บทที่ 416: ผู้เช่าคนแรก?
เฮ่ออวี้เสียงเดินสำรวจรอบตัวบ้านอย่างพินิจพิเคราะห์ แม้น้าสาวของเขาจะบอกว่ามันเก่าซอมซ่อเพียงใด แต่ในสายตาของเด็กชาย โครงสร้างหลักของมันยังคงแข็งแรงดีอยู่ ขอเพียงแค่ซ่อมแซมอีกเล็กน้อยเท่านั้น ก็ย่อมไม่ต้องกังวลเรื่องหาผู้เช่าได้แน่นอน
เมื่อคิดถึงรายได้เดือนละ 20 หยวนที่จะเข้ามาทุกเดือน เด็กชายก็อดรู้สึกตื่นเต้นในใจไม่ได้ การปล่อยให้เงินทำงานสร้างเงินเพิ่มขึ้นอีกทอดช่างเป็นความสุขที่น่าอภิรมย์เหลือเกิน บ้านหลังนี้ใช้เงินซื้อมาทั้งหมด 1,500 หยวน
หากคำนวณดูแล้ว แค่เพียงปล่อยเช่า 6 ปีก็คืนทุน หลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นตัวบ้าน ค่าเช่า หรือแม้กระทั่งที่ดินผืนนี้ ล้วนคือกำไรสุทธิ... ตลาดบ้านเช่าแห่งนี้ ช่างมีอนาคตที่สดใสรออยู่!
ครอบครัวของพวกเขาใช้เวลาอยู่ที่บ้านหลังใหม่พักใหญ่ ก่อนจะพากันเดินทางกลับเมื่อเห็นว่าไม่ใช่เวลาเช้าแล้ว ตลอดเส้นทางกลับบ้าน เฮ่ออวี้เสียงครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ด้วยความตื่นเต้น จนกระทั่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามผู้เป็นน้า
“น้าครับ... เราจะซื้อบ้านแบบนี้เพิ่มอีกสักกี่หลังได้ครับ”
เฉินชิงเหลือบมองหลานชาย เห็นแววตามุ่งมั่นที่เปล่งประกายเจิดจ้าคู่นั้นก็ตอบกลับไปตามตรง “อย่างมากก็ได้แค่ห้าหลังนั่นแหละ แต่ปัญหาคือ ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครเขาอยากขายบ้านกันหรอกนะ”
คิ้วของเฮ่ออวี้เสียงขมวดมุ่นเข้าหากันทันที เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะลดเสียงลงกระซิบ “อ้าว... ถ้างั้น เราเปลี่ยนไปซื้อที่ดินเปล่าแทนได้ไหมครับ ผมเห็นมีที่ว่างๆ ตั้งเยอะแยะเลย ถ้าเราเอามาสร้างเป็นบ้านพักทหารแบบนั้น เราก็น่าจะเก็บค่าเช่าได้อีกเยอะเลยนะครับ”
“พอเลย ความคิดน่ะดี แต่บ้านพักทหารแบบนั้นมีแต่ส่วนกลางเขาเท่านั้นที่สร้างได้” เฉินชิงต้องรีบปรามความคิดของหลานชาย
“แล้วเธอก็อย่าคิดนะว่าเราจะไปขอที่ดินมาสร้างบ้านล้อมลานของตัวเองได้ ตราบใดที่เรายังมีบ้านเป็นของตัวเองอยู่ เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปยื่นขอที่ดินเพิ่มได้หรอก”
“นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง... ในอนาคตถ้าฉันเข้าไปรับตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อไหร่ ครอบครัวของเราจะถือครองบ้านได้ไม่เกินห้าหลังเด็ดขาด ถ้าเรามีมากกว่านั้นล่ะก็ จะถูกคนครหาได้ง่ายๆ ว่ากำลังกอบโกยทรัพยากรของประชาชน”
จินตนาการอันสวยหรูของเด็กชายสลายไปในพริบตา เมื่อเฉินชิงได้ยินนโยบายแฝงนี้เป็นครั้งแรก เธอยอมรับว่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อได้ไตร่ตรองดูแล้ว เธอกลับเห็นด้วยว่ามันเป็นนโยบายที่ดีและรอบคอบมากทีเดียว
เฮ่ออวี้เสียงแย้งขึ้นมาทันควัน “ถ้ากฎมันเป็นแบบนั้น งั้นเราก็แค่แยกบ้านกันสิครับ พอน้ากับผมนับเป็นคนละครอบครัว เราก็จะมีโควตาซื้อบ้านได้รวมกันเป็นสิบหลังเลย”
“ไม่ได้เด็ดขาดเลยนะคะ!” เสี่ยวอวี้ที่เดินฟังอยู่เงียบๆ ร้องค้านเสียงดัง เธอไม่ยอมแยกบ้านกับคุณน้าและคุณอาอันเป็นที่รักหรอก
เฮ่ออวี้เสียงเลือกที่จะไม่โต้เถียงกับน้องสาว เพราะเป้าหมายการมีบ้านให้ครบห้าหลังยังอยู่อีกไกลนัก ถึงตอนนั้นค่อยหาทางออกอีกทีก็ยังไม่สาย
เฉินชิงมองปฏิกิริยาของหลานชายแล้วก็ได้แต่คิดในใจ เด็กคนนี้ช่างสะท้อนคำกล่าวที่ว่า ‘ข้างบนมีนโยบาย ข้างล่างย่อมมีวิธีรับมือ’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ อายุยังน้อยแค่นี้ แต่เพื่อเรื่องเงินๆ ทองๆ กลับคิดไกลไปถึงขั้นวางแผนแยกบ้านเพื่อเลี่ยงกฎเกณฑ์เสียแล้ว
เมื่อกลับมาถึงบ้านพัก เฉินชิงจึงลองเอ่ยปากถามหลานชายขึ้นว่า “นี่ สมมติว่าในอนาคต การทำธุรกิจมันไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายแล้ว เธออยากจะทำอะไรเป็นอาชีพเหรอ แล้วคิดว่าจะย้ายไปทำที่ไหนหรือเปล่า”
“ผมยังไม่รู้หรอกครับว่าจะทำธุรกิจอะไร แต่ที่แน่ๆ คือผมจะยังอยู่ที่นี่ ใกล้ๆ บ้านเรานี่แหละครับ”
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“ก็ผมต้องคอยดูแลน้องนี่ครับ” เด็กชายตอบอย่างหนักแน่น แน่นอนว่าเขายังต้องคอยดูแลคุณน้าและคุณอาในยามแก่เฒ่าด้วย
“เอางั้นเหรอ ก็ได้” เฉินชิงพยักหน้ารับรู้ ในที่สุดเธอก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าอาการ ‘คลั่งน้องสาว’ ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร
เฮ่ออวี้เสียงแยกตัวกลับเข้าไปในห้องเก็บของทันที เขาเริ่มลงมือคัดเลือกเครื่องมือทำความสะอาดที่จำเป็น ทั้งตะกร้าสาน พลั่ว และเคียว เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจใหญ่ในวันรุ่งขึ้น
เช้าวันอาทิตย์ เฮ่ออวี้เสียงแต่งตัวทะมัดทะแมงเตรียมพร้อมออกเดินทาง แต่เฉินชิงก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ “เธอเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ จะไปไกลถึงที่นั่นคนเดียวมันอันตรายนะ รู้ไหม”
“ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวผมไปชวนน้าตงเฟยไปด้วย” ว่าจบ เฮ่อหย่วนก็สะพายตะกร้าสานเดินลิ่วๆ ออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังสถานีรับซื้อของเก่าทันที
เสี่ยวอวี้ไม่รอช้า รีบคว้าตะกร้าสานอีกใบมาสะพาย แล้ววิ่งตามหลังพี่ชายออกไปสมทบ
เมื่อจางตงเฟยได้ยินว่าเฮ่ออวี้เสียงจะจ้างเขาไปช่วยทำความสะอาด โดยให้ค่าแรงถึง 1.5 หยวน เขาก็รีบตอบตกลงในทันที
เด็กทั้งสามคนพากันมุ่งหน้าไปยังบ้านล้อมลานหลังที่ทรุดโทรมหลังนั้น เมื่อจางตงเฟยเห็นว่าครอบครัวของเฮ่ออวี้เสียงกำลังจะมีบ้านหลังใหม่เพิ่มอีกแล้ว เขาก็อดที่จะชื่นชมออกมาดังๆ ไม่ได้
“เฮ่ออวี้เสียงเอ๊ย น้ากับอาของเธอเนี่ย เก่งกาจกันจริงๆ เลยนะ”
“ก็พอไหวครับ” เฮ่ออวี้เสียงตอบอย่างถ่อมตัว ก่อนจะลงมือถางหญ้าที่ขึ้นสูงรกทึบเป็นอย่างแรก
ลานบ้านหลังนี้แตกต่างจากบ้านพักที่โรงงานเครื่องจักร เพราะมันไม่มีสวนหลังบ้าน นั่นหมายความว่าพวกเขาจะไม่สามารถปลูกผักหรือเลี้ยงไก่ที่นี่ได้ ทว่าข้อดีของมันคือลานหน้าบ้านที่กว้างขวางโอ่โถง และขนาดของห้องที่ใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด เสียอย่างเดียวคือตอนนี้มันถูกปกคลุมไปด้วยวัชพืชจนดูรกรุงรังไปหมด
เสี่ยวอวี้เห็นพี่ชายเริ่มทำงาน เธอก็ไม่ยอมน้อยหน้า ลงมือทำอย่างขยันขันแข็ง ด้วยทักษะการทำงานที่รวดเร็วจนได้ที่ 1 ในวิชาแรงงานมาแล้ว การทำงานเพื่อบ้านของตัวเองในครั้งนี้ เสี่ยวอวี้จึงยิ่งตั้งอกตั้งใจเป็นพิเศษ
เฮ่ออวี้เสียงเหลือบเห็นความคล่องแคล่วของน้องสาว เขาก็เปลี่ยนจากการถอนหญ้า หันไปจัดการกับคราบตะไคร่น้ำที่เกาะแน่นอยู่รอบขอบบ่อน้ำเก่าแทน
จางตงเฟยมองสำรวจไปรอบๆ ห้องที่ดูกว้างขวางนั้นแล้วเอ่ยถาม “แล้วบ้านหลังนี้... พวกเธอตั้งใจจะปล่อยเช่าแบบแบ่งเป็นห้องๆ หรือว่าปล่อยเช่าทั้งหลังเลยล่ะ”
“แบบไหนก็ได้ครับ แล้วแต่คนเช่าเลย”
“ถ้าเช่าเป็นห้องเดี่ยวๆ นี่ เขาคิดกันเดือนละเท่าไหร่เหรอ”
“ถ้าเป็นห้องนอนใหญ่ก็ 7 หยวนครับ ส่วนห้องนอนเล็กก็ 6 หยวน” เฮ่ออวี้เสียงเห็นแววตาสนใจของอีกฝ่ายจึงรีบเสนอ
“แต่ถ้าน้าตงเฟยสนใจอยากเช่านะครับ น้ามาช่วยผมดูแลลานบ้านหลังนี้สิ ผมคิดน้าแค่ 5 หยวนก็พอ”
“หา จริงเหรอเนี่ย แล้ว...เรื่องนี้เธตัดสินใจเองได้เลยจริงๆ เหรอ”
“ครับ ผมตัดสินใจได้”
“เอางั้นเหรอ... งั้นน้าขอเวลาคิดดูก่อนนะ” จางตงเฟยทอดสายตาไปยังห้องนอนใหญ่ ห้องนั้นมันใหญ่มากพอที่จะวางเตียงสามเตียงได้สบายๆ หรือต่อให้วางโต๊ะหนังสือกับตู้เสื้อผ้าเพิ่มเข้าไป ก็ยังเหลือที่ว่างอีกบานตะไท เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็ลองต่อรอง
“นี่ ถ้าน้าจะขอเช่าห้องนอนใหญ่ห้องนั้นน่ะ เธอช่วยลดให้น้าเหลือสัก 6 หยวนได้ไหม”
“...อืม ก็ได้ครับ”
“โอเค... งั้นน้าขอคิดดูดีๆ อีกทีแล้วกันนะ” จางตงเฟยพึมพำกับตัวเอง พลางนึกถึงเรื่องที่เขาเพิ่งพยายามตามจีบปัญญาชนหญิงคนหนึ่งแต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะอีกฝ่ายดันคิดว่าเขากำลังคุกคาม... เขาถูกต่อว่าอย่างหนักจนเสียใจร้องไห้อยู่ครึ่งค่อนเดือน ความจริงเขาไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นเลยสักนิด ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมถึงกลายเป็นสร้างความเดือดร้อนให้เธอไปได้!
ที่เขาอยากได้ห้องนอนใหญ่นั้นก็เพราะมองการณ์ไกลไปถึงอนาคต ห้องนอนเล็กมีขนาด 30 ตารางเมตร แต่ห้องนอนใหญ่นั้นกว้างถึง 40 ตารางเมตร หากในอนาคตเขาต้องแต่งงานมีลูกมีเต้า พื้นที่กว้างขวางย่อมสะดวกสบายกว่าเป็นแน่
ห้องนอนใหญ่ขนาดนี้สามารถกั้นแบ่งเป็นสองห้องย่อยได้สบายๆ เมื่อเทียบกันแล้วยังไงก็คุ้มค่ากว่าห้องนอนเล็ก... ทว่าเงินเดือนของเขาดันมีแค่ 18 หยวน ไหนจะค่าอาหารการกินอีก หากด่วนตัดสินใจเช่าห้องใหญ่ตอนนี้ พ่อแม่กับพี่สาวคงต้องลำบากกันน่าดู... จางตงเฟยรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ
“น้าตงเฟยคะ ตะกร้าเต็มหมดแล้วค่ะ น้าช่วยพวกเราเอาขยะไปทิ้งที่กองขยะให้หน่อยได้ไหมคะ” เสียงใสๆ ของเสี่ยวอวี้ดังขึ้น
“อ่า ได้ๆ มาแล้ว” ระหว่างที่จางตงเฟยช่วยขนขยะไปทิ้ง เขาก็เหลือบไปเห็นบ่อน้ำเก่ากลางลานบ้าน... บ่อน้ำ! แถวบ้านพี่สาวที่เขาอาศัยอยู่ตอนนี้ไม่มีบ้านไหนมีบ่อน้ำส่วนตัวเลยสักหลัง ถ้าได้อยู่ที่นี่ การหุงหาอาหาร ดื่มน้ำ หรืออาบน้ำคงสะดวกสบายขึ้นอีกมากโข...
หัวใจของจางตงเฟยพลันรู้สึกจั๊กจี้เหมือนมีลูกแมวมาข่วน เขาอยากย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เหลือเกิน ไม่ใช่แค่เพราะห้องมันกว้างขวางเท่านั้น แต่เพราะเขาเบื่อหน่ายความรู้สึกเหมือนต้องอาศัยจมูกคนอื่นหายใจเต็มทน!
ทุกการกระทำต้องคอยชำเลืองสีหน้าคนอื่น เขาอุตส่าห์จ่ายค่าเช่า เพื่อนอนบนโต๊ะกินข้าว แถมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับข้าวปลาอาหารของครอบครัวพี่สาวเลยแม้แต่น้อย แต่แม่เฒ่าฉินก็ยังหาเรื่องพูดจาแดกดันเขาได้ไม่เว้นวัน... หากไม่เพราะตำแหน่งงานนี้มันหายากนัก เขาคงหอบเสื่อผืนหมอนใบกลับไปทำนาที่บ้านนอกนานแล้ว จางตงเฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่ สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง แล้วกลับไปช่วยเด็กทั้งสองทำงานต่อ
ช่วงกลางวัน เฮ่ออวี้เสียงควักเงินเลี้ยงอาหารทั้งสามคนที่ร้านอาหารของรัฐ เขาสั่งหมูพะโล้หนึ่งจานกับผัดกะหล่ำปลีอีกหนึ่งจาน
จางตงเฟยมองอาหารตรงหน้าด้วยความรู้สึกอิจฉาจนแทบทะลักออกมา “เฮ่ออวี้เสียงเอ๊ย น้าของเธอนี่ดีกับเธอจริงๆ เลยนะ”
เด็กอายุแค่ 8 ขวบ แต่กลับมีทั้งเงินและตั๋วปันส่วนพกติดตัว ที่บ้านก็มีบ้านเป็นของตัวเองถึงสองหลัง แถมยังได้กินเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ไหนจะได้ยินมาว่าพวกขนม นมมอลต์สกัด หรือไข่ไก่ ก็มีกินไม่เคยขาดอีก นี่มันชีวิตเหมือนเทวดาชัดๆ ให้ตายเถอะ สวรรค์จะเมตตาส่งคุณน้าดีๆ แบบเฉินชิงมาให้เขาสักคนไม่ได้หรือยังไง!
“ก็พอไหวครับ” เฮ่ออวี้เสียงตอบสั้นๆ
หลังจากเติมพลังจนอิ่มหนำ ทั้งสามก็กลับไปลุยงานกันต่อจนกระทั่งถึงเวลา 5 โมงเย็น จึงตัดสินใจพากันเดินกลับบ้าน จางตงเฟยตั้งใจจับเวลาดูว่าระยะทางจากที่นี่กลับไปยังบ้านพักแถวโรงงานต้องใช้เวลานานแค่ไหน ผลลัพธ์คือ 50 นาทีเต็ม
เขายกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ “นี่มันก็ไกลเอาเรื่องอยู่นะเนี่ย”
“ใช่ครับ มันก็ไกลหน่อย แต่เพราะวันนี้เรายังไม่คุ้นทางกันมากกว่า ถ้าเป็นฝีเท้าของน้าตงเฟยจริงๆ ผมว่า 40 ก็น่าจะถึงแล้ว แต่น้าก็ต้องคิดดูดีๆ นะครับ เพราะถ้าเดินทุกวัน ฤดูหนาวมันก็หนาว ฤดูร้อนมันก็ร้อน”
“อืม เข้าใจแล้ว งั้นน้าขอกลับไปปรึกษาพี่สาวที่บ้านดูก่อนนะ” จางตงเฟยรับเงินค่าจ้าง 1.5 หยวนจากเฮ่ออวี้เสียงใส่กระเป๋าไว้ ก่อนจะเดินแยกย้ายกลับบ้านของตัวเองไปพร้อมกับความคิดหนักอึ้งในหัว
เมื่อเฮ่ออวี้เสียงกลับถึงบ้าน เขาเห็นคุณน้ากำลังยืนขมักเขม้นอยู่หน้าหุ่นไม้ ในมือกำลังถือผ้าทาบไปทาบมา ดูท่าว่ากำลังทำการทำแบบตัดชุดใหม่อยู่ เด็กชายจึงเบนเส้นทาง ค่อยๆ ย่องไปยังห้องหนังสือของคุณอา เขาค่อยๆ ผลักบานประตูไม้ช้าๆ ประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ก่อนจะแง้มออกเป็นช่องว่างเล็กน้อย
เสี่ยวอวี้ที่เดินตามมาส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ต้องส่องเลยค่ะ คุณอาไปทำงานล่วงเวลาอีกแล้ว”
[จบบท]