่ะ ยินดีเลย” เฉินชิงตอบรับอย่างใจกว้าง
ชายทั้งสอง คนหนึ่งคือผู้จัดการโรงงานอาหารจากมณฑลกานซู ส่วนอีกคนเป็นหัวหน้าแผนกเทคนิคจากโรงงานกระดาษมณฑลหลู่ พวกเขาต่างก็ขอบคุณในความมีน้ำใจของเธอ
หลังพูดคุยกันสั้นๆ ทั้งสามก็นัดหมายว่าจะไปหาอะไรทานด้วยกันมื้อเย็นนี้
เวลาผ่านไป... ในที่สุดก็ถึงคิวของเฉินชิง เธอเดินตามเจ้าหน้าที่ไปยังจุดที่กำหนดและก้าวขึ้นสู่เวที
เบื้องล่างคือมวลชนมหาศาล ศีรษะสีดำขลับเรียงรายอัดแน่นไปจนถึงม้านั่งไม้ตัวสุดท้ายที่ท้ายห้องโถง ดวงตา 500 คู่ พร้อมใจกันจับจ้องมาที่เธอเป็นจุดเดียว และทุกสายตานั้น... เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้และการประเมิน
เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก... เพราะเธอคือผู้เข้าร่วมที่อายุน้อยที่สุดในงานนี้
เฉินชิงยืนสงบนิ่งอยู่หน้าไมโครโฟน
“สวัสดีค่ะ สหายทุกท่าน ฉันชื่อเฉินชิง มาจากมณฑลกวางตุ้ง”
เสียงปรบมือดังเกรียวกราวตอบรับกลับมา
ไม่ว่าเบื้องหลังเธอจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยน้ำเสียงและการยืนของเธอก็มั่นคงไม่สั่นไหว
เฉินชิงกล่าวต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ในวันนี้ หัวข้อที่ฉันจะมาแบ่งปัน คือเรื่องราวการจัดตั้ง ‘หน้าต่างบานเล็กของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า’ และวิธีที่ทำให้พวกเราสามารถคว้ายอดสั่งซื้อด้วยเงินตราต่างประเทศมูลค่านับล้าน กลับมาจากเวทีระดับนานาชาติได้ค่ะ”
[จบบท]