บทที่ 429: การทำไส้กรอกจีน
“ผมใส่ไว้ในกระเป๋าครับ” เฮ่ออวี้เสียงสะพายกระเป๋าหนังสือขึ้นหลัง
“เป็นผมที่ทำมันหายไปเองครับ”
หลินฉงผิงแสดงอาการร้อนใจจนแทบจะเกาหัวตัวเอง “แล้วทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านของครอบครัวเธอก็อยู่ในระดับธรรมดาๆ เสียด้วย แบบนี้ก็คงอดได้รางวัลครอบครัวสามดีไปเลยน่ะสิ”
“เป็นผมเองที่ไม่รู้จักเก็บมันไว้ให้ดี ถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้ครับ”
แม้ในใจของเฮ่ออวี้เสียงจะรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆ แต่เมื่อผลลัพธ์มันออกมาเป็นแบบนี้ เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้
เขาทำได้เพียงโทษตัวเองที่ประมาทและคิดไม่ถึงว่าในห้องเรียนจะมีคนจงใจขโมยจดหมายสำคัญของเขาไป
หลินฉงผิงสัมผัสได้ถึงบรรยากาศตึงเครียดและอารมณ์ขุ่นมัวที่แผ่ออกมาจากตัวเฮ่ออวี้เสียง เขาจึงกังวลว่าหากยังพูดโน้มน้าวต่อไป ผลลัพธ์อาจจะยิ่งแย่ลง เลยเปลี่ยนมาปลอบใจแทน
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็ลองอธิบายให้น้าของเธอฟังดีๆ ก็แล้วกัน เรื่องครอบครัวสามดีพวกเราค่อยพยายามกันใหม่ในปีหน้าก็ได้”
“ครับ”
เฮ่ออวี้เสียงรับคำในลำคออย่างแผ่วเบา
ทั้งสามคนเดินกลับบ้านกันในความเงียบ เสี่ยวอวี้รู้ดีว่าพี่ชายไม่ชอบภารกิจเฝ้าก๊อกน้ำส่วนกลางเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ทุ่มเททำมันเพื่อธงเกียรติยศแห่งเกียรติยศที่จะได้รับในช่วงสิ้นปี
ไม่ว่าฤดูหนาวจะหนาวเหน็บหรือฤดูร้อนจะร้อนอบอ้าว เขาก็ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว เขาพยายามอย่างหนักมาตลอด 1 ปีเต็ม แต่สุดท้ายทุกอย่างก็พังทลาย ไม่เหลืออะไรเลย
เสี่ยวอวี้จึงได้แต่ก้มหน้าปล่อยให้น้ำตาหยดลงมาไม่ขาดสาย ส่วนเหมาเหมาก็ดูเสียใจมากไม่ต่างกันและเอาแต่ขยี้ตา เมื่อกลับถึงบ้าน เด็กทั้งสองคนก็นั่งกอดคอกันร้องไห้โฮ
เฮ่ออวี้เสียงเฝ้ามองภาพนั้น ความโกรธและความอัดอั้นที่เคยก่อตัวในใจก็พลันสลายลงไปมากเมื่อได้ยินเสียงสะอื้น “หยุดร้องไห้ได้แล้ว น้องมาทำงาน ส่วนเหมาเหมา รีบไปหาครูสอนดนตรีเดี๋ยวนี้”
“แต่วันนี้ฉันไม่อยากไปเลย...”
“ไม่ได้”
เฮ่ออวี้เสียงคว้าแขนเขาแล้วลากออกไปนอกประตูทันที
เหมาเหมาเบ้ปากอย่างขัดใจ ก่อนจะหันมาโบกมือลาน้องสาวอย่างเจ็บปวด “เสี่ยวอวี้ เดี๋ยวรอฉันกลับมาก่อนนะ แล้วเราค่อยมาร้องไห้ด้วยกันต่อ”
“ได้เลย”
เสี่ยวอวี้ยืดตัวตรงโบกมือตอบรับอย่างแข็งขัน
เฮ่ออวี้เสียง “???”
เด็กสองคนนี้มีปัญหาอะไรรึเปล่า
หลังจากจัดการส่งเหมาเหมาออกไปเรียบร้อยแล้ว เฮ่ออวี้เสียงก็หันมาสั่งให้น้องสาวทำงาน
ส่วนตัวเขาก็หยิบตั๋วเนื้อสัตว์และเงินจำนวนหนึ่ง สวมตะกร้าสานไม้ไผ่ไว้ด้านหลัง แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังสหกรณ์การค้าและการตลาด
เนื่องจากเขายังไม่ปิดภาคเรียน อาของเขาเลยต้องไปใช้เส้นสายเพื่อช่วยซื้อเนื้อหมูมา 7 จิน
ภารกิจของเขาในตอนนี้คือการไปรับเนื้อและไส้หมูสำหรับทำไส้กรอกกลับมา
เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เฮ่ออวี้เสียงก็เริ่มลงมือล้างเนื้อหมูทั้งหมดให้สะอาดเป็นอันดับแรก ก่อนจะนำมาหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ
พอเฉินชิงกลับมาถึงบ้าน เธอก็สังเกตเห็นเนื้อหมู 7 จินกองโต เมื่อนึกถึงว่าเนื้อเหล่านี้กำลังจะกลายร่างเป็นไส้กรอกจีนเลิศรส เธอก็ตื่นเต้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เดี๋ยวพอกินข้าวเย็นเสร็จ น้าจะมาช่วยสับเนื้อด้วยคนนะ”
เฮ่ออวี้เสียงตอบรับ “ได้ครับ”
น้าของเขาทำอาหารไม่เก่ง
แต่เรื่องพละกำลังนั้น เธอมีแรงเยอะมากไม่ต่างจากเสี่ยวอวี้เลย
เนื้อหมู 7 จินที่ต้องสับให้ละเอียดทั้งหมดนี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง ถือเป็นงานที่เหนื่อยเอาการ
เมื่อเฮ่อหย่วนกลับมาถึงบ้าน เขาเพียงทำอาหารง่ายๆ สองสามอย่างสำหรับมื้อเย็น และหลังจากที่ทุกคนกินอิ่มแล้ว ทั้งครอบครัวก็ระดมพลกันเพื่อเตรียมทำไส้กรอกจีน
เฮ่อหย่วนเริ่มจากการลับมีดทำครัวทั้ง 2 เล่มในบ้านให้คมกริบ เสียงหินลับมีดที่ดัง ‘แคร่กๆ’ เสียดแทงหู ทำเอาเฉินชิงถึงกับรู้สึกเสียวฟัน
เธอรับมีดที่เฮ่อหย่วนลับจนเงาวับมาถือไว้ ก่อนจะเริ่มสับลงบนเขียงด้วยจังหวะสม่ำเสมอจนเกิดเสียงดัง หมูสามชั้นที่มีทั้งเนื้อและมันถูกสับจนเป็นชิ้นเล็กๆ ขณะที่น้ำมันจากมันหมูก็กระเด็นออกมา
“น้าอย่าเอาแต่สับลงไปอย่างเดียวสิครับ พอน้ารู้สึกว่ามันเริ่มละเอียดแล้ว ก็ต้องใช้มีดพลิกมันกลับไปมา กองรวมกันให้เป็นก้อน แล้วค่อยสับใหม่อีกครั้ง”
เฮ่ออวี้เสียงจึงรีบเข้ามาแนะนำ
“น้าไม่ต้องการให้เธอมาสอน ไปล้างไส้หมูเลยไป” เฉินชิงรู้สึกว่าเด็กคนนี้ช่างไม่มีความอดทนเอาเสียเลย
“เฮ่อหย่วน คุณมานี่เร็วๆ เข้า”
เฮ่ออวี้เสียงทำหน้าปลาตาย
น้าของเขาโชคดีจริงๆ ที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆ รองรับ ไม่อย่างนั้น ด้วยฝีมือการทำอาหารระดับนี้ ไม่ช้าก็เร็วคงได้อดตายแน่ๆ
เฮ่อหย่วนถือมีดทำครัวเล่มเก่าที่เพิ่งลับเสร็จเข้ามาในครัว
มีดทำครัว 2 เล่มในบ้าน เล่มหนึ่งเป็นมีดเก่าแก่ดั้งเดิมของบ้านเฉินชิง ส่วนอีกเล่มเป็นมีดที่เขาเพิ่งซื้อมาใหม่ ซึ่งมีดเล่มเก่านั้นทื่อมากจริงๆ
“มีดเล่มเก่าของบ้านเราใกล้จะหมดสภาพแล้วนะ”
“ไม่เป็นไร รอให้มีดเล่มใหม่ใช้พังก่อนแล้วค่อยซื้อ”
มีดทำครัวในยุคนี้แพงมาก ที่บ้านมีอยู่เล่มเดียวก็เพียงพอแล้ว
เฮ่อหย่วนพยักหน้า เขาก้าวเข้าไปสาธิตวิธีสับเนื้อให้ละเอียดอย่างรวดเร็วให้เธอดู
เพียงแค่เฮ่อหย่วนอธิบาย เฉินชิงก็เข้าใจในทันที เธอเริ่มสับมีดเสียงดังอย่างกระตือรือร้น และในที่สุดเธอก็ได้ค้นพบพรสวรรค์ด้านการทำอาหารที่ซ่อนเร้นของตัวเอง
“เดี๋ยวคุณสับอีกสักพักก็ไปเตรียมทำไส้กรอกเถอะ ที่เหลือฉันสับเนื้อเอง”
“ได้เลย” เฮ่อหย่วนเห็นเธอกำลังสนุก เขาก็ไม่คิดจะขัด
ทั้งสองคนช่วยกันสับเนื้อไปได้ประมาณครึ่งหนึ่ง เฮ่อหย่วนก็ปลีกตัวไปล้างอ่างสำหรับใส่เนื้อให้สะอาด แล้วนำเนื้อที่สับแล้วทั้งหมดใส่ลงไปในอ่าง
จากนั้นจึงเทเกลือ น้ำตาล เหล้าขาว และผงพะโล้ทั้งหมดตามลงไป ก่อนจะเริ่มคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน
เนื้อสับที่มันวาวส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ เสี่ยวอวี้ถือไส้หมูที่ล้างสะอาดแล้วมาให้คุณอา ทันทีที่เธอได้กลิ่นหอมฟุ้งในครัว น้ำลายก็แทบจะไหลออกมา
“หอมจังเลยค่ะ”
เฉินชิงดับฝันทันที “ต้องรอถึงปีใหม่นู่นแหละถึงจะได้กิน”
ไส้กรอกจีนต้องตากลมทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งเดือน
เสี่ยวอวี้ทำหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด “นานจังเลย...”
“นั่นสิ นานจริงๆ”
ทั้งสองคนต่างถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
หลังจากเสี่ยวอวี้เอาไส้หมูไปให้คุณอาแล้ว เธอก็กลับมาช่วยล้างไส้หมูที่เหลือต่อ
การล้างไส้หมูที่แช่น้ำจนนุ่มแล้วนั้น ต้องอาศัยการพลิกกลับไปกลับมา แล้วขยำแรงๆ ราวกับกำลังซักถุงเท้า
แต่ไส้หมูนั้นทั้งลื่นและบางจนแทบจะโปร่งแสง เหมาเหมาจึงต้องช่วยจับปลายด้านหนึ่งไว้ให้แน่น ทว่าพอเสี่ยวอวี้เปิดน้ำล้าง ไส้หมูก็ลื่นพรืดหลุดมือออกไปไกล
“อ๊ะ ไส้หนีไปโน่นแล้ว”
เหมาเหมาต้องรีบร้อนวิ่งไปคว้ามันกลับมา
เฮ่ออวี้เสียงทนดูภาพนั้นไม่ไหว เขาเลยเบือนหน้าหนีไปทำงานของตัวเองต่ออย่างเงียบๆ
ด้านในบ้าน เฮ่อหย่วนได้หยิบกรวยเหล็กสังกะสีออกมา แล้วสวมไส้หมูเข้าไปที่ปลายกรวย ก่อนจะเริ่มยัดเนื้อสับปรุงรสลงไป
เฮ่อหย่วนยัดไส้ไปพลางก็ใช้มือบีบไล่ไปพลาง ทำให้ไส้กรอกจีนค่อยๆ พองขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง
เฉินชิงยืนมองอย่างทึ่ง เธรู้สึกว่ามันช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน “ดูไปดูมา การทำไส้กรอกจีนนี่ก็ไม่น่าจะยากเท่าไหร่นี่นา”
“มันค่อนข้างง่ายเลยล่ะ แล้วก็ยังเก็บไว้ได้นานมากด้วย”
เฮ่อหย่วนอยากให้ไส้กรอกมีเนื้อที่อัดแน่น เขาจึงต้องคอยระมัดระวังและใส่ใจในทุกขั้นตอน
ณ ขณะนี้ ลานบ้านเล็กๆ ได้กลายสภาพเป็นสายพานการผลิตที่สมบูรณ์แบบไปแล้ว เฉินชิงรับหน้าที่สับเนื้อ เด็กๆ ช่วยกันล้างไส้หมู และเฮ่อหย่วนรับหน้าที่ยัดไส้กรอก
ใช้เวลาไม่นาน ไส้กรอกที่ยัดไส้จนเต็มก็ถูกแบ่งออกเป็นข้อๆ เฮ่อหย่วนใช้เชือกป่านมัดให้แน่นเป็นปล้องๆ ก่อนจะนำไปแขวนตากบนราวไม้ไผ่
เมื่อได้มองดูไส้กรอกที่แขวนเรียงรายเป็นแถว เฉินชิงก็รู้สึกภูมิใจอย่างที่สุด เธอยืนเท้าสะเอว แล้วประกาศอย่างภาคภูมิใจว่า “เนื้อพวกนี้ ฉันเป็นคนสับเองกับมือเลยนะ”
เฮ่อหย่วนเอ่ยปากชม “เก่งมากครับ”
เฉินชิงเชิดคางขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ
เธอนึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะมีวันที่เธอได้ลงมือทำไส้กรอกจีนด้วยตัวเอง
ของแบบนี้ ในชาติที่แล้วเธอเคยเห็นมันวางขายอยู่แต่ในซูเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้น
ไส้กรอกแต่ละเส้นที่ถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสุญญากาศ มีสีแดงสดใส ดูราวกับเป็นสินค้าที่ผลิตจากสายพานในโรงงานอุตสาหกรรม
แต่ในตอนนี้ ไส้กรอกที่ห้อยต่องแต่งอยู่ตรงหน้าเธอ มีไส้ที่บางจนโปร่งแสง และยังส่งกลิ่นเค็มจางๆ ของเครื่องหมักลอยมาแตะจมูก
เฉินชิงมองภาพนั้นอย่างเหม่อลอยเล็กน้อย จนกระทั่งเมื่อได้ยินเสียงเด็กทั้งสามคนกำลังถกเถียงกันอย่างสนุกสนานว่าเมื่อไหร่จะได้กินไส้กรอกจีน รอยยิ้มอันอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของเธออย่างช้าๆ
ในยามค่ำคืน ไส้กรอกจีนยังคงดูกลืนไปกับความมืด แต่พอถึงตอนกลางวัน แสงแดดอุ่นๆ ส่องลงมา มันก็ดูมันวาวและส่งกลิ่นเนื้อหอมจางๆ ยั่วน้ำลาย
เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่เฉินชิงตื่นนอน เธอก็ยกชามข้าวเช้าของเธอมายืนชื่นชมผลงานไส้กรอกจีนของตัวเอง
“มันสวยจริงๆ”
ไส้กรอกจีนของเธอคือไส้กรอกที่สวยที่สุดในโลก มันดูอวบอ้วน และเธอก็รู้สึกได้ว่ามันต้องหอมอร่อยมากแน่ๆ
เธอยืนชื่นชมมันจนเกือบถึงเวลาไปทำงาน ก็ยังรู้สึกไม่อยากละสายตาไปไหน
เฮ่อหย่วนกลัวว่าจะไปทำงานสาย เลยต้องรีบมาดึงตัวเธอให้ไปที่ทำงานด้วยกัน
พวกเด็กๆ ในละแวกต่างรู้ข่าวว่าเมื่อคืนเสี่ยวอวี้กับเหมาเหมาไม่ได้ออกไปเล่น แต่กำลังยุ่งอยู่กับการทำไส้กรอกจีน
พอถึงตอนเช้า พวกเขาเลยแกล้งทำเป็นมาหาเสี่ยวอวี้เพื่อไปโรงเรียนด้วยกัน แล้วก็พากันยืนจ้องไส้กรอกตาเป็นมัน
โดยเฉพาะอ่ายเจี่ยวหู่ ที่ถึงกับยืนนิ่งไม่ยอมขยับไปไหน “เสี่ยวอวี้ ฉันก็เรียกน้าของเธอว่าน้าเหมือนกันนะ ฉันขอมาอยู่บ้านเธอด้วยคนได้ไหม”
เสี่ยวอวี้รีบปฏิเสธทันควัน “ไม่ได้ บ้านฉันไม่มีเตียงให้นายนอนแล้ว”
อ่ายเจี่ยวหู่ยังไม่ยอมแพ้ “เธอก็มีห้องนอนส่วนตัวไม่ใช่เหรอ ฉันเอาเตียงมาวางเพิ่มในห้องเธออีกสักเตียงก็ได้นี่”
“ไม่ได้!!!"
เหมาเหมาตะโกนเสียงดังลั่นจนทุกคนตกใจ
อ่ายเจี่ยวหู่ต้องรีบเอามืออุดหู คนที่เรียนดนตรีเป็นคนประเภทที่น่ากลัวที่สุดในโลกจริงๆ “เฮ้อ ไม่ได้ก็ไม่ได้สิ”
เฮ่ออวี้เสียงที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็มองเขาด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรเช่นกัน “นายรีบออกไปก่อนเลย”
[จบบท]