บทที่ 436: เฉินชิงหน้าเย็นชา
เถียนเมิ่งหย่าจับจ้องใบหน้าพ่อของตัวเอง เอ่ยคำถามไปที่เขา คางของเธอก็เริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ ความปรารถนาที่จะกรีดร้องใส่หน้าเขามีมากมายมหาศาล
แต่สิ่งที่เล็ดลอดออกมากลับเป็นเพียงเสียงสะอื้นแผ่วเบาที่คลอไปกับหยาดน้ำตา “ในสายตาของพ่อ... หนูคงเป็นแค่คนที่ไม่มีค่าอะไรเลยใช่ไหมคะ... นอกจากการมีลูก”
รองผู้จัดการโรงงานเถียนมีท่าทีอึดอัดเล็กน้อย เขาเบนหน้าหนีเพื่อหลบสายตาของเธอ
“อย่าพูดจาไร้สาระน่า เดี๋ยวเตรียมตัวให้ดี งานเลี้ยงครบเดือนของหลาน พ่ออุตส่าห์ชวนคนใหญ่คนโตมาเยอะแยะ ซองแดงทั้งหมดที่เด็กได้รับ พ่อจะยกให้ลูกเก็บไว้เอง”
พูดจบเขาก็อุ้มเด็กทารกออกไปจากห้องอีกครั้ง
เถียนเมิ่งหย่านั่งนิ่งอยู่บนเตียงอย่างสิ้นเรี่ยวแรง ดวงตาของเธอเหม่อลอยไปอย่างไร้จุดหมาย
เฉินชิงขยับเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะใช้มือลูบหลังเธอเบาๆ เพื่อปลอบโยน “เดี๋ยวช่วงบ่าย ฉันจะไปยื่นเรื่องถอนใบสมัครโอนย้ายงานของเธอให้”
“ช่างเถอะ...”
เถียนเมิ่งหย่าส่ายหน้าช้าๆ พลางปฏิเสธด้วยเสียงอันแผ่วเบา
เธอตระหนักดีว่าในอนาคต เธอยังต้องมีลูกอีกหลายคนตามความต้องการของพ่อ การที่ต้องอุ้มท้องไปทำงานบ่อยๆ คงจะไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมเท่าไหร่นัก
เฉินชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “แล้วที่เธอกำลังเรียนโรงเรียนภาคค่ำอยู่ล่ะ จะทำยังไง”
“มันเหนื่อยเกินไปน่ะสิ ลูกสาวฉันงอแงมาก กลางคืนฉันแทบไม่ได้นอนเลย พอถึงกลางวันก็เบลอๆ แค่อยากจะหาจังหวะหลับเท่านั้น”
เถียนเมิ่งหย่าดึงเข่าเข้ามากอดไว้ พลางขดตัวจนกลม แล้วจึงถอนหายใจออกมา “จริงๆ การที่ฉันมีแม่คอยช่วยเลี้ยงลูก ก็ถือว่าโชคดีกว่าคนอื่นมากแล้ว แต่ฉันก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่าการเลี้ยงลูกมันเหนื่อยเหลือเกิน ทำไมคนอื่นถึงมีลูกกันได้ตั้ง 7-8 คนนะ”
เธอเคยทระนงตนว่าเธอทำได้
แต่ในความเป็นจริง เธอทำไม่ได้เลย
เมื่อเฉินชิงเห็นว่าเพื่อนกำลังจะยอมแพ้ต่อโชคชะตาจริงๆ ก็รู้สึกขัดใจอย่างรุนแรง แต่เธอก็ไม่รู้ว่าจะหาถ้อยคำใดมาฉุดรั้งเธอไว้ได้
“ถ้าอย่างนั้น ต่อไปเธอก็อย่ามีลูกเพิ่มอีก หัวหน้าหลินคงไม่สามารถมาช่วยเธอเลี้ยงลูกได้ตลอด แม่ของเธอคนเดียวก็รับมือไม่ไหวแน่”
“ถ้าเธอมีลูกถึง 3 คน อนาคตของเธอก็คือการอยู่บ้านเลี้ยงลูก ทำงานไม่ได้ ต้องพึ่งพาพ่อของเธอไปตลอดชีวิต”
“ถ้าพ่อเธอยังรักษาตำแหน่งไว้ได้ก็ดีไป แต่ถ้าวันไหนพ่อเธอเกิดสะดุดล้มขึ้นมา... เธอจะเอาอะไรเลี้ยงลูก”
“หา”
เถียนเมิ่งหย่าค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ฉ่ำไปด้วยน้ำตาคู่นั้นยังคงมีความใสซื่อแบบคนที่ไม่เคยต้องดิ้นรนอะไรในชีวิต
เฉินชิงถึงกับตกตะลึง “นี่เธอไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยเหรอ”
“ฉัน... ฉัน... ฉัน...”
เถียนเมิ่งหย่าอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก
ในความคิดของเธอ พ่อของเธอเป็นถึงรองผู้จัดการโรงงาน พ่อสามีเป็นนายทหารใหญ่
ส่วนแม่สามีก็เป็นคนใหญ่คนโตในสหพันธ์สตรี ครอบครัวของเธอมีทั้งบ้าน มีทั้งเงินเก็บ ต่อให้เกิดอะไรขึ้น ก็ไม่มีทางที่ลูกๆ ของเธอจะต้องอดอยาก
เฉินชิงถึงกับไปไม่เป็น เมื่อเห็นเพื่อนมีท่าทีแบบนั้น แต่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจอย่างที่สุด เธอกลับหัวเราะออกมาเบาๆ “เธอไม่เคยคิดเผื่ออนาคตของลูกๆ เธอบ้างเลยเหรอ”
“ฉัน...”
เถียนเมิ่งหย่าเริ่มพูดติดอ่างอีกครั้ง
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องเริ่มอธิบายความคิดของตัวเองจากจุดไหน
ความอดทนของเฉินชิงเริ่มจะหมดลง “ณ ตอนนี้ เธอก็ยังเลี้ยงดูลูกได้ไม่ดีเท่าไหร่เลย ต่อไปพ่อของเธอก็จะใช้วิธีเดียวกับที่เขาอบรมเธอ มาใช้กับลูกๆ ของเธอเหมือนกัน”
“หรือว่าเธอตั้งใจให้ลูกๆ เกิดมาเพื่อที่จะเป็นหุ่นเชิดให้พ่อเธอคอยบงการชีวิต เหมือนกับที่เธอกำลังเป็นอยู่ตอนนี้”
“ฉัน... ฉัน... ฉัน...”
นอกจากคำว่า ‘ฉัน’ เถียนเมิ่งหย่าก็ไม่สามารถสรรหาคำพูดอื่นใดมาโต้ตอบได้อีก
ลึกๆ แล้วเธอรู้ดีว่าเธอต้องมีลูก และนับตั้งแต่ตอนที่เริ่มอยู่เดือน ความรู้สึกไม่พอใจก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
การมีลูกทำให้ร่างกายเธอไม่สบายตัว เหนื่อยล้าจนแทบจะยืนไม่ไหว ยังต้องมาทนฟังพ่อกับแม่สลับกันต่อว่า แถมตอนนี้งานที่เธอรักก็กำลังจะหลุดลอยไปอีก
แต่เมื่อมาคิดทบทวนดูดีๆ เธอก็พบว่า ตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มตั้งท้อง เธอก็ได้ผลักภาระหน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดูลูกทั้งหมดไปให้พ่อของเธอเป็นคนจัดการแล้ว
แต่ว่า...
ทั้งๆ ที่เธอคือแม่แท้ๆ ของเด็กคนนี้
เถียนเมิ่งหย่าไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการว่า ถ้าในอนาคตลูกๆ ของเธอถูกบังคับให้ไปดูตัวและต้องแต่งงานกับคนที่พวกเขาไม่ได้รัก
หรือถูกบีบบังคับให้ทำในสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ตัวเธอในวันที่ไม่มีงานทำ ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ จะสามารถปกป้องพวกเขาได้อย่างไร
โชคดีเหลือเกินที่เธอยังมีเฉินชิง
คำพูดของเพื่อนรักเปรียบดังการตบหน้าฉาดใหญ่ที่เรียกสติของเธอกลับคืนมา
มันทำให้สมองที่เคยมึนงงของเธอสว่างวาบขึ้นมาทันที
“ฉันจะสู้เพื่อรักษางานของฉันไว้”
“ก็แล้วแต่เธอเถอะ ยังไงซะ ก็ไม่ใช่ลูกของฉันนี่”
เฉินชิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เย็นชา
เถียนเมิ่งหย่าเมื่อเห็นท่าทีที่ไร้ความรู้สึกนั้นของเพื่อน ก็ยิ่งกระวนกระวายใจ “เฉินชิง เธออย่าโกรธฉันเลยนะ”
เฉินชิงพยายามอย่างมากที่จะไม่แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดต่อคนที่เพิ่งคลอดลูก แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อีกต่อไป เธอจึงเลือกที่จะเดินหนีออกมาจากห้องนั้น
“เฉินชิง”
เถียนเมิ่งหย่าตะโกนเรียกตามหลัง
เมื่อเห็นว่าเฉินชิงไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้า เถียนเมิ่งหย่าก็รีบสวมรองเท้าของเธอและวิ่งตามออกไป
รองผู้จัดการโรงงานเถียนที่เห็นเธอพรวดพราดออกมาจากห้อง ก็รีบส่งเด็กทารกที่กำลังร้องไห้เสียงดังลั่นให้เธอทันที “เสี่ยวหย่า ลูกหิวแล้ว รีบให้ลูกกินนมเดี๋ยวนี้เลย”
“หนูมีธุระด่วนค่ะ”
เถียนเมิ่งหย่าพยายามจะเบี่ยงตัวหลบพ่อของเธอ
แต่เสียงร้องไห้ของลูกที่ดังบาดหู ประกอบกับข้อมือที่ถูกแม่ของเธอคว้าไว้แน่น ทำให้เธอยิ่งร้อนรนมากขึ้นไปอีก เธอทำได้เพียงอ้อนวอนด้วยเสียงสั่นเครือ
“หนูขอออกไปแป๊บเดียวนะคะ เดี๋ยวเดียวก็จะรีบกลับมา”
“จะไปทำอะไร ไม่มีเรื่องอะไรในโลกนี้ที่จะสำคัญไปกว่าเรื่องลูกอีกแล้ว”
รองผู้จัดการโรงงานเถียนไม่ฟังเสียงใดๆ เขายัดเด็กทารกคืนสู่อ้อมอกของเธอ และใช้แรงทั้งหมดผลักเธอกลับเข้าไปในห้อง
แม่ของเถียนเมิ่งหย่าก็เดินตามลูกสาวเข้าไปในห้องอย่างเงียบเชียบ
วินาทีนั้น เถียนเมิ่งหย่าก็ระเบิดอารมณ์ทั้งหมดที่เก็บซ่อนไว้ออกมา “หนูแค่อยากจะออกไปสูดอากาศข้างนอกแค่แป๊บเดียว ทำไมพ่อกับแม่ต้องใจร้ายไม่ยอมให้หนูไปด้วย”
แม่ของเธอทำราวกับไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องนั้น “ลูกร้องไห้ไม่หยุดแล้ว ให้ลูกกินนมก่อนเถอะ”
เถียนเมิ่งหย่ามองสายตาที่เย็นชาและไร้ความรู้สึกของพ่อกับแม่ สลับกับเสียงร้องไห้ของลูก เธอรู้สึกราวกับเลือดในกายถูกแช่แข็งจนหมดสิ้น
พ่อกับแม่ไม่เคยเห็นความสำคัญของเธอ และตอนนี้ เธอก็กำลังทำแบบเดียวกันกับลูกของตัวเอง เธอเอาความอัดอั้นตันใจ ความคับแค้นใจทั้งหมดมาลงที่เด็กตัวเล็กๆ คนนี้
พ่อกับแม่ของเธอไม่ใช่คนดี
และเธอก็ไม่ต่างกัน
ร่างของเถียนเมิ่งหย่าสั่นสะท้านขณะที่มือคลำหาตะเข็บเสื้อเพื่อเตรียมให้นมบุตร เธอปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินลงมาเงียบๆ
ความคิดที่ว่าเธอกับเฉินชิงอาจจะไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้อีกต่อไปวนเวียนอยู่ในหัว เธอชื่นชมเฉินชิงมาก การได้รู้จักกับเฉินชิงคือเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิตของเธอ หากความสัมพันธ์นี้ต้องจบลง... วันข้างหน้าของเธอจะเป็นเช่นไร
ในขณะเดียวกัน
เฉินชิงมุ่งตรงไปยังแผนกบุคคลของคณะกรรมการโรงงาน ทันทีที่ไปถึง เธอก็สั่งการหวงซินเผิงให้ไปแจ้งข่าวกับบุคคลที่กำลังจะมารับช่วงต่องานจากเถียนเมิ่งหย่าว่า
“บอกเขาไปว่าการตรวจสอบประวัติทางการเมืองของเขาไม่ผ่าน ให้เขากลับไปได้เลย”
หวงซินเผิงแย้งขึ้นมาทันที “แต่ว่าผลการตรวจสอบของเขาผ่านนี่ครับ”
เฉินชิงหันไปมองเขาด้วยสายตาที่เฉียบขาด “ทำตามที่ฉันสั่ง”
“ครับ”
หวงซินเผิงรีบขานรับในทันที
ถ้าเขาตอบช้าไปกว่านี้อีกเพียงวินาทีเดียว เขามั่นใจว่าหัวหน้าเฉินคงอยากจะฆ่าเขาทิ้งตรงนี้แน่ๆ
เฉินชิงย้ำต่อ “และถ้าหากทั้งสองฝ่ายยังยืนยันที่จะซื้อขายตำแหน่งงานนี้ เถียนเมิ่งหย่าจะต้องเป็นคนมาดำเนินการด้วยตัวเองเท่านั้น ห้ามให้คนอื่นมาทำแทนเด็ดขาด”
“รับทราบครับ”
หวงซินเผิงรีบวิ่งออกไปจัดการตามคำสั่งในทันที
เฉินชิงขอกระดาษกับปากกาจากเจ้าหน้าที่ในแผนก เธอบรรจงเขียนจดหมายร้องเรียนฉบับหนึ่งด้วยลายมือของตัวเอง พร้อมลงชื่อกำกับอย่างชัดเจน ก่อนจะนำไปยื่นให้กับเติ้งเหม่ยฮวา
เติ้งเหม่ยฮวาที่รับซองจดหมายมาด้วยความกังวลใจ พอเปิดอ่านและพบว่ามันเป็นจดหมายร้องเรียนรองผู้จัดการโรงงานเถียน เธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เนื้อหาในจดหมายกล่าวหาว่ารองผู้จัดการโรงงานเถียนใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในทางที่ผิด โดยการใช้อภิสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องการซื้อขายตำแหน่งงานของพนักงานตามอำเภอใจ
การกระทำในฐานะรองผู้จัดการโรงงานครั้งนี้ ถือว่าไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพนักงานคนอื่นๆ สมควรที่จะต้องถูกเรียกมาวิจารณ์ตัวเองต่อหน้าพนักงานทุกคน และต้องถูกบันทึกความผิดเล็กน้อยนี้ไว้เป็นหลักฐาน
“โทษนี้ มันจะไม่หนักเกินไปหน่อยเหรอ”
“เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าจะจัดการยังไง” เฉินชิงพูดเพียงเท่านั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
เติ้งเหม่ยฮวาถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก
เพราะตามหลักการแล้ว เฉินชิงกับรองผู้จัดการโรงงานเถียนควรที่จะต้องเป็นพันธมิตรกันไม่ใช่หรือ
แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้หันมาเล่นงานกันเองแบบนี้ แต่ในเมื่อมีคนอุตส่าห์ยื่นดาบมาให้ถึงมือ มีหรือที่เธอจะไม่ฉวยโอกาสนี้ไว้
ตลอดเวลาที่ผ่านมา รองผู้จัดการโรงงานเถียนพยายามที่จะพุ่งเป้าโจมตีมาที่เธอกับผู้จัดการหลิวอยู่ตลอด
นั่นก็เพราะว่าเขาต้องการที่จะโค่นใครสักคนลงจากตำแหน่ง เพื่อที่ตัวเขาเองจะได้ก้าวขึ้นไปแทนที่
สถานการณ์นี้บีบบังคับให้เธอกับผู้จัดการหลิวต้องหันมาจับมือกันเป็นพันธมิตรเฉพาะกิจ เพื่อผนึกกำลังต่อต้านรองผู้จัดการโรงงานเถียนซึ่งเป็นคนในพื้นที่ที่มีอิทธิพล
เธอกำลังกลัดกลุ้มใจอย่างหนักว่าจะหาหนทางใดมาจัดการกับรองผู้จัดการโรงงานเถียนดี และแล้ว ในวันนี้ ดาบเล่มงามก็ลอยมาตกอยู่ตรงหน้าเธอพอดิบพอดี
ในวันทำการสุดท้ายของเดือนมกราคม เติ้งเหม่ยฮวาได้หยิบจดหมายร้องเรียนที่ลงนามโดยเฉินชิงออกมา แล้วยื่นมันไปตรงหน้าของรองผู้จัดการโรงงานเถียน
“รองผู้จัดการโรงงานเถียน คุณมีอะไรจะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหมคะ”
“เฉินชิง นี่เธอมันหมายความว่ายังไงกัน”
รองผู้จัดการโรงงานเถียนไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเฉินชิงจะกล้าดีมาแทงเขาข้างหลังแบบนี้
ด้วยความสัมพันธ์ที่เขามีผ่านทางเสี่ยวหย่า พวกเขาทั้งสองคนควรที่จะต้องเป็นพวกเดียวกันแท้ๆ
แต่การกระทำของเฉินชิงในครั้งนี้ มันคือการประกาศศึกอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกันอีกต่อไป
เฉินชิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ก็ความหมายตามที่เขียนไว้ในจดหมายนั่นแหละค่ะ”
[จบบท]