บทที่ 417: คนก่อน
เฮ่ออวี้เสียงขานรับคำของน้าเสียงหนึ่ง ก่อนจะเลี่ยงตัวเข้าไปในครัวเพื่อตระเตรียมมื้อเย็นในทันที ส่วนเฉินชิงที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากในบ้านก็เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองผ่านๆ แวบหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าเด็กทั้งสองกำลังสาละวนอยู่กับหน้าที่ของตน หญิงสาวจึงก้มหน้าก้มตากลับไปจดจ่อกับกองงานที่ค้างคาอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอต่อไป
บรรยากาศของมหกรรมการค้ากวางเจาเมื่อปีที่แล้วหวนกลับมาอีกครั้ง แม้ครั้งนั้นเธอจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนักเพื่อหาเงินตราต่างประเทศเข้าคลังของชาติ ทว่าในครั้งนี้กลับเป็นการดิ้นรนเพื่ออนาคตของตัวเธอเอง
แต่ไม่ว่าจะด้วยเป้าหมายใด ผลลัพธ์กลับไม่เคยแตกต่างกัน เฉินชิงยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงความวิตกกังวลที่ไม่รู้จบสิ้น หญิงสาวดึงทึ้งม้วนผ้าหลายพับที่กองอยู่ข้างตัวออกมาคลี่ดูแล้วก็โยนทิ้งอย่างไม่ไยดี
ก่อนจะหันไปพลิกดูแบบร่างในสมุดสเก็ตช์ซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งเธอมองมันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกไม่พึงพอใจมากขึ้นเท่านั้น จนท้ายที่สุดกระดาษแผ่นนั้นก็ถูกขยำจนเป็นก้อนกลม แล้วถูกโยนทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ใยดี
เฉินชิงยกมือขึ้นขยี้เส้นผมของตัวเองจนยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ความรู้สึกว่า 'มันยังดีไม่พอ' กำลังตีรวนอยู่ในหัว และภาพความทรงจำของหัวหน้าในชาติก่อนก็ผุดแทรกขึ้นมาในความคิดอย่างมิอาจห้ามได้
เสียงทุ้มเรียบที่ดังขึ้นในความทรงจำยังคงชัดเจน ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน "ฉันรู้สึกว่างานของเธอมันยังดูไม่ 'แพง' พอนะ มันยังขาดอะไรไปนิดหน่อย... เธอเป็นมืออาชีพเรื่องนี้ ฉันถึงไว้ใจเธอ เธอน่าจะมีความคิดดีๆ ที่เป็นของเธอเองอยู่แล้ว ลองกลับไปทำมาให้ฉันดูอีกสักแบบแล้วกัน"
เพียงแค่นึกถึงถ้อยคำเหล่านั้น เฉินชิงก็รู้สึกเหมือนอากาศที่ใช้หายใจลดน้อยลง เธออยากจะตะโกนออกมาดังๆ ว่าทำไมเธอถึงเลือกเรียนออกแบบตั้งแต่แรก หรือว่าเธอจะบ้าไปแล้วจริงๆ งานออกแบบเสื้อผ้าเป็นงานที่แม้แต่หมาก็ยังไม่อยากจะทำ!
หญิงสาวสติแตกไปชั่วขณะ เธอสางผมตัวเองจนฟูฟ่องไม่ต่างอะไรกับรังไก่ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วหันกลับไปจับดินสอ เริ่มต้นวาดภาพต่อไปด้วยสภาพจิตใจที่ว่างเปล่า เพราะถึงอย่างไรเสีย งานที่อยู่ตรงหน้าก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป
ในสายตาของคนนอกอาจมองว่าการวาดภาพเป็นเรื่องง่ายดาย แต่สำหรับเฉินชิงในตอนนี้ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็นบ้าเข้าไปทุกที
"คุณน้าคะ มาทานข้าวได้แล้วค่ะ" เสียงของเฮ่ออวี้ถิงดังขัดจังหวะขึ้นที่หน้าประตูห้อง เด็กสาวมองดูสภาพไร้เรี่ยวแรงของคุณน้าด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างเป็นห่วง
"คุณน้า... นี่คุณน้าคิดแบบไม่ออกอีกแล้วเหรอคะ?"
"ใช่จ้ะ..."
เฉินชิงเผลอคิดเตลิดไปไกล ว่าหากวันใดที่ประเทศเข้าสู่ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศเมื่อไหร่ เธอคงไม่อยากจะไล่ตามความฝันเรื่องการทำเสื้อผ้าสั่งตัดระดับสูงอีกต่อไปแล้ว
แค่ได้เปิดร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ของตัวเองอย่างสงบสุขก็น่าจะเพียงพอ เหตุไฉนเธอจะต้องหาเรื่องลำบากให้ตัวเองมากมายขนาดนี้ด้วย
หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อรับประทานอาหารด้วยท่าทางราวกับวิญญาณที่ล่องลอย และเมื่อมื้อเย็นสิ้นสุดลง เธอก็พาร่างของตัวเองกลับเข้าไปในห้องทำงานอีกครั้ง นั่งจ้องมองกระดาษเปล่าตรงหน้าด้วยสายตาเลื่อนลอย รู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เขลาเหลือเกิน
จนกระทั่งเฮ่อหย่วนกลับมาถึงบ้านหลังจากการทำงานล่วงเวลา เขาถึงได้เห็นสภาพที่ราวกับถูกสูบพลังชีวิตออกไปจนหมดสิ้นของเฉินชิง ชายหนุ่มชะโงกหน้ามองภาพวาดบนโต๊ะทำงานของเธอ
"ผมว่ามันก็สวยดีออกนะ"
"คุณอย่ามามองเลยจะดีกว่า คุณน่ะไม่มีรสนิยมด้านนี้สักนิดเดียว"
ไม่ว่าเธอจะวาดอะไรออกมา เฮ่อหย่วนก็มักจะบอกว่ามันสวยงามเสมอ คำชมของเขาจึงไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย
"ฉันแค่ชอบเสื้อผ้าสวยๆ งามๆ นี่มันจัดว่าเป็นอาการป่วยทางจิตหรือเปล่าคุณ?" เฉินชิงถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน
สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในหัวของเฮ่อหย่วนทันที เขาพยายามกลั่นกรองคำพูดอย่างระมัดระวังที่สุด "ไม่หรอก เสื้อผ้าที่คุณออกแบบก็ทำเงินเข้าประเทศไปตั้งมากมายขนาดนั้น นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าการออกแบบของคุณมันมีคุณค่าจริงๆ"
"นั่นมันเรื่องที่ผ่านมาแล้ว แต่ตอนนี้มันไม่มีคุณค่าอะไรเหลือแล้ว... ฉันคงหมดความสามารถแล้วจริงๆ"
"ผมว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดนั้นหรอก" เฮ่อหย่วนรีบปลอบ
"คุณทำงานสายวิจัย คุณไม่เคยเจออุปสรรคที่มันยากมากๆ จนรู้สึกว่าข้ามไม่พ้นเลยเหรอ?" เฉินชิงหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง
"คือ... ในสายงานของผมนะ โดยพื้นฐานแล้วพวกเราส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับการสร้างของที่ล้มเหลวมากกว่า การยอมรับความผิดพลาดของเราก็เลยอาจจะสูงกว่าคนอื่นหน่อย" เฮ่อหย่วนเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนอธิบายต่อ
"อีกอย่าง ในปัจจุบันนี้ งานของผมมันเป็นแค่การ 'ไล่ตาม' เทคโนโลยีของคนอื่นเขา ยังไม่ได้สร้างนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาเลย"
สถานะทางเทคโนโลยีของประเทศจีนในตอนนี้ยังคงเสียเปรียบอย่างมาก ภารกิจที่เฮ่อหย่วนได้รับส่วนใหญ่จึงเป็นการศึกษาวิจัยสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ทะลุปรุโปร่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างชาติใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือกดดันประเทศ หรือหลีกเลี่ยงการที่ประเทศต้องสูญเงินมหาศาลไปกับการซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศที่ต่อมาอาจกลายเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่า
การที่ในตอนนี้เขาสามารถทำการวิจัยได้อย่างอิสระ โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของโรงงานเครื่องจักร ก็เพราะเขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งจากเอกสารส่วนกลางโดยตรง มีเรื่องอะไรเร่งด่วนเข้ามาก็ต้องวิจัยสิ่งนั้นก่อน สำหรับเขาแล้ว ความสำเร็จจึงเป็นสิ่งที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม
แต่ความสำเร็จของเฉินชิงนั้นแตกต่างออกไป มันจำเป็นต้องผ่านการทดสอบจากตลาด และมันคือการยื่นทางเลือกไปให้คนอื่นเป็นผู้ตัดสิน การที่เธอจะรู้สึกกระวนกระวายจึงเป็นเรื่องธรรมดา
เฉินชิงนึกขึ้นได้ว่าเฮ่อหย่วนนั้นชื่นชอบรถยนต์มาก แต่เขากลับไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสงานด้านนั้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับต้องมาทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาวิจัยในสิ่งที่เขาอาจจะไม่ได้สนใจมันมากขนาดนั้น
การ 'ไล่ตาม' ที่เขาพูดถึงนั้น ย่อมต้องใช้พลังงานมหาศาลทั้งจากตัวเขาและทีมงาน เพราะต่างชาติย่อมต้องการจำกัดการพัฒนาของจีน พวกเขาไม่มีทางบอกข้อมูลลับสุดยอดให้ล่วงรู้ และยังต้องคอยเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด นั่นหมายความว่าเฮ่อหย่วนก็ต้องพยายามสร้างผลลัพธ์ 'จากศูนย์ไปถึงหนึ่ง' ให้สำเร็จด้วยตัวเองบนแผ่นดินนี้
เฉินชิงเห็นท่าทีที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้อย่างเรียบง่ายของเขา เธอจึงยื่นมือไปตบไหล่เขาเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับภาพวาดของตัวเองอีกครั้ง
เฮ่อหย่วนมองแผ่นหลังของเธอ นัยน์ตาสีเข้มของเขามีประกายแสงเล็กน้อย แม้เธอจะอยู่ในสภาพใกล้สติแตกเสมอเวลาที่ต้องวาดแบบร่าง แต่ความเร็วในการทำงานของเธอก็ไม่เคยหยุดนิ่ง
เขาตัดสินใจไม่รบกวนเฉินชิงต่อ ชายหนุ่มเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ เพื่อพูดคุยกับเฮ่ออวี้เสียงเกี่ยวกับเรื่องบ้านที่พวกเขาวางแผนกันไว้แทน
เฉินชิงยังคงนั่งวาดภาพต่อไปจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงสามทุ่มกว่า เฮ่อหย่วนจึงได้กลับเข้ามาเตือนให้เธอไปอาบน้ำและเข้านอน หญิงสาวจึงยอมล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนล้า
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงเช้าวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันกำหนดการประชุมใหญ่ และหลิวกว่างเซิงก็ปรากฏตัวที่โรงงานตามกำหนดการ
รองผู้จัดการโรงงานเถียนที่เห็นดังนั้นรู้สึกขัดใจอยู่ลึกๆ เขานึกว่าคนผู้นี้จะยังคงตั้งป้อมต่อกรกับเฉินชิงอยู่เสียอีก สู้กันต่อไปสิ! เมื่อหอยกาบกับนกกระสาต่างไม่ยอมกัน ชาวประมงเช่นเขาก็จะได้เป็นผู้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ เขาอยากจะใช้โอกาสนี้เตะหลิวกว่างเซิงกระเด็นออกไป แล้วตัวเองก็จะได้ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการโรงงานแทนเสียที
"หัวหน้าเฉิน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ" หลิวกว่างเซิงทักทายเฉินชิงด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างผิดปกติ
สายตาของทุกคนในที่ประชุมต่างเหลือบมองกันไปมา พวกเขาพยายามประเมินสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
แม้แต่เติ้งเหม่ยฮวาก็ยังแสดงความประหลาดใจออกมาทางสีหน้า หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ หรือว่าผู้จัดการหลิวกับเฉินชิงจะหันมาจับมือคืนดีกันแล้ว? แถมเขายังดึงเฉินชิงไปเป็นพวกได้สำเร็จอีก? แบบนี้มันจะไปได้ยังไงกัน! เฉินชิงคือขุนพลคนสำคัญของเธอแท้ๆ!
"หัวหน้าเฉิน ฉันได้ยินมาว่ารองหัวหน้าสถาบันวิจัยเฮ่อกลับมาแล้วเหรอจ๊ะ ดีจริงๆ เลย พวกเธอสองคนสามีภรรยาต้องแยกกันอยู่นานขนาดนั้น ในที่สุดก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาสักทีนะจ๊ะ"
เติ้งเหม่ยฮวาเร่งปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ ก่อนจะส่งยิ้มอย่างเมตตาไปให้เฉินชิง
เฉินชิงเพียงแค่ขานรับในลำคอเบาๆ เธอมีท่าทีสงบนิ่งต่อการทักทายที่เป็นมิตรของคนทั้งคู่
หลังจากที่บรรดาผู้นำโรงงานมากันจนครบ การประชุมใหญ่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น เป้าหมายหลักของการประชุมในสัปดาห์นี้ คือการกำหนดสถานที่ก่อสร้างสำหรับบ้านพักรวมชุดใหม่ เนื่องจากจำนวนพนักงานในโรงงานมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่าว่าแต่ห้องพักแบบครอบครัวหนึ่งห้องต่อหนึ่งครอบครัวเลย แม้แต่ห้องพักเดี่ยวสำหรับคู่สามีภรรยาก็ยังไม่เพียงพอ
"หัวหน้าเฉิน ก่อนหน้านี้คุณเคยมีประสบการณ์เรื่องการจัดสรรบ้านพักมาแล้วนี่ ครั้งนี้คุณมีความคิดเห็นยังไงบ้าง เกี่ยวกับการก่อสร้างบ้านพักรวมของเรา?"
"ตอนนี้เรากำหนดที่ดินที่จะใช้ก่อสร้างได้หรือยังคะ?" เฉินชิงถามกลับ
"อ๋อ เรากำหนดไว้คร่าวๆ แล้วล่ะ มันเป็นที่ดินว่างเปล่าที่อยู่ติดกับสถานีรับซื้อของเก่านั่นแหละ ถ้าเดินเอาก็ประมาณสิบกว่านาที ก็นับว่าไม่ไกลจากโรงงานเท่าไหร่" หลิวกว่างเซิงตอบ
เฉินชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง บริเวณนั้นมีที่ดินว่างเปล่าอยู่จริง "แล้วทางโรงงานมีแผนจะเริ่มก่อสร้างเมื่อไหร่คะ?"
"คืออย่างนี้นะ... ตอนนี้โรงงานของเรากำลังขาดแคลนเงินทุนอย่างหนัก ทั้งโรงงานสาขาแห่งใหม่ที่ต้องใช้เงิน ทั้งอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ต้องสั่งซื้อ”
“ไหนจะค่าใช้จ่ายของพนักงาน แล้วก็ค่าวัตถุดิบอีก ทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งนั้น... เราเลยทำได้แค่ปักหมุดที่ดินตรงนั้นไว้สำหรับสร้างหอพักก่อน ส่วนคำถามว่าจะเริ่มสร้างได้เมื่อไหร่นั้น... คงต้องชะลอโครงการนี้ออกไปก่อน"
หลิวกว่างเซิงเองก็กำลังถูกโรงงานเครื่องจักรแห่งนี้เล่นงานจนแทบจะหมดไฟไปเหมือนกัน มันเปรียบเสมือนสัตว์ประหลาดยักษ์ ที่ภายนอกอาจดูสวยหรู แต่ภายในกลับกลวงโบ๋ ทุกอย่างจำเป็นต้องใช้เงินมาเติมเต็ม ไม่เช่นนั้นก็คงไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
"ถ้าอย่างนั้น ก็คงต้องรอให้โรงงานมีงบประมาณพร้อมสำหรับเริ่มก่อสร้างก่อนแล้วกันนะคะ ถึงตอนนั้นฉันค่อยกลับมาคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังอีกที"
เฉินชิงตอบกลับไปตามตรง จะให้เธอมานั่งคิดตอนนี้ ทั้งๆ ที่พวกเขายังไม่เริ่มสร้างด้วยซ้ำ มันไม่เป็นการสิ้นเปลืองพลังสมองไปหน่อยหรือ?
"โอ้ โห... จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะหัวหน้าเฉิน คุณเองก็เป็นบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในโรงงานของเรานะ ถ้าคุณช่วยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการผลักดันแผนการก่อสร้างบ้านพักครั้งนี้อย่างเต็มที่ล่ะก็... ผมว่าเรื่องการอนุมัติเงินก็จะผ่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้น" หลิวกว่างเซิงยังคงยิ้ม
เฉินชิงมองอีกฝ่ายที่กำลังขุดหลุมฝังตัวเอง ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก
"เงินที่อนุมัติมานั้น จะถูกนำไปใช้สร้างโรงงานสาขาก่อน หรือจะใช้สร้างบ้านพักรวมก่อนกันแน่คะ?"
"มันก็ต้องเป็นบ้านพักรวมอยู่แล้วสิ!" หลิวกว่างเซิงตอบกลับอย่างมั่นอกมั่นใจ
เฉินชิงวางปากกาในมือลงบนโต๊ะ หญิงสาวกอดอกนิ่ง แล้วจ้องมองไปยังหลิวกว่างเซิงด้วยสายตาเย็นชา
"ผู้จัดการหลิวคะ คุณพอจะรู้ตัวบ้างไหมว่า... ตอนที่ผู้จัดการเสิ่นคนก่อนยังอยู่ในตำแหน่ง ท่านไม่เคยปล่อยให้พวกเราต้องมานั่งปวดหัวกังวลใจกับเรื่องจุกจิกพวกนี้เลย"
ผู้จัดการเสิ่นคนก่อน...
นั่นคือจุดอ่อนไหวที่สุดของหลิวกว่างเซิง
หากเขาทำผลงานได้ดีกว่าผู้จัดการเสิ่นคนก่อน ก็คงจะดีไป แต่คำพูดของเฉินชิงเมื่อครู่นี้ มันคือการเยาะเย้ยเขาซึ่งๆ หน้าว่ายังห่างชั้นกับคนก่อนมาก หลิวกว่างเซิงจึงโกรธจนตัวสั่น
[จบบท]