บทที่ 413: ของกำนัลจากสหพันธ์สตรี
สถานะของพนักงานหลายคนในโรงงานผูกพันอยู่กับเงินตราต่างประเทศ หากปีหน้าเกิดเหตุไม่คาดฝันจนไม่สามารถทำยอดได้ตามเป้าหมาย พวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป
สีเกามินกำลังกลัดกลุ้มกับเรื่องนี้ ค่ำคืนนั้นจึงไม่อาจข่มตาหลับได้ เธอทนทรมานจนถึงรุ่งสาง ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินทางมาที่บ้านของเฉินชิงเพื่อขอความกระจ่าง
เมื่อสีเกามินยกมือขึ้นเคาะประตู คนที่เปิดออกมาต้อนรับกลับเป็นเฮ่อหย่วน เธอยกยิ้มทักทายอย่างเป็นทางการ “รองหัวหน้าสถาบันวิจัยเฮ่อ ยินดีที่ได้พบค่ะ”
“ผู้จัดการสี” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทไร้ความยินดี หากแต่เพราะเฉินชิงยังต้องร่วมงานกับผู้หญิงคนนี้ เขาจึงจำต้องผายมือเชิญเธอเข้ามาในบ้าน ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องเพื่อปลุกภรรยา
สีเกามินต้องนั่งรออยู่ในห้องโถงกลางด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ ขณะที่เด็กน้อยทั้งสองคนเมื่อเห็นว่าใครมาเยือน ก็พากันลุกหนีออกจากห้องนั่งเล่นไปทำธุระของตนเองเงียบๆ
เฉินชิงถูกเฮ่อหย่วนปลุกให้ตื่น เมื่อรับรู้ว่าผู้จัดการสีมาหาก็ยอมลุกจากเตียงแต่โดยดี หญิงสาวเดินออกมาทักทายแขกผู้มาเยือนก่อนเป็นอันดับแรก “ผู้จัดการสี รบกวนรอสักครู่นะคะ ฉันขอตัวไปแปรงฟันล้างหน้าก่อนค่ะ”
“อ้อ เชิญเลยจ้ะ เชิญเธอตามสบาย” สีเกามินรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นเฉินชิงตื่นสายถึงเพียงนี้ แต่ภาพที่ทำให้เธอต้องตะลึงงันยิ่งกว่า คือการได้เห็นเฮ่อหย่วนเป็นฝ่ายเตรียมน้ำยาบ้วนปาก ยาสีฟัน ตลอดจนน้ำล้างหน้าให้กับเฉินชิงอย่างคล่องแคล่ว
ยิ่งเมื่อเห็นร่างสูงของนักวิจัยหนุ่มเดินหายเข้าไปในห้องครัวเพื่อลงมือทำอาหารเช้า สีเกามินก็ถึงกับนิ่งอ้าปากค้างไปเลย
ครั้นเฉินชิงจัดการธุระส่วนตัวจนเรียบร้อย เธอก็เดินกลับมาหาแขกที่ยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ “ผู้จัดการสีมาหาฉันแต่เช้า มีเรื่องด่วนอะไรรึเปล่าคะ?”
คำทักทายนั้นเรียกสติของสีเกามินให้กลับคืนมา เธอเลือกที่จะเมินเฉยต่อภาพความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดของสามีภรรยาคู่นี้ แล้วจึงเอ่ยเข้าประเด็นสำคัญที่ตั้งใจมาในวันนี้
“เฉินชิงจ้ะ... เธอจะพอช่วยออกแบบร่างสำหรับโรงงานเสื้อผ้าของเราได้อีกครั้งไหม? แน่นอนว่าครั้งนี้ฉันยินดีจ่ายเงินให้เธอ”
“อ้าว แล้วทำไมครั้งก่อนๆ ถึงไม่คิดจะให้ล่ะคะ?”
“เอ่อ... ก่อนหน้านี้ก็... ก็ตั้งใจจะให้จ้ะ เอาเป็นว่าคราวนี้ฉันจะรวบยอดจ่ายให้เธอทั้งหมดเลย”
“โธ่... ผู้จัดการสีคะ มันไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากช่วยหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะผู้จัดการหลิวกับบรรดาผู้นำคนอื่นๆ ในโรงงานเสื้อผ้าน่ะสิคะ”
“พวกเขามาตักเตือนฉันเป็นการส่วนตัวแล้ว บอกให้ฉันรักษาสถานะของตัวเองไว้ให้ดี อย่าพยายามก้าวก่ายงานของคนอื่นเขา” เฉินชิงแสร้งถอนหายใจยาว พลางปรับสีหน้าให้ดูขมขื่นที่สุด
“คุณลองคิดดูสิคะ ฉันเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ไม่มีเส้นสายหรือที่พึ่งพิงใดๆ ฉันจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปต่อกรกับพวกเขาได้ล่ะคะ... แน่นอนว่าพวกเขาพูดอะไรมา ฉันก็จำต้องทำตามนั้นอย่างไม่มีทางเลือก”
แม้จะแสดงท่าทีน่าสงสาร แต่หางตาของเธอกลับคอยชำเลืองไปยังทิศทางของห้องครัวอยู่ตลอด ก็เฮ่อหย่วนสัญญากับเธอแล้วนี่นาว่าวันนี้จะทำโจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูสับให้กิน! แค่คิดถึงกลิ่นหอมๆ ท้องก็เริ่มร้องประท้วงแล้ว
วาจานั้นทำให้สีหน้าของสีเกามินซีดเผือดลงทันตา เธอรู้อยู่เต็มอกว่าคนกลุ่มนั้นในโรงงานเสื้อผ้าไม่ธรรมดาและคงไม่ยอมอยู่เฉยๆ แต่นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะเหิมเกริมถึงขั้นกล้าข่มขู่เฉินชิง!
“เฉินชิงจ้ะ ฉันต้องขอโทษเธอจริงๆ นะ มันเป็นความผิดของฉันเองที่จัดการลูกน้องได้ไม่ดีพอ จนทำให้เธอต้องมาเดือดร้อนลำบากใจแบบนี้ ได้…”
“เรื่องเกี่ยวกับโรงงานเสื้อผ้าของฉัน ฉันจะกลับไปจัดการและจะให้คำตอบที่ชัดเจนกับเธออีกครั้ง” สีเกามินกล่าวสรุปอย่างรวดเร็ว เธอมาที่นี่อย่างเร่งร้อน และก็จากไปอย่างเร่งร้อนไม่ต่างกัน
พอลับร่างของสีเกามิน เฉินชิงก็รีบพุ่งตัวเข้าไปในห้องครัวเพื่อตรวจดูหม้อโจ๊กที่สามีของเธอกำลังต้มอยู่ “ที่รัก เสร็จหรือยังคะ? หอมจังเลย”
“เสร็จแล้วครับ” เฮ่อหย่วนยิ้มขณะตักโจ๊กใส่ชามให้เธอ
“ค่อยๆ ถือนะ มันร้อน”
“รับทราบ!” เฉินชิงรับคำเสียงใส ก่อนจะประคองชามโจ๊กหอมกรุ่นอย่างระมัดระวังไปวางไว้ที่โต๊ะอาหาร
เฮ่อหย่วนอุ้มเด็กทั้งสองคนมานั่งประจำที่บนโต๊ะอาหาร ก่อนจะเอ่ยถามภรรยาถึงเรื่องที่ค้างคาใจ “ปีหน้าคุณจะไม่เข้าร่วมมหรกรรมการค้ากวางเจาจริงๆ อย่างนั้นเหรอ?”
ทั้งที่เมื่อคืนเขายังเห็นเธอนั่งวาดแบบร่างอยู่จนดึกดื่น แถมตัวเขายังวางแผนไว้แล้วว่าจะใช้เอกสารรับรองของเธอในการสั่งซื้อผ้าเนื้อดีที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้มาเก็บไว้ด้วย
เฉินชิงตักโจ๊กเข้าปากแล้วตอบ “ฉันแค่จะไม่เข้าร่วมในนามโรงงานเสื้อผ้าของสีเกามินเท่านั้นเอง”
คำตอบนั้นทำให้เฮ่อหย่วนเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ “อ้อ... แบบนั้นก็ดี”
ภรรยาของเขาหาเงินตราต่างประเทศเข้าโรงงานเสื้อผ้าได้เกือบ 2 ล้านหยวน แต่สิ่งที่โรงงานเสื้อผ้าตอบแทนเธอกลับไม่มีแม้แต่เศษผ้าสักชิ้นเดียว
ในทางกลับกัน เฉินชิงช่วยเขียนบทละครเวทีใหญ่ถึง 8 เรื่องให้กับทางสหพันธ์สตรี แต่ทุกครั้งที่บรรดาสหายในสหพันธ์สตรีเดินทางไปจัดการแสดงศิลปะและวัฒนธรรมที่โรงงานอื่น หรือแม้แต่ตอนที่พวกเขาไปการแสดงในชนบท พวกเขาก็ไม่เคยลืมที่จะแบ่งปันของขวัญที่ได้รับมาให้เธอเสมอ
แม้แต่ไข่เยี่ยวม้าที่ใช้ทำโจ๊กในเช้าวันนี้ ก็เป็นของที่ชาวบ้านมอบให้มา ที่บ้านของพวกเขาถึงกับต้องซื้อตู้เก็บของใบใหม่มาตั้งไว้ในห้องเก็บของโดยเฉพาะ
เพื่อใช้เก็บข้าวของต่างๆ ที่สหพันธ์สตรีแบ่งปันมาให้ เพราะเวลาที่สหพันธ์สตรีไปแสดงที่หน่วยงานพันธมิตร พวกเขาก็มักจะได้รับของขึ้นชื่อจากโรงงานนั้นๆ กลับมา และเฉินชิงก็จะได้ส่วนแบ่งในของเหล่านั้นด้วยทุกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ ตู้เก็บของในห้องเก็บของจึงเต็มไปด้วยยาสีฟัน ผ้าขนหนู แก้วน้ำเคลือบ และของใช้จิปาถะอื่นๆ ไม่เพียงเท่านั้น ผักสดหรือผักแห้งที่ชาวบ้านมอบให้เป็นประจำ ก็ช่วยประหยัดเงินค่ากับข้าวของครอบครัวเล็กๆ นี้ไปได้ไม่น้อยเลย
แน่นอนว่าของที่ได้รับมานั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเนื้อสัตว์รวมอยู่ด้วย เพราะหัวหน้าหลินได้ออกกฎห้ามคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมของโรงงานเครื่องจักรรับเนื้อสัตว์จากชาวบ้านอย่างเด็ดขาด แม้กระทั่งไข่ไก่ก็ยังไม่ให้รับ
แม้ว่าของที่ได้จากสหพันธ์สตรีจะไม่ได้มีมูลค่าสูงส่งอะไรนัก แต่ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับสิ่งใดมาก็ตาม พวกเขาก็ไม่เคยลืมเฉินชิงเลยสักครั้ง การทุ่มเททำงานของเฉินชิง ยังมีคนมองเห็นคุณค่าของมัน
เฮ่อหย่วนเป็นคนที่สามารถทนได้หากการอุทิศตนของเขาจะไม่ได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ แต่เขากลับรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งที่เห็นเฉินชิงทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อโรงงานเสื้อผ้า ทว่าสุดท้ายกลับต้องมาถูกตำหนิกล่าวโทษลับหลัง
เฉินชิงเหลือบสายตามองสามี “อย่าเพิ่งยิ้มกว้างไปนักเลย ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าจะทำสำเร็จรึเปล่า”
“คุณทำได้อยู่แล้ว” เฮ่อหย่วนให้กำลังใจภรรยา เขามั่นใจในความสามารถของเธอเสมอ
เสี่ยวอวี้ซึ่งนั่งกินโจ๊กอยู่เงียบๆ ไม่ได้ยินชัดเจนนักว่าคุณน้ากับคุณอากำลังเล่นปริศนาอะไรกัน แต่เธอก็เงยหน้าขึ้นมาประกาศกับคุณน้าด้วยท่าทีจริงจังที่สุด “คุณน้าคะ คุณน้าคือคนที่เก่งที่สุดในโลกใบนี้เลยค่ะ!”
“เอ๋... จริงเหรอจ๊ะ?”
“จริงที่สุดเลยค่ะ! ในโลกทั้งใบของหนูเนี่ย คุณน้าคือคนที่เก่งที่สุด ที่สุด ที่สุด ที่สุดในโลกเลย!”
“โอ้โห...” เฉินชิงยกมือกุมหน้าอก หัวใจของเธอพองโตราวกับถูกยิงด้วยศรแห่งความสุข โอ๊ยตายแล้ว เสี่ยวอวี้ของเธอ ทำไมถึงได้ปากหวานน่ารักขนาดนี้นะ
เฮ่ออวี้เสียงเหลือบมองภาพความหวานชื่นระหว่างน้องสาวกับน้าสาวของเขา เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะพูดขัดจังหวะดีหรือจะร่วมผสมโรงให้กำลังใจดี สุดท้ายก็เลือกที่จะก้มหน้าก้มตากินโจ๊กต่อไปเงียบๆ
ก็พรุ่งนี้พวกเขาจะต้องไปดูบ้านกันแล้วนี่นา ในฐานะคนที่ได้กินของฟรีและกำลังจะได้รับของชิ้นใหญ่ เขาก็ควรรู้จักวางตัวให้เหมาะสม
เมื่อครอบครัวรับประทานอาหารเช้ากันอย่างชื่นมื่นเสร็จสิ้น สองสามีภรรยาก็แยกย้ายกันไปทำงาน ส่วนเด็กทั้งสองคนก็ต้องรอจนกว่าจะถึงเวลาไปโรงเรียน
เฮ่ออวี้เสียงได้ให้สัญญาไว้กับอาแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเก็งกำไรอีก ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะใช้เวลาว่างในช่วงครึ่งปีนี้เรียนภาษาอังกฤษให้คล่องแคล่ว
เพื่อเป็นการประหยัดเวลาเรียนในอนาคต อันที่จริง ตอนแรกเขาก็ไม่เคยคิดว่าภาษาต่างประเทศมันจะสำคัญตรงไหน
แต่หลังจากที่ได้เห็นความสำเร็จของน้าสาวในมหรกรรมการค้ากวางเจาซึ่งมีภาษาอังกฤษเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาก็เริ่มตระหนักได้ถึงความสำคัญของมันในที่สุด แค่เรียนภาษาอังกฤษให้เป็น เขาก็จะสามารถหาเงินจากพวกคนต่างชาติได้แล้ว!
“เฮ่ออวี้ถิง ได้เวลามาเรียนแล้ว” เสี่ยวอวี้ที่กำลังเล่นเพลินๆ ถึงกับหน้ามุ่ยเมื่อถูกเรียกชื่อ เธอทำได้เพียงกำปากกาอย่างขมขื่นแล้วตั้งใจเรียนตามที่พี่ชายสอน เธอกำลังรู้สึกว่าพี่ชายในตอนนี้ช่างไม่ต่างอะไรกับพ่อของเหมาเหมาเลยแม้แต่น้อย
พวกเขาเป็นคนไม่ดีเหมือนกัน เป็นปีศาจตัวร้าย! อย่างน้อยพ่อของเหมาเหมาก็ยังไม่เคยจำกัดการกินของเหมาเหมาเลย แต่พี่ชายของเธอกลับขู่ว่า ถ้าหากเธอเรียนภาษาอังกฤษได้ไม่ดี ก็จะอดกินขนมที่ซื้อมาใหม่ มันช่างร้ายกาจเกินไปแล้ว!
เสี่ยวอวี้จำต้องนั่งทำแก้มป่องเรียนตามที่พี่ชายสอนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องไปโรงเรียนจริงๆ เธอถึงได้รีบคว้ากระเป๋าแล้ววิ่งออกจากบ้าน ถ้าไม่ใช่เพราะการพูดภาษาอังกฤษในที่สาธารณะอาจจะถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่ายๆ แล้วล่ะก็ เสี่ยวอวี้เชื่อว่าพี่ชายของเธอคงจะลากเธอให้เรียนภาษาอังกฤษระหว่างทางเดินไปโรงเรียนด้วยอย่างแน่นอน
เสี่ยวอวี้รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระเมื่อมาถึงโรงเรียน พอเหมาเหมาเดินเข้ามาในห้อง เธอก็รีบตรงเข้าไปหาเขาทันที
“เหมาเหมา... พวกเรานี่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจริงๆ เลยนะ” ไม่อย่างนั้นโชคชะตาของพวกเขาจะย่ำแย่เหมือนกันขนาดนี้ได้อย่างไร
เหมาเหมาพอได้ฟังเรื่องราวที่เธอถูกเฮ่ออวี้เสียงบังคับให้เรียนภาษาอังกฤษ เขาก็ลูบหัว 'น้องสาว' ของตัวเองอย่างนึกเห็นใจ “เธอนี่น่าสงสารจังเลยนะ... ไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่ต้องเรียนแล้วสิ ฉันมีเงินนะ เดี๋ยวฉันแบ่งเงินให้เธอไปซื้อขนมกินเองก็ได้”
พ่อกับแม่ของเขาให้เงินค่าขนมเขาทุกวัน วันละ 1 หยวนเต็มๆ เขามาโรงเรียนก็ไม่เคยต้องใช้จ่ายอะไรเลย ดังนั้นเงินทั้งหมดจึงถูกเขาโยนเก็บไว้ในกล่องจนตอนนี้ก็น่าจะมีอยู่ไม่น้อยแล้ว ถ้าน้องสาวของเขาต้องการเงิน เขาก็พร้อมจะยกเงินทั้งหมดในกล่องให้น้องสาวไปเลย
ข้อเสนอนั้นทำให้เสี่ยวอวี้ใจเต้นแรง แต่สติสัมปชัญญะที่ยังพอมีอยู่บ้างก็ดึงเธอกลับมา “ไม่ได้หรอก... ถ้าทำแบบนั้น พี่ชายฉันต้องตีพวกเราสองคนตายแน่ๆ”
“เธอแรงเยอะจะตายไป เธอก็ชกพี่ชายเธอให้ล้มคว่ำไปเลยสิ”
“แต่ฉันไม่กล้าทำนี่นา...”
“อืม... ก็นั่นสินะ ฉันเองก็ไม่กล้าสู้กับพี่ชายเธอเหมือนกัน” เด็กทั้งสองคนสบตากัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างปลงตก
เสี่ยวอวี้ใช้มือท้าวคางแล้วบ่นพึมพำอย่างกลัดกลุ้ม “ฉันเป็นคนจีนแท้ๆ เลยนะ แล้วทำไมฉันจะต้องเรียนภาษาอังกฤษด้วยล่ะเนี่ย?”
“นั่นสิ!” เหมาเหมาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง เด็กๆ อย่างพวกเขาก็ชอบเล่นเป็นธรรมดา ก็ควรจะได้เล่นอย่างเต็มที่สิ พวกผู้ใหญ่ต่างหากที่ชอบพูดอยู่เรื่อยว่าโอกาสในการเรียนรู้เป็นของหายาก ถ้างั้นพวกเขาก็ควรจะเป็นคนที่ต้องเรียนหนักๆ ไม่ใช่เหรอ!
เด็กทั้งสองคนได้แต่แอบนินทาเฮ่ออวี้เสียงกับพ่อของเหมาเหมาอยู่ในใจ จนกระทั่งเสียงฆ้องดังขึ้นเพื่อบอกเวลาเข้าเรียน ทั้งสองคนถึงได้รีบวิ่งแจ้นเข้าห้องเรียนไป
เหมาเหมาเดินไปนั่งข้างเฮ่ออวี้เสียงตามปกติ ก่อนจะเอ่ยถามเพื่อน “นี่... ทำไมนายต้องบังคับให้เสี่ยวอวี้เรียนหนังสือหนักขนาดนั้นด้วย?”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เฮ่ออวี้เสียงแค่มีความหวังว่าน้องสาวของเขาจะมีทักษะในการเอาชีวิตรอดติดตัวไว้มากๆ เพื่อที่ในอนาคตเธอจะได้ยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
“...หรือว่าเธอไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษเหรอ?”
[จบบท]