บทที่ 39: เหตุผลของการลา
เฉินชิงมองภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเคลื่อนเท้าออกจากจุดที่เคยเหยียบหลังของอีกฝ่ายไว้ แล้วปัดไม้ปัดมือราวกับเพิ่งจัดการธุระเล็กน้อยเสร็จสิ้น
จากนั้นจึงเดินฝ่าวงล้อมของผู้คนที่ยังคงจับกลุ่มซุบซิบกันอยู่ ตรงเข้าไปอุ้มร่างเล็กๆ ที่เป็นแก้วตาดวงใจของเธอขึ้นมาแนบอก
“ออกมาข้างนอกทำไมกันคะ”
เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางใช้หลังมืออังหน้าผากของหลานสาวเพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายอย่างเป็นกังวล
ฝูงชนที่มุงดูต่างพากันแหวกทางให้สองน้าหลานอย่างรู้งาน
เฮ่ออวี้ถิงใช้แขนเล็กๆ โอบรอบคอน้าสาวไว้แน่นพลางส่งยิ้มหวานหยดมาให้
“หนูมาดูน้าจัดการคนค่ะ น้าเก่งที่สุดเลย”
“อย่างนั้นเชียว” เฉินชิงอมยิ้มอย่างพึงพอใจ เธอกระชับอ้อมแขนอุ้มหลานสาวเดินกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี
ในฐานะที่เป็นน้า การสร้างภาพลักษณ์ที่น่าประทับใจให้หลานสาวตัวน้อยผู้น่ารักได้เห็น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมิใช่หรือ
คงจะเป็นอย่างนั้นกระมัง
แต่จะอย่างไรก็ช่างเถอะ การได้ข้าวสารมานอนกอดเล่นๆ ถึง 50 จิน ก็ถือว่าเป็นกำไรที่คุ้มค่าแล้ว
เหล่าจีนมุงที่เฝ้าดูสถานการณ์มาตั้งแต่ต้นจนจบได้แต่เหลือบมองครอบครัวที่กำลังกอดคอร้องไห้ฟูมฟาย
สลับกับมองแผ่นหลังของเฉินชิงที่เดินจากไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน ในความคิดของทุกคนล้วนปรากฏประโยคเดียวกันขึ้นมา ‘คนชั่วย่อมต้องเจอคนชั่วกว่ามาปราบ’
ก่อนหน้านี้ ตอนที่พ่อแม่ของซูเจวียนเจวียนลงมือขังลูกสาวตัวเองไว้ในบ้าน ทุกคนในละแวกต่างก็พยายามเข้าไปพูดคุยเกลี้ยกล่อม
แต่ถึงซูเจวียนเจวียนจะอดข้าวอดน้ำ เธอก็ยังคงมีชีวิตรอดอยู่ได้ ทำให้ไม่มีใครสามารถเข้าไปยุ่งย่ามอะไรได้มากนัก
จนกระทั่งวันนี้ ที่เฉินชิง ผู้ซึ่งเป็นที่เลื่องลือในทางไม่ดีของย่านนี้ได้มาจัดการสั่งสอนคนพวกนั้นอย่างสาสม ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ
หากเป็นหญิงสาวคนอื่นที่ลุกขึ้นมามีเรื่องมีราวเช่นนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นแน่ แต่สำหรับเฉินชิงแล้ว เธอไม่เคยหวาดหวั่น เพราะเรื่องในวันนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งในวีรกรรมฉาวโฉ่มากมายของเธอเท่านั้น
หลังจากที่ฝูงชนเริ่มบางตาลง ผู้คนก็เริ่มจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องราวระทึกขวัญที่เพิ่งได้ชมไป แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นพ่อของซูเจวียนเจวียนกำลังโวยวายฟ้องร้องเจ้าหน้าที่จากสำนักงานแขวง ทุกวงสนทนาก็พลันเงียบเสียงลง
พ่อของซูเจวียนเจวียนชี้มือไปยังประตูบ้านของตัวเองพลางซักฟอกเจ้าหน้าที่อย่างหัวเสีย
“คุณก็เห็นแล้วนี่ว่าผู้หญิงคนนั้นมันทำเกินไปขนาดไหน ทำไมคุณไม่เข้าไปจัดการ”
“แต่ที่เธอพูดก็มีเหตุผลไม่ใช่หรือครับ ซูเจวียนเจวียนก็ไม่ได้รอดมาเพราะเธอสักหน่อย แล้วทำไมพวกคุณถึงไปกล่าวหาเธอแบบนั้น”
“การใส่ร้ายว่าเธอทำเรื่องไม่ดีก็นับว่าแย่พอแล้ว แต่การเอาความดีไปยัดเยียดให้เธอนี่มันน่าโดนสั่งสอนจริงๆ อีกอย่าง ข้าวสารแค่ 50 จิน สำหรับฐานะอย่างพวกคุณแล้วก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก ซื้อๆ ไปเถอะครับ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวซ้ำสอง”
เจ้าหน้าที่จากสำนักงานแขวงเองก็รู้สึกรังเกียจคนประเภทนี้จับใจ
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน
ไม่ให้ข้าวน้ำลูกกิน คิดจะปล่อยให้อดตายทั้งเป็น จิตใจช่างโหดเหี้ยมไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน
เขาหันไปส่งยิ้มแห้งๆ ให้เฮ่อหย่วน
“นักวิจัยเฮ่อ ต้องขออภัยที่ทำให้คุณเห็นภาพที่ไม่น่าดูนะครับ เดี๋ยวผมจะพาคุณเดินสำรวจแถวนี้ จะได้รู้ว่าร้านค้าต่างๆ อยู่ตรงไหนบ้าง”
“ได้ครับ ขอบคุณที่นำทางนะครับ”
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับคำ ทว่าในสมองกลับฉายภาพการเคลื่อนไหวอันเด็ดขาดของเฉินชิงขณะจัดการกับสองสามีภรรยาตระกูลซูซ้ำไปซ้ำมา
เขาคือคนที่ช่วยดำเนินการเรื่องย้ายไปเมืองเซี่ยงไฮ้ให้กับฉินต้าเหว่ย และเมื่อเช้านี้ก็เพิ่งไปส่งทั้งคู่มา จึงได้ยินเรื่องที่เฉินชิงมอบของขวัญแต่งงานมูลค่าสูงให้แก่ซูเจวียนเจวียน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเคยเห็นด้วยตาตัวเองว่าเฉินชิงเป็นคนพาร่างที่อ่อนแรงของซูเจวียนเจวียนไปส่งให้ถึงมือฉินต้าเหว่ย จึงไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาอีกแล้วว่าเฉินชิงคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตหญิงสาวคนนั้นไว้
การที่เธอมาจัดการพ่อแม่ของซูเจวียนเจวียนในวันนี้ จึงเป็นการแก้แค้นแทนเพื่อนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ผู้คนกลับตีความไปว่าเป็นการกระทำของคนชั่วที่มาปราบคนชั่วด้วยกัน
และดูเหมือนว่าเธอเองก็ไม่ได้คิดจะเอ่ยปากอธิบายความจริงใดๆ
ราวกับว่าการถูกตราหน้าและใส่ร้ายป้ายสีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเธอไปเสียแล้ว
ความคิดในหัวของเฮ่อหย่วนสับสนวุ่นวายไปหมด แต่ลึกๆ แล้วเขากลับรู้สึกเห็นใจในตัวเธอขึ้นมาอย่างประหลาด
เฉินชิงที่พาเฮ่ออวี้ถิงกลับมาถึงบ้านก็ตัดสินใจโดดงานอย่างไม่ไยดี เพราะอย่างไรเสียเธอก็แค่ต้องกลับไปให้ทันมื้อกลางวันที่โรงอาหารเท่านั้น
หลังจากกำชับหลานสาวเรียบร้อยแล้ว เธอก็เข้าสู่โหมดพักผ่อนเพื่อชดเชยเวลานอนที่เสียไป เช่นเดียวกับเฮ่ออวี้เสียงที่หลับใหลอยู่ก่อนแล้ว
เฮ่ออวี้ถิงค่อยๆ ปิดประตูห้องให้น้าสาว ก่อนจะเดินออกมาที่ลานหน้าบ้านแล้วยกมือขึ้นแตะหน้าผากของตัวเอง “อืม ไม่ร้อนแล้วนี่นา”
เมื่อไข้ลดลงแล้ว ก็หมายความว่าเธอหายดีแล้ว
ความคิดนั้นทำให้เด็กหญิงรู้สึกดีใจขึ้นมา
เธอรีบวิ่งไปยังสวนหลังบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้าที่เปลี่ยนไว้เมื่อวาน จากนั้นจึงนำกลับมาที่ลานหน้าบ้านพร้อมกับยกม้านั่งตัวเล็กมาตั้งไว้ เธอใช้กระบวยตักน้ำใส่กะละมังอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหยิบกระดานซักผ้าและสบู่มาวางเตรียมไว้ แล้วจึงลงมือซักเสื้อผ้าของทุกคนในบ้านอย่างขะมักเขม้น
เสื้อผ้าที่อุ้มน้ำนั้นหนักเกินกว่าแรงของเด็กหญิงตัวเล็กๆ การจะบิดให้แห้งสนิทจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เธอจึงทำได้เพียงค่อยๆ บิดไล่น้ำออกทีละส่วน แม้จะทำซ้ำถึงสามรอบแล้วก็ยังคงมีน้ำหยดอยู่บ้าง แต่มันก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
จากนั้นเธอก็ลากกะละมังไปไว้ใต้ราวตากผ้า หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาทีละชิ้น ปีนขึ้นไปยืนบนม้านั่งเพื่อตากผ้าให้เรียบร้อย ทำเช่นนี้สลับขึ้นลงอยู่หลายครั้งหลายครา ในที่สุดเสื้อผ้าทั้งหมดก็ถูกตากจนเสร็จสิ้น ภารกิจต่อไปของเธอคือการนำอาหารไปให้ไก่ที่หลังบ้าน
ร่างเล็กๆ นั้นเคลื่อนไหวทำงานอย่างไม่หยุดพัก
เมื่อใกล้ถึงเวลาอาหารกลางวัน เฮ่ออวี้ถิงก็เริ่มลังเลใจ เธอทำอาหารไม่เป็น สิ่งเดียวที่พอจะทำได้คือก่อไฟต้มโจ๊กหม้อเล็กๆ เท่านั้น
หลังจากต้มโจ๊กจนสุกได้ที่ เธอก็ไปเรียกน้าสาวให้กลับไปทานอาหารที่โรงงาน
เฉินชิงที่ได้งีบหลับไปพักใหญ่รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก เธอจูงหลานสาวตัวน้อยมานั่งลงตรงหน้า ก่อนจะบรรจงหวีผมและมัดเป็นจุกเล็กๆ สองข้างให้อย่างน่าเอ็นดู หากแก้มของเด็กหญิงอวบอิ่มกว่านี้สักหน่อย คงจะดูไม่ต่างจากตุ๊กตาเด็กนำโชคเลยทีเดียว
เฮ่ออวี้ถิงเองก็เป็นเด็กที่รักสวยรักงาม เมื่อได้ส่องกระจกเห็นทรงผมใหม่ของตัวเองก็อดที่จะยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคักอย่างเขินอายไม่ได้
ภาพนั้นทำให้หัวใจของเฉินชิงอ่อนยวบ
“น้าเพิ่งได้ข้าวสารมาตั้ง 50 จินนะ ตอนนี้ร่างกายของหนูยังอ่อนแออยู่ ต้องกินเยอะๆ เข้าใจไหม”
“ค่า” เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
เมื่อเห็นว่าใกล้ได้เวลาแล้ว เฉินชิงจึงมุ่งหน้ากลับไปยังโรงงานเพื่อทานอาหารมื้อกลางวัน
เมนูอาหารของโรงงานเครื่องจักรในวันนี้ประกอบไปด้วยผัดผักโขมแดง ผัดใบมันเทศ และบวบผัดไข่
สองเมนูแรกมีราคาเพียงหนึ่งเหมา ส่วนเมนูสุดท้ายซึ่งจัดว่าเป็นกับข้าวที่มีเนื้อสัตว์นั้นมีราคาสูงขึ้นมาหน่อยที่สามเหมา
เฉินชิงใช้เงินไปทั้งหมดห้าเหมาเพื่อแลกกับผัดใบมันเทศและบวบผัดไข่อย่างละจาน
อันที่จริงแล้ว คนงานส่วนใหญ่ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายมักจะซื้อแค่ข้าวสวยราคาหนึ่งเหมา แล้วนำกับข้าวที่เตรียมมาจากบ้านมากินคู่กัน ซึ่งเป็นวิธีที่ประหยัดที่สุด แต่สำหรับเฉินชิงที่เคยใช้ชีวิตอย่างอัตคัดในชาติก่อนเพื่อเก็บเงินซื้อบ้าน ในชาตินี้เธอจึงตั้งใจว่าจะไม่ยอมปล่อยให้ปากท้องของตัวเองต้องลำบากอีกต่อไป
ในเวลาอาหาร เธอมักจะนั่งทานเพียงลำพังเสมอ
เหตุผลก็เพราะชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีของเธอ ประกอบกับการเป็นคนที่ไม่น่าคบหา ทำให้ไม่มีใครอยากเข้ามาสุงสิงด้วย โดยเฉพาะหญิงสาวคนอื่นๆ ที่กลัวว่าหากเข้ามาสนิทสนมกับเธอแล้วจะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการหาคู่ดูตัว
ขณะที่กำลังทานอาหารอยู่นั้น เฉินชิงก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ดูเหมือนว่า ‘เพื่อนสนิท’ ของพี่สาวเธอเคยแนะนำชายหนุ่มคนหนึ่งให้มาดูตัวกับเธอ
นัดกันไว้วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้
มือที่กำลังคีบอาหารของเธอชะงักไปเล็กน้อย พลางทบทวนคำพูดของคนคนนั้น ‘เขาเป็นถึงพ่อครัว รับรองว่าเธอจะไม่อดอยากเรื่องของกินแน่นอน พ่อแม่ของเขาก็เป็นคนต่างจังหวัด นิสัยดี เข้ากับคนง่าย แถมตัวก็สูงตั้งเมตรแปด เป็นคนซื่อๆ อีกต่างหาก ลองไปเจอดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรนี่นา’
เฉินชิงไม่ค่อยจะเชื่อในสายตาการเลือกคนของหญิงคนนั้นสักเท่าไหร่
แต่ตำแหน่งพ่อครัวในร้านอาหารของรัฐนั้นเป็นสิ่งที่เธอยากจะทำความรู้จักมากที่สุด การไปพบหน้าสักครั้งก็คงจะไม่ใช่เรื่องเสียหาย
หลังจากทานอาหารเสร็จ เฉินชิงก็กลับมางีบพักที่ห้องทำงานต่อ
ทันทีที่เธอตื่นขึ้นมา หัวหน้าหลิวก็เอ่ยถามถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายทันที
“เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ” เฉินชิงตอบ
“ดีมาก บ่ายนี้ก็ไปตรวจงานตามแผนกต่างๆ เหมือนเดิมนะ ต้องตรวจสอบทั้งความสะอาด นวัตกรรม แล้วก็การตกแต่งด้วย”
“เพราะฉะนั้นเธอต้องไปกับเถียนเมิ่งหย่า จะได้ช่วยกันให้คะแนน ถ้าแผนกไหนทำได้ไม่ดีก็จดชื่อไว้ด้วย สัปดาห์หน้าจะมีการประชุมใหญ่ จะได้ประกาศตำหนิให้รับรู้โดยทั่วกัน”
“ต้องให้คะแนนเร็วขนาดนี้เลยเหรอคะ” เฉินชิงรู้สึกประหลาดใจ
ประสิทธิภาพการทำงานของโรงงานเครื่องจักรแห่งนี้มันสูงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
หัวหน้าหลิวถอนหายใจยาว “ผู้จัดการเสิ่นกำลังอารมณ์ไม่ดีน่ะสิ พอเขาเห็นรายงานที่ฉันยื่นเสนอไป ก็เลยบอกว่าจะลงมาสุ่มตรวจเอง พวกเราที่เป็นคนกลางก็เลยต้องไปขู่พวกนั้นไว้ก่อน จะได้ไม่โดนด่ากันจริงๆ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” เฉินชิงพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“แล้วทำไมผู้จัดการถึงอารมณ์ไม่ดีล่ะคะ”
หัวหน้าหลิวมองเธอด้วยสายตาพิลึก “เรื่องนี้เธอไม่รู้หรอกหรือ”
“ฉันจะไปรู้ได้อย่างไรคะ ในเมื่อฉันไม่มีเพื่อนสักคน”
เฉินชิงตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
คำตอบนั้นทำเอาหัวหน้าหลิวถึงกับไปไม่เป็นอยู่ชั่วครู่
“คืออย่างนี้ พวกเราจองตั๋วรถให้หัวหน้าหยางจากแผนกพลาธิการไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ลูกสาวของเขาดันมาป่วยเป็นไข้สูงกะทันหัน เขาเป็นพ่อม่ายก็เลยต้องอยู่ดูแลลูกทั้งคืน แล้วอาการไข้ของเด็กก็มักจะเป็นๆ หายๆ”
“พอมาเมื่อเช้าไข้ก็กลับมาขึ้นสูงอีกครั้ง หัวหน้าหยางเลยจำเป็นต้องลาเพื่อดูแลลูก แต่ผู้จัดการเสิ่นก็หาคนไปแทนในเวลาอันสั้นไม่ได้”
แม้เฉินชิงจะไม่ค่อยชอบหน้าหยางซิวจิ่นสักเท่าไหร่ แต่ในฐานะของคนเป็นพ่อแม่ เธอก็เข้าใจความรู้สึกของเขาดี
“ถ้าอย่างนั้น การที่หัวหน้าหยางจะลางานก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอคะ”
“เธอไม่เข้าใจหรอก เอาเป็นว่าช่างมันเถอะ รีบไปทำงานของเธอได้แล้ว” หัวหน้าหลิวโบกมือไล่ ก่อนจะเอามือไพล่หลังแล้วเดินตรวจงานต่อไป
[จบบท]