บทที่ 389: แบบร่างดีไซน์ที่ซับซ้อน
"เรื่องนั้น...ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ค่ะ"
เฉินชิงตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ พลางยิ้มแห้งๆ
เธอจะไปบอกความจริงได้ยังไงว่า 'ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีท่าไหน พวกเขาถึงไม่อยากให้ตำแหน่งรองผู้จัดการโรงงานกับฉัน'
แต่ในใจเธอก็ไม่ได้เสียดายอะไรนัก ไม่ให้ก็ดีเหมือนกัน ขืนได้ตำแหน่งมาจริงๆ เธอคงต้องเสียเวลาเดินทางไปกลับวันละเป็นชั่วโมงแน่ๆ
เซวียตงอวิ๋นที่เห็นท่าทางของเธอก็รีบปลอบใจ "โธ่ เธอยังอายุน้อยขนาดนี้ ยังไงก็ยังมีโอกาสอีกเยอะแยะน่า"
"นั่นสิคะ ฉันเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร" เฉินชิงตอบรับด้วยท่าทีสบายๆ เธอไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งนั้นจริงๆ
เมื่อบทสนทนาเรื่องตำแหน่งจบลง ทั้งสามสาวก็เปลี่ยนหัวข้อไปคุยเรื่องสัพเพเหระเกี่ยวกับผู้คนที่พบเจอในงานประชุมอย่างออกรส จนเวลาล่วงเลยเกือบถึงเวลาที่ร้านค้าจะปิดทำการ
ทั้งสามจึงตัดสินใจเดินคุยกันต่อระหว่างทางกลับ
เมื่อมาถึงหน้าบ้านพักรับรองและได้เวลาแยกย้าย เฉินชิงก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยชวนเพื่อนใหม่ทั้งสอง
"นี่ ถ้าพวกคุณมีโอกาสได้ไปเที่ยวมณฑลกวางตุ้งเมื่อไหร่ อย่าลืมแวะไปเที่ยวเล่นที่บ้านฉันบ้างนะคะ"
ทั้งสองสาวต่างยิ้มกว้างและรับคำอย่างยินดี
พอกลับเข้ามาในห้องพัก เฉินชิงก็เริ่มลงมือจัดกระเป๋าเตรียมข้าวของทันที พรุ่งนี้เธอก็จะได้กลับบ้านแล้ว การเดินทางมาทำงานในเมืองหลวงครั้งนี้จบลงเร็วกว่าที่คิด
ช่างแตกต่างกับเฮ่อหย่วนลิบลับ
รายนั้นพอออกจากบ้านไปทำงานที หายไปเป็นสิบวันครึ่งเดือนเป็นอย่างต่ำ
ยิ่งคิดถึงคนที่บ้าน เฉินชิงก็ยิ่งรู้สึกใจลอย อยากจะวาร์ปกลับไปหาพวกเขาเสียเดี๋ยวนี้
ในขณะที่เฉินชิงกำลังปล่อยใจคิดถึงครอบครัวอยู่ที่เมืองหลวง ทางฝั่งบ้านที่กวางโจวก็มีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งกำลังนั่งสวมบทบาทเป็นเจ้าหนูขี้แงอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
เฮ่ออวี้ถิงนั่งกอดเข่า ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังปากซอยอย่างมีความหวัง เฝ้ารอให้คุณน้าของเธอกลับมาปรากฏตัวดั่งนางฟ้าในเทพนิยาย
เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งทำการบ้านอยู่เห็นน้องสาวในสภาพนั้นก็เดินมานั่งยองๆ ข้างๆ
"นี่น้องว่างมากหรือไง ถึงได้มานั่งซึมอยู่ตรงนี้ ลุกขึ้นไปกวาดพื้นในสนามเดี๋ยวนี้เลย"
เฮ่ออวี้ถิงหันขวับมามองพี่ชายทันที ในใจตะโกนลั่นว่าพี่ชายของเธอคือปีศาจกลับชาติมาเกิดชัดๆ!
ตั้งแต่คุณน้าเดินทางไปทำงาน พี่ชายตัวดีก็ปลอบใจเธอแค่ไม่กี่ประโยค นอกนั้นก็เอาแต่สั่งให้เธอทำงานบ้านไม่หยุดหย่อน อยู่โรงเรียนก็ใช้งาน พอกลับมาถึงบ้านก็ยังใช้งานต่อ
ชีวิตเธอยุ่งเหยิงจนแทบจะกลายร่างเป็นลาอยู่แล้ว!
เด็กหญิงลุกขึ้นยืนด้วยความฉุนเฉียว ฮึดฮัดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปล่งเสียงที่คิดว่าดุดันที่สุด แต่กลับฟังดูอ่อนแอสิ้นดีออกมา "รู้แล้วค่ะ! จะไปเดี๋ยวนี้แหละ!"
ว่าแล้วเธอก็เดินกระทืบเท้าปึงปังไปหยิบกระบวยตักน้ำมาราดพรมลงบนพื้นดินหน้าบ้าน แล้วจึงเริ่มลงมือกวาดอย่างขัดอกขัดใจ
หลังจากจัดการลานบ้านจนสะอาดเอี่ยม เฮ่ออวี้เสียงก็มอบหมายภารกิจใหม่ให้ทันที
"กวาดเสร็จแล้วก็ไปจัดห้องเก็บของด้วยนะ จัดของข้างในให้มันเป็นระเบียบหน่อย พวกเราจะได้หาของง่ายขึ้น อ้อ...ในนั้นไม่มีหลอดไฟนะ อย่าลืมหยิบไฟฉายไปด้วยล่ะ"
เฮ่ออวี้ถิงเบิกตากว้าง "หา? ใช้ไฟฉายเนี่ยนะคะ มันไม่เปลืองถ่านหรือไงคะพี่!"
ถ่านไฟฉายสมัยนี้ราคาไม่ใช่ถูกๆ แถมตอนซื้อยังต้องใช้คูปองอุตสาหกรรมอีกต่างหาก!
"ไม่เปลืองแค่นี้หรอกน่า บ้านเราไม่ได้ขาดแคลนขนาดนั้น รีบไปได้แล้ว" เฮ่ออวี้เสียงโบกมือไล่
สุดท้ายเฮ่ออวี้ถิงก็จำต้องถือไฟฉายเดินคอตกไปยังห้องเก็บของ เธอเริ่มขนย้ายเครื่องมือเกษตรทั้งหมดออกมาวางข้างนอก
นำไปทำความสะอาด แล้วจัดเรียงกลับเข้าไปใหม่ตามขนาดและความเหมาะสม จากนั้นก็หันไปจัดการกับพวกตะกร้าและเครื่องจักสานไม้ไผ่สารพัดชนิด
เด็กหญิงใช้ไฟฉายส่องสำรวจดูเครื่องจักสานทีละใบอย่างละเอียด เพื่อตรวจดูว่ามีรูรั่วหรือร่องรอยความเสียหายตรงไหนหรือไม่ เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าทุกอย่างอยู่ในสภาพดีจึงเก็บกลับเข้าที่เดิม
เธอมัวแต่วนเวียนอยู่ในห้องเก็บของจนดึกดื่นค่ำมืด จนกระทั่งเฮ่อหย่วนกลับมาเห็นเข้าและเอ่ยปากไล่ให้ไปอาบน้ำ เฮ่ออวี้ถิงถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ก่อนจะเข้านอนตามปกติ เฮ่ออวี้ถิงก็ไม่ลืมที่จะแวะไปหยอกล้อเล่นกับเสี่ยวเฮย เพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์ของเธอครู่หนึ่ง แล้วจึงกลับเข้าห้องตัวเอง
ทว่าพอล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ความคิดถึงคุณน้าก็จู่โจมเข้าใส่อีกระลอก
เธอกลัวเหลือเกินว่าวันหนึ่งคุณน้าจะหายไป...
ถ้าหากวันนั้นมาถึงจริงๆ เธอจะทำยังไงดี จะไปตามหาคุณน้าที่แสนดีของเธอได้จากที่ไหน
ยิ่งคิด เฮ่ออวี้ถิงก็ยิ่งเศร้า น้ำตาเริ่มคลอหน่วย ก่อนจะซบหน้าลงกับหมอนแล้วปล่อยโฮออกมาเงียบๆ
เฮ่อหย่วนกับเฮ่ออวี้เสียงที่รู้งานกันดีอยู่แล้ว ต่างก็คาดเดาได้ว่าเธอจะต้องแอบร้องไห้ก่อนนอนแน่นอน ทั้งสองจึงพร้อมใจกันเดินเข้ามาในห้องเพื่อเล่านิทานกล่อม
เฮ่ออวี้ถิงที่กำลังอินกับบทเศร้าถึงกับชะงัก "..."
โอ๊ย! ผู้ชายนี่มันน่ารำคาญจริงๆ เลย! จะปล่อยให้เธอได้ใช้เวลาร้องไห้เงียบๆ ตามลำพังสักคืนไม่ได้หรือยังไงนะ!
ในที่สุด สองหนุ่มต่างวัยก็ร่วมมือกันกล่อมเฮ่ออวี้ถิงจนหลับปุ๋ยไปได้สำเร็จ ทั้งคู่จึงแยกย้ายกลับห้องของตัวเองไปพักผ่อน
ทางด้านเฮ่ออวี้เสียง แม้ปากจะแข็งและทำเป็นเข้มแข็งใส่ผู้เป็นน้อง แต่ความจริงแล้วเขาก็คิดถึงคุณน้าไม่ต่างกัน
เด็กชายดึงชายผ้าห่มขึ้นมาคลุมท้องตามความเคยชิน ก่อนจะหยิบรูปถ่ายที่เคยไปถ่ายกันที่ร้านออกมา
คลุมโปงจนมิด แล้วเปิดไฟฉายส่องดูรูปที่น้ากับอากำลังยิ้มกว้างพลางยื่นนิ้วมาจิ้มแก้มของเขา
ภาพนั้นทำให้เขายิ้มออกมาบางๆ
จริงอยู่ที่น้าของเขาในยามปกติมักจะดูไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่
แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้าคือผู้ปกครองที่แสนดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะมีได้
ตอนนี้เขาเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 2 แล้ว พอได้รู้ได้เห็นสถานการณ์ของเพื่อนร่วมชั้นหลายๆ คน
ก็ยิ่งทำให้ตระหนักว่า แม้เขาจะเป็นเด็กที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของเขากลับดีที่สุดในบรรดาเพื่อนๆ
น้าไม่เคยทำให้เขากับน้องสาวรู้สึกเหมือนเป็นภาระหรือเป็นส่วนเกิน ไม่เคยบังคับขู่เข็ญให้ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ
ตรงกันข้าม น้าดูแลให้พวกเขากินอิ่มนอนอุ่น แถมยังพาไปเปิดหูเปิดตาในสิ่งที่เด็กวัยเดียวกันน้อยคนนักจะมีโอกาสได้เห็น
และเหนือสิ่งอื่นใด...น้าไม่เคยดูถูกหรือพูดจาบั่นทอนจิตใจของเขาและเฮ่ออวี้ถิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เฮ่ออวี้เสียงจ้องมองรูปถ่ายในมือจนขอบตารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เขาจึงรีบดึงผ้าห่มออกจากหัว แล้วหันไปแว้ดใส่พัดลมที่กำลังส่ายไปมาเพื่อกลบเกลื่อน
"บอกว่าอย่าเปิดแรงนักไงเล่า!"
หลังจากโวยวายใส่เครื่องใช้ไฟฟ้าเสร็จ เขาก็ค่อยๆ ข่มตาหลับไป
ในบรรดาสมาชิกบ้านนี้ คนที่เจ้าเล่ห์ที่สุดคงหนีไม่พ้นเฮ่อหย่วน
เขาใช้สิทธิ์ในการทำงานในสถาบันวิจัย โทรศัพท์ทางไกลไปหาเฉินชิงหน้าตาเฉย!
โดยอ้างเหตุผลที่ฟังดูดีและชอบธรรมอย่างยิ่ง
นั่นคือ การฝากให้เฉินชิงช่วยซื้อวัสดุสำหรับงานวิจัยกลับมาด้วย
"เมื่อวานผมโทรไปที่บ้านพักรับรอง ทำไมคุณไม่อยู่ล่ะ" เสียงทุ้มจากปลายสายเอ่ยถามทันทีที่เธอรับโทรศัพท์
"อ๋อ พอดีฉันไปกินเป็ดปักกิ่งที่ร้านฉวนจวี้เต๋อกับสหายหญิงอีกสองคนน่ะ" เฉินชิงตอบ แล้วถามกลับด้วยความสงสัยจริงๆ
"นี่คุณโทรหาฉันทุกวันแบบนี้ จะไม่โดนหัวหน้าดุเอาเหรอ มันเปลืองค่าโทรศัพท์ของที่ทำงานคุณนะ"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า เรากำลังคุยเรื่องงานกันอยู่" เฮ่อหย่วนตอบกลับมาเสียงเรียบ
เฉินชิงถึงกับไปไม่เป็น
ผู้ชายคนนี้...ในวันแรกที่เธอมาถึงเมืองหลวง เขาโทรมาบอกให้เธอช่วยซื้อวัสดุชิ้นหนึ่ง
แถมยังกำชับนักหนาว่าให้ซื้อในวันสุดท้ายก่อนกลับก็พอ แต่ผลลัพธ์คืออะไรน่ะเหรอ...วันแรกบอกชิ้นเดียว พอมาวันสุดท้าย กลับบอกว่าต้องการห้าชิ้น! ยอดเยี่ยมจริงๆ!
"แล้ว...เป็ดปักกิ่งที่ร้านฉวนจวี้เต๋ออร่อยไหม" เฮ่อหย่วนเปลี่ยนเรื่องถาม
"โอ้โห อร่อยมากเลยล่ะ! นี่คุณมาเมืองหลวงออกจะบ่อย ไม่เคยไปลองชิมเลยเหรอ" พอนึกถึงรสชาติของเป็ดปักกิ่ง เฉินชิงก็ชักจะอยากกินขึ้นมาอีกรอบ
"ถ้าไม่ติดว่าอากาศมันร้อนนะ ฉันว่าจะซื้อห่อกลับไปฝากพวกคุณที่บ้านด้วยซ้ำ"
"จริงเหรอ งั้นครั้งหน้าผมต้องไปลองกินดูบ้างแล้วล่ะ" เฮ่อหย่วนรับคำ ก่อนจะถามถึงเรื่องงาน
"แล้วการประชุมเป็นยังไงบ้าง มีปัญหาอะไรไหม"
"ไม่มีอะไรยุ่งยากเลย ก็แค่ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ตามที่เตรียมไว้ พอพูดจบก็ลงมารับใบประกาศ สบายมาก"
เฉินชิงเตรียมบทพูดและท่องจำจนขึ้นใจตั้งแต่อยู่ที่กวางโจวแล้ว พอถึงเวลาขึ้นเวทีจริงๆ เลยไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรเลยแม้แต่น้อย
"ถ้าเทียบกันแล้ว งานของฉันสบายกว่าคุณตั้งเยอะ"
ดูอย่างบางคนสิ พอเริ่มทำงานเมื่อไหร่ ก็หายเงียบเข้ากลีบเมฆไปเลย แต่อย่างน้อยเธอก็ยังโชคดีที่ได้โทรศัพท์คุยกับเขาทุกวัน
"ผมสัญญาว่าครั้งหน้าถ้าผมต้องไปทำงานที่อื่นอีก ผมจะพยายามโทรหาคุณให้ได้" เฮ่อหย่วนให้คำมั่น
แต่ลึกๆ แล้ว เฉินชิงรู้ดีว่าคำสัญญานี้มีแววว่าจะต้องถูกผิดนัดอีกตามเคย
"คุณต้องทำให้ได้จริงๆ นะ! ห้ามเบี้ยวล่ะ!"
ทั้งสองคุยเล่นกันต่ออีกเล็กน้อยเกี่ยวกับความเป็นไปของเฮ่ออวี้ถิงและเฮ่อออวี้เสียง ก่อนที่เฉินชิงจะขอตัววางสาย เพื่อไปร้านขายอุปกรณ์โลหะตามใบสั่งของเฮ่อหย่วน
แต่ทว่า...เธอเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากบ้านพักรับรองได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็มีร่างของใครคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางหน้าเธอไว้
"สหายเฉินชิง...เอ่อ...ฉันขอรบกวนเวลาคุยกับคุณสักครู่ได้ไหมคะ"
เฉินชิงหยุดเดิน สหายหญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอดูมีบุคลิกคล้ายกับหัวหน้าเจ้านายในชาติก่อนของเธอไม่มีผิด
ดูจากลักษณะแล้วอายุน่าจะราวๆ สามสิบกว่าปี รูปร่างสูงเพรียว ยืนตัวตรงสง่างาม และแม้ว่าจะสวมใส่เสื้อผ้าแบบธรรมดาทั่วไป ก็ยังยากที่จะบดบังรัศมีความสง่างามที่แผ่ออกมาจากตัวได้
"คุณคือ...?"
"อ๋อ ฉันเป็นหนึ่งในสหายที่เข้าร่วมการประชุมอุตสาหกรรมเบาเหมือนกับคุณน่ะค่ะ”
“ฉันทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเหมือนกัน เป็นแค่ช่างตัดเสื้อเก่าแก่จากเซี่ยงไฮ้ ชื่อของฉันคือ หลินเล่ออวี่ ค่ะ...ไม่ทราบว่า ฉันพอจะเป็นเกียรติเลี้ยงอาหารมื้อเที่ยงคุณสักมื้อได้ไหมคะ"
หลินเล่ออวี่เอ่ยปากชวนด้วยรอยยิ้มสุภาพ
เฉินชิงเลิกคิ้วเล็กน้อย พลางคำนวณเวลาตั๋วรถไฟที่จองไว้ช่วงบ่ายในใจ ก่อนจะตอบตกลง
"ได้สิคะ ถ้างั้น เราไปเจอกันตอนเที่ยงตรง ที่ร้านอาหารของรัฐซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดตรงนี้นะคะ แต่ว่าตอนนี้ ฉันคงต้องขอตัวไปซื้อของให้สามีของฉันก่อน"
"ไม่มีปัญหาค่ะ ได้เลย เชิญคุณไปทำธุระก่อนเถอะค่ะ"
***
เมื่อถึงเวลานัด ทั้งเฉินชิงและหลินเล่ออวี่ต่างก็เดินทางมาถึงร้านอาหารของรัฐก่อนเวลาเล็กน้อยทั้งคู่
หลังจากสั่งอาหารเสร็จ เฉินชิงก็ไม่รอช้า เปิดประเด็นถามทันที "สหายหลิน ที่คุณนัดฉันมาวันนี้ มีธุระสำคัญอะไรรึเปล่าคะ"
"นี่คือแบบร่างดีไซน์ที่ฉันออกแบบไว้ค่ะ คุณลองเปิดดูได้เลย" หลินเล่ออวี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอยื่นแฟ้มเอกสารที่เตรียมมาส่งให้เฉินชิง
ทว่าเฉินชิงกลับเลิกคิ้วสูงขึ้นอีกครั้ง และไม่ได้ยื่นมือไปรับแฟ้มนั้นมา "แบบร่างดีไซน์ถือเป็นของส่วนตัวและเป็นความลับทางอาชีพของคุณนะคะ ฉันว่าฉันไม่ควรจะดูมันดีกว่าค่ะ"
"สหายเฉิน คุณไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ ฉันขอยืนยันว่าฉันไม่มีเจตนาร้ายใดๆ แอบแฝงแน่นอน" หลินเล่ออวี่รีบอธิบาย
"คืออย่างนี้นะคะ...ความถนัดของฉันคือการออกแบบเสื้อผ้าที่มีรายละเอียดซับซ้อนมากๆ แต่มันกลับไม่ค่อยสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองของเราในตอนนี้เท่าไหร่…”
“ปัจจุบันฉันทำงานเป็นดีไซเนอร์อยู่ในโรงงานเสื้อผ้า ก็อยากจะลองออกแบบร่างที่พอจะเป็นไปได้ออกมาบ้าง ฉันก็เลย...อยากจะขอให้คุณช่วยดูและให้คำแนะนำหน่อยน่ะค่ะ ว่าพอจะมีวิธีไหนบ้างไหม ที่จะปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มันดูซับซ้อนมากๆ ให้มันดูเรียบง่ายขึ้นได้"
หลินเล่ออวี่สารภาพว่าเธอเคยเห็นผลงานเสื้อผ้าของเฉินชิงมาก่อน
มันทั้งเรียบง่าย แต่ก็ดูทันสมัย และยังสามารถหยิบไปสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส
เธอเชื่อว่าในอนาคต เสื้อผ้าสไตล์นี้จะต้องกลายเป็นแบบคลาสสิกที่ได้รับความนิยมอย่างแน่นอน!
แต่ปัญหาคือสไตล์การออกแบบของเธอ มันกลับมีกลิ่นอายของ 'ลัทธินายทุน' ติดมามากเกินไป จนถึงขั้นที่ว่าแบบร่างพวกนั้นเกือบจะพาเธอและทั้งครอบครัวไปสู่จุดจบมาแล้ว
โชคดีที่เธอไหวตัวทันและรีบตัดขาดความสัมพันธ์กับทางครอบครัวเสียก่อน เพื่อรักษาชีวิตของตัวเองไว้ เธอจึงจำใจต้องวาดแบบที่เรียบง่ายที่สุดส่งให้หัวหน้างานแทน
ในสายตาของเธอ ตอนนี้เฉินชิงเปรียบเสมือนดาวรุ่งดวงใหม่ที่กำลังเจิดจรัสและมาแรงที่สุดในวงการเสื้อผ้า เธอจึงอยากจะลองเสี่ยงดวงดูสักครั้ง เพื่อขอความคิดเห็นจากเฉินชิง
ในเมื่อตอนนี้เธอก็เหลือตัวคนเดียว ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว หากวันนี้เธอโชคร้าย ถูกเฉินชิงนำเรื่องนี้ไปรายงาน นั่นก็คงถือว่าเป็นโชคชะตาที่เธอต้องยอมรับ
แต่ถ้าไม่...เธอก็แค่หวังว่า ในอนาคต ท้องถนนของประเทศจีนแห่งนี้ จะเต็มไปด้วยสีสันที่สดใสและงดงามจากเสื้อผ้าที่หลากหลายมากขึ้น
[จบบท]