บทที่ 402: เยี่ยมชมและเรียนรู้
หยางซิวจิ่นก้มหน้าลงซ่อนใบหน้า ความอัปยศอดสูที่ยากจะบรรยายได้ถาโถมเข้าใส่จิตใจจนเขาไม่สามารถนึกถึงสิ่งใดได้อีก ร่างนั้นจึงทำได้เพียงหมุนตัวเดินจากไปอย่างหมดรูป เฉินชิงเหลือบมองแผ่นหลังที่จากไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะละความสนใจจากเขาราวกับอากาศธาตุ
ขบวนของผู้มาเยือนจากหน่วยงานพันธมิตรเดินตามหลังผู้นำทั้งสามเข้าไปในเขตแผนกการผลิต ทันทีที่ก้าวผ่านประตูเข้ามา ไอเย็นที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากความร้อนระอุด้านนอกก็ปะทะเข้าผิว จนทำให้ทุกคนที่มาใหม่ถึงกับชะงักไปชั่วครู่
“นี่พวกคุณ... พวกคุณติดตั้งเครื่องปรับอากาศกันหรือครับ” รองผู้จัดการโรงงานถานเอ่ยถามขึ้น แม้ว่าปัจจุบันเครื่องปรับอากาศจะเป็นของหายากในประเทศ แต่เขาก็พอได้ยินกิตติศัพท์ของมันมาบ้าง
เฉินชิงส่ายศีรษะปฏิเสธ “ไม่ใช่หรอกค่ะ เราแค่ใช้วิธีลดอุณหภูมิสองรูปแบบเท่านั้นเอง”
จากนั้นเธอก็เริ่มอธิบายหลักการทำงานของระบบลมเย็นที่หมุนเวียนอากาศ ควบคู่ไปกับการใช้น้ำจากบ่อบาดาลลึกเพื่อช่วยในการลดอุณหภูมิภายในอาคาร
รองผู้จัดการโรงงานถานกอดอกพยักหน้าถี่ๆ พลางกวาดสายตาสำรวจไปรอบบริเวณ รูปร่างของเขาที่สูงราว 1.6 เมตร ยิ่งดูตัวเล็กไปถนัดตาเมื่อยืนขนาบข้างด้วยผู้ติดตามที่สูงใหญ่ จนภาพรวมของทั้งสามคนกลายเป็นรูปตัว ‘U’ กลับหัวที่ดูชัดเจน
ขณะที่กลุ่มช่างเทคนิคและหัวหน้าแผนกการผลิตที่ติดตามมา ต่างกำลังก้มหน้าก้มตาจดบันทึกทุกถ้อยคำของเฉินชิงลงในสมุดอย่างรวดเร็ว
ส่วนเหล่าคนงานเจ้าถิ่นแห่งโรงงานเครื่องจักร เมื่อเห็นว่ากำลังมีผู้มาศึกษาดูงานจากประสบการณ์ของพวกเขา ทุกคนต่างก็เกร็งใบหน้าเคร่งขรึม แสดงท่าทีจริงจังในการทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาหน้าตาของโรงงานเอาไว้
“ลงทุนปรับปรุงขนาดนี้ ต้องใช้เงินเยอะมากเลยใช่ไหมครับ” รองผู้จัดการโรงงานถานถามขึ้น
“ก็พอสมควรค่ะ...”
“โอ้โห นั่นดีมากเลยครับ! คืออย่างนี้นะครับหัวหน้าเฉิน... คุณอาจจะไม่ทราบ” รองผู้จัดการโรงงานถานรีบพูดแทรกขึ้น
“โรงงานเครื่องจักรของเราน่ะ เทียบกับของพวกคุณไม่ได้เลย พวกคุณเป็นโรงงานยักษ์ใหญ่ที่มีคนงานเป็นหมื่นๆ ถือเป็นระดับแนวหน้าของประเทศ แต่โรงงานของเรามันเล็กนิดเดียวครับ มีคนงานแค่ห้าร้อยกว่าคน ประสิทธิภาพการทำงานก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน”
เขาจบประโยคด้วยเสียงถอนหายใจยาว
เฉินชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “แล้ว... ยังไงต่อเหรอคะ”
“เฮ้อ! ช่างมันเถอะครับ อย่าเพิ่งไปพูดถึงมันเลย เราไปดูกันต่อดีกว่า... ผมได้ยินมาอีกนะครับว่าหัวหน้าเฉินยังปฏิรูปเรื่องความปลอดภัยในโรงงานด้วย”
“คุณนี่ช่างอายุน้อยแต่ความสามารถล้นเหลือจริงๆ นะครับ บริหารโรงงานเครื่องจักรได้เป็นระเบียบเรียบร้อย แถมยังไปช่วยโรงงานเสื้อผ้าทำยอดเงินตราต่างประเทศได้เป็นล้านๆ อีก” เขาเอ่ยชมไม่หยุดปาก
เฉินชิงเพียงแค่คลี่ยิ้มมุมปาก “ค่ะ”
รองผู้จัดการโรงงานถานถึงกับไปไม่เป็น เขานิ่งไปอึดใจหนึ่ง... ทำไมเธอไม่ถ่อมตัวตามมารยาทสักหน่อยเลยล่ะ
ในจังหวะนั้นเอง หูเถี่ยซานก็ก้าวเข้ามาพูดแทรก “รองผู้จัดการโรงงานถานครับ ทางนี้คุณลองดูการจัดผังแผนกใหม่ของเราด้วยก็ได้ โรงงานเราให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมมาก”
“ผังแผนกนี่เราก็เรียนรู้ประสบการณ์มาจากต่างประเทศ ส่วนเครื่องจักรพวกนี้ก็ทุ่มเงินซื้อมามหาศาล...”
“เดี๋ยวก่อนครับคุณหู” ถานขัดจังหวะเขาทันควัน
“ถึงคุณจะเป็นผู้ใหญ่ที่คุมแผนกใหญ่โต แต่ผมก็ต้องขอติติงคุณหน่อยนะ การชื่นชมต่างชาติมันไม่ดีนะครับ เราต้องมีความมั่นใจในชาติของเราสิ ประเทศเราแข็งแกร่งที่สุด”
“คุณไม่ได้ดูตอนที่หัวหน้าเฉินไปออกโทรทัศน์หรือครับ เธอกล้าหาญ มั่นใจในประเทศของเราขนาดไหน พวกคุณน่ะ ต้องเรียนรู้แนวคิดของคนรุ่นใหม่เขาบ้างนะ”
คำสั่งสอนนั้นทำให้ใบหน้าของหูเถี่ยซานคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่เขาจะสบถออกมา
“ช่วยพูดจาให้มันเข้าหูหน่อยเถอะครับ ถ้าคุณไม่พอใจจะฟัง ผมเองก็ขี้เกียจจะมาต้อนรับพวกคุณเหมือนกัน”
เขาคิดว่าหูเถี่ยซานเป็นคนง่ายๆ หรืออย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะโรงงานของคนกลุ่มนี้มันห่วยแตก ทั้งประสิทธิภาพการทำงานต่ำเตี้ย คนงานก็ขี้เกียจ การจัดการก็ย่ำแย่ โรงงานของพวกเขาคงไม่เสียเวลารับภารกิจจากองค์กรมาถ่ายทอดประสบการณ์การจัดการให้คนพวกนี้หรอก เขาอุตส่าห์สละเวลาอันมีค่ามา ไม่ใช่เพื่อมาฟังคำพูดไร้สาระพวกนี้
รองผู้จัดการโรงงานถานจ้องเขม็งไปที่หูเถี่ยซานอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะหันมาฟ้องเฉินชิง “หัวหน้าเฉินครับ ดูสิ ผมก็แค่ชมคุณหยกๆ ทำไมเขาต้องโกรธขนาดนั้นด้วย”
“ก็เพราะว่าคุณมาในฐานะ 'นักเรียน' แต่กลับวางตัวเป็น 'อาจารย์ใหญ่' น่ะสิคะ” เฉินชิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“และอีกอย่าง ฉันหวังว่ารองผู้จัดการโรงงานถานจะไม่พยายามยุยงให้เราแตกแยกกันนะคะ เพราะเวลาฉันกับคุณหูมีความเห็นไม่ตรงกัน เราชอบที่จะคุยกันด้วยกำลังมากกว่า ถ้าคุณยังพยายามจะยุยงแบบนี้อีก เราสองคนก็กลัวว่าจะเผลอทำอะไรโดนลูกหลงเข้า”
เฉินชิงยินดีที่จะนำเสนอแผนการปรับปรุงโรงงานของเธอ แต่เธอไม่คิดจะยอมเป็นเครื่องมือให้ใครใช้ฟาดฟันคนอื่น
เมื่อรองผู้จัดการโรงงานถานตระหนักได้ว่าทั้งเฉินชิงและหูเถี่ยซานต่างก็เป็นพวกที่รับมือไม่ง่าย เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปในที่สุด
กลุ่มผู้มาเยือนหกคน แยกออกเป็นสองกลุ่มทันที สองคนยังคงติดตามรองผู้จัดการโรงงานถานอย่างใกล้ชิด ส่วนอีกสี่คนที่เหลือ เฉินชิงและหูเถี่ยซานก็แบ่งกันอธิบายงานอย่างตั้งอกตั้งใจ
รองผู้จัดการโรงงานถานหันไปหาเติ้งเหม่ยฮวาแทน “เลขาธิการพรรคเติ้งครับ... พวกเจ้าหน้าที่ในโรงงานของคุณนี่ นิสัยใจร้อนกันจังเลยนะครับ”
เติ้งเหม่ยฮวาทำได้เพียงถอนหายใจ “รองผู้จัดการโรงงานถานอาจจะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์น่ะค่ะ ฉันเองก็เพิ่งย้ายมารับตำแหน่งใหม่ พวกเขาเป็นคนเก่าแก่ของที่นี่ ทั้งสองคนมีบารมีที่สั่งสมมานาน ฉัน... ฉันควบคุมพวกเขาไม่ได้หรอกค่ะ”
“อะไรนะครับ พวกเขากล้าไม่เคารพเลขาธิการพรรคอย่างคุณเลยเหรอ” เขาถามเสียงสูงอย่างไม่อยากเชื่อ
เติ้งเหม่ยฮวาเลือกที่จะเงียบ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการไม่เคารพ แต่สองคนนี้แทบไม่เคยเห็นหัวหน้าคนไหนอยู่ในสายตาเลยต่างหาก หูเถี่ยซานคือหัวหน้าแผนกขาใหญ่ที่ตำแหน่งมั่นคงดุจเหล็กกล้า
พื้นเพตระกูลขาวสะอาด ไม่มีเส้นสายใดๆ ให้คนอื่นโจมตีได้ นอกจากนิสัยที่โผงผางจนน่ากลัวแล้ว เรื่องอื่นเขาก็ไร้ที่ติ ส่วนเฉินชิง...
เติ้งเหม่ยฮวาไม่อยากจะคิดต่อ คนหนุ่มสาวที่เก่งกาจขนาดนี้หาได้ยากเต็มที ทั้งคู่ต่างก็นิสัยใจร้อนเหมือนกัน การที่พวกเขาแค่พูดจาตอบโต้ แต่ไม่ได้ปรี่เข้าไปอัดรองผู้จัดการโรงงานถาน เติ้งเหม่ยฮวาก็ถือว่านิสัยของทั้งสองคนพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นมากแล้ว
สีหน้าของรองผู้จัดการโรงงานถานฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก
การเยี่ยมชมดำเนินไปจนถึงเวลาเลิกงานในตอนบ่าย เฉินชิงสังเกตเห็นช่างเทคนิคหญิงคนหนึ่งในกลุ่มผู้มาเยือนที่ดูมีไหวพริบและฉลาดเฉลียวเป็นพิเศษ พอดีกับจังหวะที่รองผู้จัดการโรงงานถานเอ่ยปากชวนทุกคนไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารของรัฐ เธอจึงเรียกเหมาเจี้ยนกั๋วให้มาสมทบด้วย
เหมาเจี้ยนกั๋วที่ถูกเรียกตัวมาอย่างกะทันหันถึงกับตัวสั่น เขารู้สึกได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้เรียกเขามา ต้องไม่มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแน่!
“คุณเรียกผมมาทำไมเนี่ย ผมกำลังจะกลับบ้านไปกินข้าวกับภรรยาผมนะ อย่าเห็นว่าผมไม่ค่อยได้ไปดูงานต่างถิ่นแล้วจะคิดว่าผมไม่มีความสามารถนะ จะบอกให้ ตอนนี้ผมมีโครงการในมือตั้งหลายอย่าง ยุ่งจะตายอยู่แล้ว!”
“หยุดพูดไร้สาระได้แล้วค่ะ” เฉินชิงตัดบท
“คุณช่วยไปหยั่งเชิงผู้หญิงคนนั้นให้ฉันหน่อย ว่าเธอมีความรู้ในหัวมากน้อยแค่ไหน ฉันสังเกตว่าเธอมีไหวพริบความเข้าใจที่เร็วมาก ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากจะย้ายเธอมาทำงานที่นี่”
เฉินชิงพยักเพยิดไปยังมู่ลวี่เก๋อ หญิงสาวรูปร่างสูงเพรียวในแว่นตา ผมตัดสั้น อายุอานามราวสามสิบเศษ แม้จะอยู่ท่ามกลางคนงาน แต่เธอกลับมีบุคลิกที่โดดเด่นเหมือนคุณหนูตระกูลปัญญาชนในยุคเก่า
เมื่อเหมาเจี้ยนกั๋วเห็นว่าเป้าหมายไม่ใช่ตัวเอง เขาก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง เขาหรี่ตามองมู่ลวี่เก๋ออย่างพิจารณา ก่อนจะกระซิบกลับ
“ถึงเธอจะเก่งจริง แต่คุณก็ไม่มีอำนาจไปย้ายตัวเธอมาไม่ใช่หรือไง”
“คุณน่ะสิไม่มี แต่ฉันมี” เฉินชิงเหลือบมองเขาด้วยหางตา
“ฉันสั่งให้คุณทำ คุณก็แค่ไปทำมาให้ดีก็พอ อย่าพูดมาก”
เหมาเจี้ยนกั๋วรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างที่สุด! ทำไมล่ะ! ทำไมเธอถึงมีอำนาจนั้น เขาดำรงตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าสถาบันวิจัย (ก่อนหน้านี้ที่ใช้เป็นผู้อำนวยการเนื่องจากการเข้าใจผิดทางภาษา หลังจาากนี้ขอ อนุญาตใช้เป็นหัวหน้าสถาบันฯ นะคะ ขออภัยในความผิดพลาดค่ะ)
แต่เขายังไม่มีอำนาจย้ายคนข้ามหน่วยงานได้ตามใจชอบ แต่เฉินชิงกลับทำได้! มันยุติธรรมที่ไหน! นี่มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่ๆ!
ถึงจะขุ่นเคืองในใจเพียงใด แต่เหมาเจี้ยนกั๋วก็ไม่กล้าแสดงออกมา ก็เฉินชิงน่ะ เวลาลงไม้ลงมือกับคน มันเจ็บตัวจริงๆ นี่นา!
เฉินชิงเรียกเหมาเจี้ยนกั๋วให้เดินตามไป เธอลองถามหูเถี่ยซานดูก่อนแล้ว แม้แต่คนอย่างเขายังยอมรับว่าสหายหญิงคนนี้ "ฉลาดมาก" การที่ได้ยินคำชมนี้จากปากของหูเถี่ยซานถือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา
ยิ่งทำให้เฉินชิงอยากได้ตัวเธอมา เพราะสหายหญิงคนนี้เป็นเพียงช่างเทคนิคระดับล่างสุดที่ได้รับเงินเดือนแค่ 36 หยวนเท่านั้น ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมนักวิจัยระดับล่างสุดอย่างเธอถึงได้เข้าร่วมคณะมาดูงานในโครงการนี้ได้ เฉินชิงเองก็ยังไม่ทราบแน่ชัด
เมื่อทั้งหมดเดินทางมาถึงร้านอาหารของรัฐ รองผู้จัดการโรงงานถานก็รับหน้าที่เป็นคนสั่งอาหาร แต่เขากลับหันมาถามเฉินชิงเป็นพิเศษว่าเธออยากจะทานอะไร
บรรยากาศในโต๊ะเปลี่ยนไปในทันที ทุกสายตาจับจ้องมาที่ทั้งคู่
เฉินชิงเลิกคิ้วถามเรียบๆ “มื้อนี้คุณเป็นคนเลี้ยงเหรอคะ”
รองผู้จัดการโรงงานถานถึงกับชะงักไป เขากลืนน้ำลาย... แน่นอนว่าไม่ใช่อยู่แล้ว! เขาเป็นแขกผู้มาเยือนจากแดนไกลนะ ตามธรรมเนียมแล้ว ผู้นำทั้งสามคนที่มาต้อนรับต่างหากที่ต้องเป็นคนจ่าย
จริงอยู่ที่เขาเป็นถึงรองผู้จัดการโรงงาน แต่ด้วยขนาดของโรงงานที่เล็กและผลประกอบการที่ย่ำแย่ เงินเดือนของเขาจึงน้อยกว่าเฉินชิงที่เป็นแค่หัวหน้าแผนกด้วยซ้ำ มื้อนี้มีคนเกือบสิบคน ค่าใช้จ่ายอย่างน้อยก็ต้องสิบกว่าหยวน ทั้งครอบครัวของเขาต้องพึ่งพาเงินเดือนนี้ประทังชีวิต เขาจะเอาเงินไปใช้สุรุ่ยสุร่ายได้อย่างไร
แต่ในเมื่อทุกคนกำลังจ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียว รองผู้จัดการโรงงานถานก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียหน้าอย่างแรง
“อะแฮ่ม... ถ้าคุณเฉินอยากให้ผมเลี้ยงล่ะก็... คนสวยอย่างคุณเอ่ยปากทั้งที ผมก็ต้องเลี้ยงแน่นอนอยู่แล้วสิครับ”
[จบบท]