บทที่ 421: น้าไม่ชอบหนูแล้ว
เมื่อเหล่าพนักงานจากแผนกรักษาความปลอดภัยได้ยินว่าจะต้องย้ายไปประจำการที่โรงงานสาขา พวกเขาก็เข้าใจในความหมายที่ซ่อนอยู่ทันที
การไปที่นั่นไม่ต่างอะไรกับการไปเผชิญความยากลำบากที่มากกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครอยากไปอย่างแน่นอน แต่เพราะไม่มีใครกล้าปฏิเสธข้อเสนอของหัวหน้าเฉินออกมาตรงๆ ทุกคนจึงพร้อมใจกันเลือกที่จะนิ่งเงียบ
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงันนั้นเอง ก็มีเสียงทุ้มต่ำของชายผู้หนึ่งดังแทรกขึ้นมาอย่างชัดเจน "ผมไปได้ครับ"
สวี่จื้อเฉียงจ้องมองไปยังเฉินชิงด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง แต่ด้วยตระหนักถึงสภาพร่างกายของตนเองที่มีแขนขวาเพียงข้างเดียว เขาจึงกล่าวประโยคถัดมาเพื่อยืนยันความตั้งใจ "ถ้าหากหัวหน้าเฉินต้องการผมครับ"
นัยน์ตาของเฉินชิงสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอรีบตอบรับในสิ่งที่เขาเสนอ "พรรคและประชาชนต้องการคุณเสมอค่ะ ถ้าสหายสวี่เต็มใจที่จะไป ฉันจะดำเนินการจัดการเรื่องย้ายให้ แต่ว่า...เรื่องคุณแม่ของคุณ..."
"คุณแม่ของผมท่านเสียชีวิตไปเมื่อเดือนที่แล้วครับ ท่านจากไปที่บ้านเก่าหลังนั้น พอเป็นแบบนี้ ที่พักที่ผมอาศัยอยู่ตอนนี้ ก็จะได้เว้นว่างไว้สำหรับครอบครัวอื่นที่ต้องการมันมากกว่า"
"ฉันเสียใจด้วยนะคะ" เฉินชิงเม้มริมฝีปากแน่น เมื่อนึกถึงภาพของหญิงชราผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตาคนนั้น บางทีการจากไปครั้งนี้อาจเป็นการหลุดพ้นที่ดีที่สุดสำหรับท่านแล้ว
"สหายสวี่ คุณวางใจได้เลย ฉันจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยค่ะ"
"ขอบคุณมากครับหัวหน้าเฉิน"
ไม่นานนัก สวี่จื้อเฉียงก็ได้ยินเสียงกริ่งสัญญาณเลิกงานดังขึ้น เขามองตามร่างของเฉินชิงที่ก้าวเดินออกจากโรงงานเครื่องจักรไปอย่างรวดเร็ว
และเมื่อเวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เขาก็มองเห็นรองหัวหน้าสถาบันวิจัยผู้ดูลึกลับคนนั้นเดินจากไปเช่นกัน ภาพของคนทั้งคู่ทำให้เขาตระหนักได้ว่า เฮ่อหย่วนและเฉินชิงต่างหากคือคู่ที่เหมาะสมกัน
วันนี้ท้องฟ้ายังมีแสงแดดอ่อนๆ สาดส่อง สายลมที่พัดมาก็อบอุ่น มันพัดผ่านแขนเสื้อข้างที่ว่างเปล่าของเขาอย่างแผ่วเบา
สวี่จื้อเฉียงกำหมัดซ้ายของตนจนแน่น ขณะที่ดวงตามองทอดไปยังท้องฟ้ายามเย็นอันงดงาม ความรู้สึกปลดปล่อยบางอย่างก็ก่อตัวขึ้นในใจของเขา
***
เฉินชิงเดินทางกลับจากโรงงานเครื่องจักรถึงบ้านพัก เธอก็ตรงไปเริ่มลงมือตัดเย็บเสื้อผ้าที่เตรียมไว้ทันที
เฮ่ออวี้ถิงเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างๆ น้าสาว ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นเบาๆ "คุณน้าคะ...หนูขอคุยอะไรกับคุณน้าหน่อยได้ไหม"
"คุยได้แน่นอนอยู่แล้วจ้ะ" เฉินชิงหยุดมือแล้วหันไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของหลานสาวอย่างเอ็นดู
"ว่าแต่...มีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า หืม"
"คือช่วงนี้น่ะคะ หนูลองไปถามเพื่อนๆ แล้วก็คนที่หนูรู้จักทุกคนเลยค่ะ พวกเขาไม่มีใครมีบ้านเป็นของตัวเองเลย ต่อไปนี้...คุณน้าอย่าซื้อบ้านให้พวกเราอีกเลยนะคะ"
ในวันที่ไปทำเรื่องตกลงซื้อขายบ้านหลังนั้น เฮ่ออวี้ถิงรับรู้ได้ว่ามันมีราคาสูงมาก แต่ท่าทีของคุณน้าและคุณอากลับดูผ่อนคลายและพูดถึงมันอย่างสบายๆ ราวกับว่ามันเป็นเพียงการซื้อของใช้ทั่วไปชิ้นหนึ่งเท่านั้น เด็กหญิงจึงไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไร
ทว่าพอถึงวันจันทร์ที่โรงเรียน ในขณะที่เธอกำลังจะเล่าเรื่องที่ตัวเองมีบ้านใหม่ให้เหมาเหมาฟัง พี่ชายก็เข้ามาห้ามเธอไว้เสียก่อน
เขายังกอดอกเตือนเธอด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองได้นะ เรื่องที่น้าซื้อบ้านให้เราน่ะ ห้ามเอาไปบอกใครมั่วซั่วเด็ดขาด”
“ถ้าเกิดมีคนโลภอยากได้บ้านของเราขึ้นมา แล้วเขามาหาเรื่องกลั่นแกล้งน้อง น้องจะทำยังไง"
คำเตือนของพี่ชายไม่ได้ทำให้เฮ่ออวี้ถิงรู้สึกกลัวแม้แต่น้อย เพียงแต่เธอเพิ่งตระหนักรู้ได้ในตอนนั้นเองว่า การที่ผู้ปกครองซื้อบ้านให้ ถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และพิเศษมากๆ
ด้วยเหตุนี้ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เฮ่ออวี้ถิงจึงคอยไล่ถามผู้คนที่เธอสนิทสนมในโรงเรียนว่าพวกเขามีบ้านที่เป็นของตัวเองโดยเฉพาะหรือไม่ และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ...ไม่มีใครมีบ้านเป็นของตัวเองเลย
ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าบ้านนั้นมีราคาแพงมาก แถมยังหาซื้อได้ยาก ที่พักที่พวกเขาอาศัยอยู่ในปัจจุบันก็คับแคบ
บางคนถึงกับเล่าว่าแม้แต่พ่อแม่ของพวกเขาก็ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเองเลยด้วยซ้ำ พวกเขาต้องอาศัยอยู่รวมกับปู่ย่าตายาย
เฮ่ออวี้ถิงลองนำราคาบ้านไปเปรียบเทียบกับอัตราเงินเดือนของพนักงานทั่วไปดูแล้ว เธอพบว่าต้องใช้เวลาเก็บออมโดยไม่กินไม่ใช้เลยประมาณ 3 ปี ถึงจะสามารถซื้อบ้านหลังนั้นได้
นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าบ้านนั้นมีคุณค่าและล้ำค่ามากเพียงใด
เด็กหญิงจึงกลับไปถามพี่ชายอีกครั้งว่า ทำไมคุณน้าถึงต้องมอบบ้านที่มีราคาแพงขนาดนี้ให้กับเธอด้วย
พี่ชายของเธอบอกว่า "น้ากลัวว่าในอนาคตน้าจะลำเอียง น้าก็เลยเตรียมทุกอย่างไว้ให้พวกเราก่อนล่วงหน้า เพราะน้าเขาหวังว่าวันข้างหน้าของพวกเราจะได้ใช้ชีวิตอย่างราบรื่น"
ทว่าคำตอบนั้นกลับทำให้เฮ่ออวี้ถิงรู้สึกไม่ดีใจเลยแม้แต่นิดเดียว
เฉินชิงสังเกตเห็นสีหน้าซึมของหลานสาว เธอจึงวางผ้าในมือลง ก่อนจะย่อตัวลงนั่งให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกันกับเด็กหญิง "เป็นอะไรไปจ๊ะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่โรงเรียนหรือเปล่า"
เฮ่ออวี้ถิงส่ายหน้าไปมา "ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอกค่ะ หนูไม่ได้เอาเรื่องที่เรามีบ้านไปบอกใครด้วย หนูแค่...หนูแค่รู้สึกว่า..."
พูดได้เพียงเท่านั้น เสียงของเฮ่ออวี้ถิงก็พลันสั่นเครือ เธอยกมือขึ้นขยี้ตาตัวเองไปมา ก่อนจะพูดประโยคที่น่าตกใจออกมา "หนูรู้สึกว่า...คุณน้าไม่ชอบหนูแล้วค่ะ"
เฉินชิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "จะเป็นไปได้ยังไงกันจ๊ะ"
"ก็เพราะว่าพ่อแม่ของคนอื่น ไม่เห็นมีใครต้องมานั่งกังวลเลยว่าในอนาคตจะยังรักลูกๆ ของตัวเองอยู่ไหม”
“แต่คุณน้ากลับกังวลเรื่องนี้...หนูเลยกลัวว่าพอหนูได้บ้านหลังนั้นมาแล้ว คุณน้าก็จะไม่รักหนูอีกต่อไปแล้ว..."
เฮ่ออวี้ถิงยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ ความกังวลที่อัดอั้นมาหลายวันปะทุออกมากลายเป็นการร้องไห้โฮอย่างหนัก จนไหล่ทั้งสองข้างสั่นสะท้านไปหมด
เฉินชิงถึงกับไปไม่เป็นเมื่อเห็นหลานสาวร้องไห้หนักขนาดนี้ เธอยุ่งอยู่กับการเช็ดน้ำตาให้เด็กหญิง พลางดึงร่างเล็กเข้ามากอดไว้แล้วลูบหลังปลอบโยนเบาๆ
"โอ๋ๆ ไม่ร้องนะจ๊ะ นี่เป็นความผิดของน้าเองที่ไม่ได้อธิบายให้หนูเข้าใจชัดๆ”
“ของที่น้ารักที่สุดในชีวิตนี้ก็คือบ้านยังไงล่ะจ๊ะ และมันก็เป็นเพราะว่าน้ารักหนูมากๆ รักมากๆ เลย น้าถึงได้ยอมแบ่งปันของที่น้ารักที่สุดชิ้นนี้ให้กับหนู"
เสียงร้องไห้ของเฮ่ออวี้ถิงหยุดชะงักลงทันควัน เธอสะอื้นฮักจนตัวโยนแล้วเงยหน้าถาม "จริงเหรอคะ"
เฉินชิงลูบแผ่นหลังเล็กๆ นั้นต่อไป พลางส่งยิ้มอบอุ่นให้ "แน่นอนอยู่แล้วสิจ๊ะ หนูเองก็ลองคิดดูสิว่าบ้านมันแพงขนาดนั้น ถ้าน้าไม่ได้รักหนู แล้วทำไมน้าถึงไม่เอาไปให้คนอื่นล่ะ"
"เพราะว่า..."
สมองน้อยๆ ของเฮ่ออวี้ถิงพลันว่างเปล่า ในตอนนี้...ในหัวของเธอมีแต่ประโยคที่ว่า ‘เพราะว่ารักหนูมาก น้าถึงได้ยอมแบ่งปันของที่น้ารักที่สุดให้’ วนเวียนอยู่เต็มไปหมด
คุณน้ารักเธอจริงๆ ด้วย
เฉินชิงจึงถามต่อ "ที่หนูคิดมาก เป็นเพราะหนูกำลังกังวลใช่ไหมว่า ถ้าในอนาคตน้าเกิดท้องขึ้นมา น้าจะส่งหนูไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่ที่เพิ่งซื้อ"
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้ารับเบาๆ พลางตอบ "ค่ะ" เบาๆ
เฉินชิงกระชับกอดให้แน่นขึ้น "น้าให้สัญญากับหนูตรงนี้เลยนะว่า ตลอดทั้งชีวิตนี้ของน้า น้าไม่มีทางทอดทิ้งหนูอย่างแน่นอนจ้ะ"
แม้ว่าน้ำตาของเฮ่ออวี้ถิงจะยังคงไหลรินอาบแก้ม แต่รอยยิ้มจางๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้นที่มุมปากแล้ว เด็กหญิงซุกหน้าเข้าหาอ้อมกอดของน้าสาวอีกครั้งแล้วถูไถไปมาอย่างออดอ้อน
เฉินชิงจึงถามคำถามสำคัญอีกครั้ง "หนูไม่อยากมีน้องชายหรือน้องสาวเหรอจ๊ะ"
เฮ่ออวี้ถิงใช้เวลาคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยเสียงอ่อยๆ "หนู...หนูไม่รู้ค่ะ"
ในบางครั้ง เธอก็รู้สึกตั้งตารอคอยให้น้องๆ รีบมาเกิดไวๆ ถ้าเป็นแบบนั้น เธอก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นพี่สาวคนโต และเธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องพาน้องๆ เล่นให้สนุกอย่างแน่นอน
แต่ในบางครั้ง เธอก็อดกลัวไม่ได้ว่า...ถ้ามีน้องๆ แล้ว คุณน้ากับคุณอาจะหันไปรักแต่น้อง จนไม่ต้องการเธออีกต่อไป
เมื่อเฉินชิงได้ยินความคิดที่ซับซ้อนของเธอก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติที่เด็กจะคิดเช่นนี้
อันที่จริง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เธอเองก็กำลังขบคิดอยู่เหมือนกันว่าจะใช้วิธีไหนเกลี้ยกล่อมให้เฮ่ออวี้เสียงและเฮ่ออวี้ถิงยอมรับเรื่องที่เธอวางแผนจะมีลูกเป็นของตัวเอง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีลูกถือเป็นอิสระส่วนบุคคลของเธอ ความต้องการของเด็กทั้งสองคนจึงไม่ได้สำคัญถึงขนาดที่จะมาเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของเธอได้
เพราะถ้าหากมันสำคัญถึงขนาดนั้นจริงๆ เธอก็คงไม่มานั่งหาวิธีเกลี้ยกล่อมให้พวกเขายอมรับ แต่เธอก็จะเลือกที่จะไม่มีลูกไปเลยทันทีที่เด็กทั้งสองบอกว่าไม่ชอบ
หากจะพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การที่อยากจะมีลูกเป็นของตัวเองนั้น ถือเป็นความปรารถนาส่วนตัวของเฉินชิงโดยแท้ ไม่ว่าผลลัพธ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร มันก็คือสิ่งที่เธอในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่งจะต้องเตรียมพร้อมรับผิดชอบอยู่แล้ว
เฮ่ออวี้ถิงเห็นน้าสาวนิ่งเงียบไป ก็เกิดความกลัวขึ้นมาจับใจจนต้องรีบหันไปมอง เธอคงเป็นเด็กไม่ดีมากแน่ๆ ที่ไม่ได้รู้สึกตั้งตารอคอยการเกิดมาของลูกคุณน้ากับคุณอาเลย
"คุณน้าคะ! หนูชอบน้องๆ นะคะ! ต่อไปในอนาคต หนูสัญญาว่าจะดูแลน้องๆ อย่างดีแน่นอนค่ะ"
คุณน้าอุตส่าห์มอบชีวิตที่ดีขนาดนี้ให้กับพวกเขา ซึ่งมันดีกว่าพ่อแม่หลายๆ คนที่เธอรู้จักเสียอีก แต่เธอกลับยังมาทำตัวไม่รู้ความงอแงใส่ท่านอีก เธอนี่มันแย่จริงๆ
เฮ่ออวี้ถิงคิดได้ดังนั้นก็ยกมือขึ้นปิดตาแล้วเริ่มสะอื้นอีกครั้ง "หนูไม่ได้เกลียดน้องๆ จริงๆ นะคะ"
เฉินชิงลูบหัวของเธอเบาๆ ก่อนจะดึงมือเล็กๆ นั้นลงมา แล้วสบตาเธอนิ่ง "ตอนนี้น้องๆ ยังไม่มีตัวตนเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าน้ามีน้องจริงๆ ในอนาคต น้าก็จะยังรักหนูมากเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”
“เหมือนอย่างตอนนี้ที่หนูกับพี่ชายยังไงล่ะจ๊ะ อะไรที่พี่ชายมี หนูก็จะมีด้วย อนาคตข้างหน้าก็จะเป็นแบบนี้เหมือนกัน หนูจะไม่ต้องขาดอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว”
“และที่สำคัญ ถ้าในอนาคตหนูรู้สึกว่ามีเรื่องไหนที่ไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น หนูก็ต้องพูดมันออกมาตรงๆ ห้ามเก็บความรู้สึกแย่ๆ นั้นไว้กับตัวคนเดียวเด็ดขาด ถ้ารู้ว่าหนูต้องฝืนใจตัวเอง น้าจะเสียใจยิ่งกว่าหนูอีกรู้ไหม"
เฮ่ออวี้ถิงกะพริบตาปริบๆ ขนตางอนยาวที่เปียกชื้นสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นเธอก็ค่อยๆ เอนตัวเข้าไปหอมแก้มของน้าสาวฟอดใหญ่ แล้วฉีกยิ้มกว้างที่สุด "คุณน้าคะ ตอนนี้หนูไม่เสียใจแล้วค่ะ"
"แบบนั้นก็ดีจริงๆ" เฉินชิงยิ้มออกมาอย่างโล่งอก พลางเช็ดคราบน้ำตาให้เธอจนใบหน้าสะอาดสะอ้าน แล้วจึงปล่อยให้เธอเป็นอิสระ
เฮ่ออวี้เสียงที่แอบฟังบทสนทนาทั้งหมดอยู่หน้าประตูรีบเผ่นหนีไปทันที ในเมื่อเขามั่นใจแล้วว่าคุณน้าจะไม่ทอดทิ้งพวกเขาแน่นอน เขาก็ไม่รังเกียจหรอกหากคุณอากับคุณน้าอยากจะมีลูกอีกหลายๆ คน
เพราะไม่ว่ายังไง พวกเขาทั้งหมดก็คือครอบครัวเดียวกัน
อีกอย่าง การดูแลเด็กหนึ่งคนก็คือการดูแล การดูแลเด็กทั้งฝูงก็ยังคงเป็นการดูแล มันไม่ได้แตกต่างกันมากนักหรอก
[จบบท]