บทที่ 41: ครัวข้างบ้าน
เข็มนาฬิกาชี้เลขห้า เป็นสัญญาณบ่งบอกเวลาเลิกงานของเฉินชิงที่วันนี้ทั้งวันช่างยาวนานและเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน
แสงสีทองสุดท้ายของวันอาบไล้ไปทั่วถนนสายแคบ เผยให้เห็นเงาไม้ที่ทอดตัวยาวระเกะระกะ
ณ ขั้นบันไดหน้าประตูบ้าน เด็กน้อยสองคนกำลังรอคอยการกลับมาของผู้เป็นน้า คนหนึ่งคือเฮ่ออวี้ถิง เด็กหญิงผมจุกแกละสองข้างที่กำลังนั่งท้าวคางมองไปยังปากซอยด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
ส่วนอีกคนคือน้องชายของเธอ เฮ่ออวี้เสียง ซึ่งนั่งอยู่บนขั้นบันไดหน้าประตูในท่าทางขึงขังราวกับผู้ใหญ่ สองมือวางบนเข่าอย่างสบายๆ แต่คิ้วกลับขมวดมุ่น
ในที่สุด ร่างที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นที่หัวมุมซอย เด็กหญิงตัวน้อยจึงลุกพรวดขึ้นพร้อมกับส่งเสียงเรียกอย่างดีใจ
“น้ากลับมาแล้ว!”
เฮ่ออวี้ถิงวิ่งถลาเข้าไปหาผู้เป็นน้าด้วยความเร็วปานจรวด เฉินชิงย่อตัวลงเล็กน้อยพร้อมกับอ้าแขนรับร่างเล็กๆ ของหลานสาวเอาไว้เต็มอ้อมอก
“ออกมานั่งรอน้าข้างนอกทำไมกันจ้ะลูก”
“ก็คุณหมอบอกว่าหนูควรจะตากแดดบ่อยๆ หนูก็เลยออกมานั่งตากแดดรอตรงนี้ไงคะ”
“ทำดีมากจ้ะ”
เฉินชิงอุ้มหลานสาวเดินเข้าบ้าน ขณะที่เฮ่ออวี้เสียงก็ลุกขึ้นปัดเศษดินตามเสื้อผ้าแล้วเดินตามเข้าไปเงียบๆ น้าสาวจึงเอ่ยถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“เย็นนี้มีอะไรกินบ้างล่ะ”
“มีผัดซูกินีกับข้าวสวยครับ”
เฮ่ออวี้เสียงรายงานเสียงเรียบ เขาไปจ่ายตลาดมาเมื่อช่วงบ่าย แต่ผักที่เหลืออยู่ในร้านก็มีเพียงซูกินีเท่านั้น
ซูกินีมีรสหวานอ่อนๆ และทำอาหารได้ไม่ยุ่งยากนัก จึงน่าจะเป็นผักที่ใครๆ ก็ชอบ แต่เพราะมันเป็นผักชนิดเดียวที่สหกรณ์การค้าและการตลาดมีขายแทบทุกวัน
แถมโรงอาหารของโรงงานเครื่องจักรก็มีเมนูจากซูกินีบ่อยจนเกินไป ทำให้ทุกคนพากันเอือมระอาไปตามๆ กัน
เมื่อเข้ามาถึงห้องโถง เฉินชิงก็วางหลานสาวลงบนเก้าอี้แล้วถามต่อ “แล้วข้าวสาร50จินที่พ่อแม่ของซูเจวียนเจวียนบอกจะเอามาให้ล่ะ เขามาส่งหรือยัง”
“มาส่งเรียบร้อยแล้วครับ เป็นกระสอบใหญ่เลย ผมจัดการเทใส่ถังข้าวเรียบร้อยแล้ว รวมกับมันเทศแล้วก็ข้าวสารแป้งสาลีที่เรามีอยู่ ก็น่าจะอยู่ได้อีกเดือนครึ่งสบายๆ เลยครับ”
สำหรับเฮ่ออวี้เสียงแล้ว การได้เห็นถังข้าวสารที่เต็มแน่นคือความสุขที่สุดของวัน เป็นภาพที่เขาโหยหามาเนิ่นนานเหลือเกิน
เฉินชิงเองก็รู้สึกอิ่มเอมใจไม่ต่างกัน นับตั้งแต่ที่ต้องก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักของครอบครัว ทุกวันของเธอก็เต็มไปด้วยรายจ่ายจิปาถะ
แค่ก้าวเท้าออกจากบ้านก็เหมือนเงินจะโบยบินออกจากกระเป๋าอยู่รอมร่อ การที่มีของกินของใช้เพิ่มขึ้นมาโดยไม่ต้องควักเงินจ่ายเองจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ เธอเดินไปล้างไม้ล้างมือจนสะอาดสะอ้าน
ก่อนจะกลับมานั่งที่โต๊ะเพื่อเตรียมรับประทานอาหารเย็น
แต่ในจังหวะที่ทั้งสามชีวิตกำลังจะเริ่มต้นมื้ออาหารอันแสนเรียบง่าย จู่ๆ กลิ่นหอมฟุ้งที่ชวนให้น้ำลายสอก็ลอยอวลไปทั่วอากาศ
กลิ่นนั้นมาจากบ้านข้างๆ ซึ่งเป็นบ้านของเฮ่อหย่วน ชายหนุ่มผู้เพิ่งย้ายถิ่นฐานมาจากมณฑลกวางตุ้ง สิ่งหนึ่งที่เขายังไม่คุ้นชินเสียทีก็คือรสชาติอาหารของที่นี่ แม้ว่าเขาจะเป็นคนเหนือโดยกำเนิด
แต่ด้วยความที่คุณแม่ของเขาเป็นชาวเซียงเจียง เขาจึงเติบโตมากับอาหารรสจัดจ้าน การต้องมาเจอกับอาหารรสจืดชืดของที่นี่จึงเป็นเรื่องที่ทรมานลิ้นอยู่ไม่น้อย
วันนี้หลังจากจัดการข้าวของในบ้านใหม่เข้าที่เข้าทางแล้ว เขาจึงตัดสินใจเข้าครัวทำอาหารรสชาติที่คุ้นเคยด้วยตัวเอง
เสียงฉ่าของน้ำมันร้อนๆ ที่ราดลงบนพริกสับและกระเทียมดังขึ้นจากบ้านข้างๆ กลิ่นเผ็ดร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ฟุ้งกระจายปะทะจมูกทันที ผสานเข้ากับกลิ่นเค็มๆ ของเต้าซี่และความสดใหม่ของเนื้อปลา กลายเป็นกลุ่มควันสีขาวที่ลอยคลุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือลานบ้าน
ความเผ็ดร้อนของพริกและความชุ่มฉ่ำของไขมันปลาที่หลอมรวมกันอยู่ในไอน้ำร้อนนั้น ได้ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนกระจายไปทั่วทุกสารทิศ
เฉินชิงและหลานๆ ที่กำลังนั่งกินผัดซูกินีจืดชืด ต่างก็อดไม่ได้ที่จะสูดจมูกรับกลิ่นหอมนั้น เฮ่ออวี้ถิงถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่
“น้าคะ กลิ่นหอมกว่าอาหารที่ร้านของรัฐอีก”
ในฐานะผู้ใหญ่เพียงคนเดียวของบ้าน เฉินชิงพยายามเก็บอาการอย่างสุดความสามารถ
“ก็งั้นๆ แหละน่า มื้อใหญ่ที่เราเพิ่งกินกันไปวันก่อนก็อร่อยออก”
ถึงปากจะพูดอย่างนั้น แต่ภายในใจกลับปั่นป่วนด้วยความอยาก! ต่อมรับรสของเธอถูกกระตุ้นจนแทบทนไม่ไหว
ในยุคสมัยนี้ วัยรุ่นกว่าร้อยละแปดสิบล้วนแต่เป็นสายกินเผ็ด เฉินชิงก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้เธอจะกินอาหารรสจืดได้ แต่ลึกๆ แล้วเธอก็คือสาวกอาหารรสจัดคนหนึ่งเลยทีเดียว
กลิ่นแบบนี้...
มันช่างหอมยั่วยวนเหลือเกิน!
เธออยากจะปีนกำแพงไปแอบดูให้รู้แน่ชัดว่าใครกันที่เป็นเจ้าของฝีมือทำอาหารจานนี้! เพื่อนบ้านในบ้านพักหลวงหมายเลข 01 ต่างก็ตกอยู่ในภวังค์ของกลิ่นหอมนี้เช่นกัน คุณป้าที่อยู่บ้านตรงข้ามกับเฮ่อหย่วนถึงกับเอ่ยปากแซว
“แหม กลิ่นหอมจนจะลากวิญญาณออกจากร่างได้อยู่แล้ว! ถ้าผัวฉันทำกับข้าวได้ขนาดนี้ ฉันจะยอมเอาน้ำล้างเท้าให้กินทุกวันเลย!”
ส่วนคุณลุงอีกคนก็ถึงกับต้องไปคว้าขวดเหล้าขาวที่เหลืออยู่ครึ่งขวดออกมาจิบ พลางรำพึงรำพัน “ไม่ต้องมีกับแกล้มแล้วมั้งแบบนี้ แค่ได้ดมกลิ่นเผ็ดๆ นี่ก็ซัดได้เป็นไหนๆ!”
มีเพียงพ่อแม่ของซูเจวียนเจวียนเท่านั้นที่ไม่สบอารมณ์ พวกเขานั่งกินข้าวไปบ่นอุบอิบไป “กลิ่นเผ็ดอะไรก็ไม่รู้ ฉุนจนจามไม่หยุดแล้ว!”
ซูตงเหลียง ลูกชายวัยคะนองของพวกเขาอดใจไม่ไหวกับความอยากรู้ เขาจึงแอบย่องไปที่ห้องครัวเพื่อชะโงกหน้าดู
ภาพของน้ำมันร้อนๆ ที่ถูกราดลงบนหัวปลาทำให้เขาแทบจะสบถออกมาว่าสิ้นเปลือง แต่พอได้เห็นเฮ่อหย่วนยกชามหัวปลานึ่งพริกสับสีแดงฉานออกมา เขาก็ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ทางด้านเฉินชิงนั้น ความอดทนของเธอได้ขาดสะบั้นลงแล้ว เธอจึงตัดสินใจส่งทูตตัวน้อยประจำบ้านอย่างเฮ่ออวี้ถิงให้ไปสืบข่าวถึงที่มาของกลิ่นนี้!
แต่เฮ่ออวี้เสียงซึ่งเป็นห่วงว่าน้องสาวอาจจะไปติดเชื้อโรคอะไรมาอีก จึงอาสาไปทำหน้าที่นี้แทน เขากลับมารายงานผลการสืบสวนว่า
“เป็นฝีมือของนักวิจัยเฮ่อที่เพิ่งย้ายมาใหม่ครับ เขาตักแบ่งให้คุณลุงที่ลานบ้านไปหน่อยนึงด้วย”
“ฝีมือเขาเองเลยเหรอ” เฉินชิงออกจะทึ่งอยู่ไม่น้อย
ในความคิดของเธอ เฮ่อหย่วนดูเป็นนักวิชาการผู้สูงส่ง ไม่น่าจะมาข้องแวะกับเรื่อง เล็กน้อยทางโลก อย่างการทำอาหารได้ เฮ่ออวี้เสียงยืนยันหนักแน่น
“ใช่ครับ ผมเห็นกับตาเลยว่าเขายกจานอาหารเข้าบ้านไปเอง แถมคุณลุงยังให้เนื้อรมควันชิ้นเล็กๆ เป็นการตอบแทนด้วย”
ความคิดบางอย่างผุดขึ้นในหัวของเฉินชิง แต่เธอก็รีบปัดมันทิ้งไป
“ช่างเถอะ กินข้าวของเราต่อดีกว่า แค่ได้กลิ่นก็เหมือนได้กินแล้ว คิดซะว่าเรากำลังกินหัวปลานึ่งพริกสับกันอยู่ก็แล้วกัน รีบกินเข้า เดี๋ยวกลิ่นจะหายไปซะก่อน”
ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ การได้อาศัยกลิ่นกับข้าวจากบ้านอื่นมาเป็นเครื่องชูรสให้มื้ออาหารของตัวเองก็ถือเป็นเรื่องปกติ เด็กทั้งสองจึงไม่ได้ว่าอะไรและก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
เฉินชิงเคี้ยวข้าวสวยในปากอย่างเชื่องช้า แม้กายจะอยู่ที่นี่ แต่ใจของเธอลอยไปไกลถึงบ้านข้างๆ แล้ว
กลิ่นของหัวปลานึ่งพริกสับมันช่างหอมเตะจมูกเสียจริง แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายสอแล้ว เฉินชิงพยายามกลั้นใจไม่ให้คิดถึงมัน แต่ก็ทำได้เพียงตักผัดซูกินีเข้าปากเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเฮ่อหย่วนมันย่ำแย่เกินกว่าจะเอ่ยปากขอแบ่งได้
ไม่อย่างนั้นเธอคงยอมควักเงินซื้อมาลองชิมให้สมอยากไปแล้ว
เมื่ออิ่มท้อง กลิ่นหอมก็เริ่มจางหายไป เฉินชิงจึงเปลี่ยนความผิดหวังให้กลายเป็นพลัง ขลุกตัวอยู่กับงานเสริมของเธออย่างมุ่งมั่น!
ขณะที่เธอกำลังจดจ่ออยู่กับการเย็บผ้าจนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมัน ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาขัดจังหวะ
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
โต๊ะทำงานของเฉินชิงตั้งอยู่ติดหน้าต่าง ทำให้เธอมองเห็นประตูหน้าบ้านได้อย่างชัดเจน เธอจึงร้องถามออกไป
“นั่นใครคะ”
“เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตครับ มาเก็บค่าไฟค่าน้ำ” เสียงทุ้มๆ ดังตอบกลับมา
“...สักครู่นะคะ”
เฉินชิงหยิบเงินหนึ่งหยวนติดมือไปเปิดประตู
บ้านทุกหลังในซอยนี้ต่างก็มีโควตาน้ำประปาที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นค่าน้ำจึงถูกเก็บในอัตราเดียวกันคือห้าสิบเซ็นต์ต่อครัวเรือน ส่วนค่าไฟนั้นจะคิดตามมิเตอร์ที่แต่ละบ้านใช้ไป
“บ้านนี้ค่าน้ำห้าสิบเซ็นต์ ค่าไฟอีกสามสิบเซ็นต์ รวมทั้งหมดเป็นแปดสิบเซ็นต์ครับ”
“ค่ะ”
เฉินชิงยื่นธนบัตรหนึ่งหยวนให้เขาไป
เจ้าหน้าที่หนุ่มรับเงินไปแล้วทอนกลับมาให้ยี่สิบเซ็นต์
หลังจากรับใบเสร็จมาเรียบร้อยแล้ว เฉินชิงก็หันไปถามเฮ่ออวี้เสียง
“วันนี้รองน้ำไว้หรือยัง”
เฮ่ออวี้เสียงส่ายหน้า “วันนี้เจ้าหน้าที่มาแจ้งว่าเวลาของบ้านเราถูกเลื่อนออกไปอีกครึ่งชั่วโมงครับ เป็นหกโมงครึ่งถึงหนึ่งทุ่ม”
เฉินชิงขมวดคิ้วทันควัน “ทำไมล่ะ ทำไมถึงเลื่อนเวลาเราไปอีกล่ะ ยิ่งดึกก็ยิ่งต้องเปิดไฟเปลืองค่าไฟไม่ใช่หรือไง เงินทุกบาททุกสตางค์มันหามายากนะ!”
“ก็เพราะว่าผู้เช่าคนใหม่ได้เวลาช่วงหกโมงถึงหกโมงครึ่งไปแล้ว บ้านเราก็เลยต้องขยับไปครับ”
วันนี้เฮ่ออวี้เสียงได้โต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ก็ไม่เป็นผล พวกเขาอ้างว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบ
เฉินชิงไม่รอช้า หันหลังกลับและก้าวฉับๆ ออกไปทันที เธอเห็นเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวกำลังเดินเข้าไปในบ้านพักหลวงหมายเลข 01 จึงรีบเดินตามเข้าไปด้วย
ครอบครัวซูซึ่งอาศัยอยู่เรือนนอกของบ้านพักหลวงหมายเลข 01 พอเห็นเฉินชิงเดินหน้าตาถมึงทึงเข้ามาก็รีบจ่ายเงินแล้วปิดประตูใส่ทันที
แต่เพื่อนบ้านคนอื่นๆ กลับพากันออกมามุงดูอย่างสนใจ
เฉินชิงเดินตรงเข้าไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่คนนั้นโดยไม่คิดจะอ้อมค้อม “ฉันขอถามหน่อยเถอะค่ะว่าทำไมเวลาใช้น้ำของบ้านเราถึงถูกเลื่อนออกไปอีก!”
[จบบท]