บทที่ 454: งานของเฮ่อหย่วน
เฮ่อหย่วนระบายยิ้มขณะเอื้อมมือไปบีบแก้มของเฉินชิงเบาๆ ไม่ว่าเธอจะอ้วนขึ้นหรือผอมลง แต่ในที่สุดตอนนี้เธอก็กลับมามีชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากเขาอาบน้ำเสร็จแล้วจึงกลับเข้ามาในห้องนอน โดยที่ปลายผมยังคงเปียกชื้นมีหยดน้ำเกาะพราว เขาเหลือบไปเห็นว่าเฉินชิงยังคงไม่หลับ ดวงตาสีเข้มคู่นั้นจับจ้องมาที่เฉินชิง พลางนัยน์ตาก็ยิ่งดูลุ่มลึกขึ้น “ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”
“เหนื่อยสิ!” เฉินชิงรีบตอบทันควัน พละกำลังของเธอเทียบเขาไม่ติดเลยจริงๆ ยิ่งในสถานการณ์ที่ต้องทุ่มเททำงานหนักต่อเนื่องแบบนี้
เธอยิ่งไม่อยากขยับตัวทำอะไรอีก ขอพักรบเรื่องชีวิตคู่ไปยาวๆ จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจที่มหกรรมการค้ากวางเจาเสียก่อน
“ฉันอยากคุยกับคุณ แค่คุยกันเฉยๆ ไม่ได้มีเรื่องอื่น”
“อืม ก็ได้” เฮ่อหย่วนตอบรับพลางหยิบผ้าขนหนูผืนแห้งมาเช็ดผมที่เปียกชุ่มของตัวเอง ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ
เฉินชิงชักอยากจะทุบเขาเข้าให้สักที “นี่คุณแสดงท่าทีแบบไหนออกมากันแน่”
เฮ่อหย่วนหันมามองเฉินชิงแล้วก็ยิ้มออกมา ดวงตาของเขาดูอ่อนโยน ขณะที่มุมปากก็ยกสูงขึ้น “ผมผิดไปแล้วครับ คุณอยากคุยอะไรว่ามาเลย”
เฉินชิงส่งสายตาค้อนให้เขาหนึ่งวง แต่ถึงอย่างนั้นร่างกายก็ยังขยับเข้าไปใกล้ชิดเขามากขึ้นอีกนิด “ที่จริงก็ไม่ได้มีเรื่องสำคัญอะไรมากมายหรอก ฉันแค่อยากคุยกับคุณเฉยๆ ช่วงนี้คุณทำอะไรอยู่บ้างเหรอ”
ช่วงที่ผ่านมาเธอตกอยู่ในภาวะตึงเครียดและเก็บกดอารมณ์ตัวเองอย่างหนัก จนทำให้เฮ่อหย่วนต้องคอยรองรับอารมณ์ของเธออยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเขาก็น่าสงสารไม่น้อย
ตอนนี้เมื่อเชือกที่เคยตึงเปรี๊ยะของเธอเริ่มผ่อนคลายลงบ้างแล้ว เธอจึงอยากรู้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาต้องจัดการกับอะไรบ้าง
ในแววตาของเฮ่อหย่วนฉายประกายแห่งความตามใจ “ก็มีรวบรวมตำราเรียน แล้วก็ทำสถิติเครื่องกลึงควบคุมเชิงตัวเลขทั่วประเทศที่ถูกทิ้งไว้เฉยๆ น่ะ”
“พอคุณเสร็จงานมหกรรมการค้ากวางเจา ผมก็น่าจะต้องเริ่มออกเดินทางไปทั่วประเทศแล้วล่ะ เพื่อไปช่วยให้พวกเขาประยุกต์ใช้อุปกรณ์ที่มีเข้ากับการทำงานจริง ส่วนช่วงนี้ก็เข้าไปช่วยงานที่แผนกเทคนิคอยู่บ้าง ก็พอได้ค่าจ้างมานิดหน่อย”
เฉินชิงรู้สึกว่าชีวิตเขาเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ไม่เคยมีจังหวะได้หยุดพักเลย “แล้วเมื่อไหร่คุณถึงจะได้พักผ่อนสบายๆ กับเขาบ้างล่ะ”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เดิมทีเฮ่อหย่วนตั้งใจจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการวิจัยรถบรรทุก แต่ความคิดนั้นก็ถูกเบื้องบนปฏิเสธ
ตามการจัดสรรงานใหม่ที่ได้รับ พวกเขาคาดหวังว่าในอนาคตเฮ่อหย่วนจะสามารถทำงานในแนวทางที่พวกเขาขีดเส้นไว้ได้ แม้ว่าปัจจุบันการผลิตเครื่องกลึงควบคุมเชิงตัวเลขจะเริ่มต้นขึ้นแล้วก็ตาม แต่เครื่องที่ผลิตได้ก็เป็นเพียงอุปกรณ์เครื่องตัดธรรมดา ซึ่งเทียบเท่ากับเทคโนโลยีในยุค 1960 ของต่างประเทศ ยิ่งปีที่แล้วประเทศญี่ปุ่นสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของเอเชียได้สำเร็จ
ยิ่งทำให้บรรดาผู้นำต่างพยายามทุกวิถีทางเพื่อจัดหาอุปกรณ์และกดดันให้เขารีบวิจัย ขณะเดียวกันก็ตั้งความหวังไว้สูงว่าเขาจะสามารถนำทีมของเขาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อไล่ตามประเทศญี่ปุ่นให้ทัน
ในปัจจุบัน เครื่องกลึงควบคุมเชิงตัวเลขที่มีใช้ในประเทศล้วนเป็นอุปกรณ์ที่ตกรุ่นและล้าหลังที่รับมาจากต่างประเทศ และถึงแม้จะเป็นอุปกรณ์ที่ล้าหลัง แต่พวกชาวต่างชาติเหล่านั้นก็สนใจเพียงแค่การขาย
แต่ไม่เคยสนใจรับผิดชอบเรื่องการซ่อมแซมหรือการสอนใช้งานเลย ดังนั้นภารกิจเร่งด่วนที่สุดของเขาในตอนนี้ คือการชุบชีวิตเครื่องกลึงควบคุมเชิงตัวเลขเหล่านี้ให้กลับมาใช้งานได้
และในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามหาแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาต่อยอดจากเครื่องจักรเก่าๆ เหล่านี้ด้วย
ช่วงนี้เฮ่อหย่วนเองก็รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ไม่น้อย เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองไม่ได้ถนัดด้านการสร้างนวัตกรรมใหม่จากศูนย์
ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือเครื่องกลึงควบคุมเชิงตัวเลขในปัจจุบัน ที่เขาบังเอิญได้เห็นอุปกรณ์ต้นแบบก่อน จึงเกิดความคิดในหัวและสามารถวิจัยมันออกมาได้
แต่ทว่าเมื่อปีที่แล้ว ประเทศญี่ปุ่นกลับไม่ยอมขายอุปกรณ์รุ่นล่าสุดให้พวกเขา มิหนำซ้ำยังป้องกันข้อมูลอย่างเข้มงวด ทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลใดๆ ได้เลย เขาจึงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนได้เลย
ในขณะที่ทางอเมริกาหรือประเทศ D ซึ่งเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าที่สุดนั้น ยิ่งไม่แม้แต่จะชายตามองพวกเขา และในสถานการณ์ที่กำลังถูกบีบคั้นจนมุมเช่นนี้เอง คำสั่งเร่งด่วนจากเบื้องบนจึงถูกส่งลงมา
สิทธิ์ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างอิสระที่เคยเจรจากันไว้ก่อนหน้านี้ได้อันตรธานหายไป ทุกอย่างต้องถูกดำเนินไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ
เฮ่อหย่วนยกมือนวดขมับของตัวเอง “ผมก็ได้แต่หวังว่าตัวเองจะยุ่งเข้าไว้นั่นแหละ”
“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า” เฉินชิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด
เฮ่อหย่วนจึงตัดสินใจเล่าถึงความยากลำบากที่กำลังเผชิญให้เธอฟัง “ทีมที่ผมดูแลอยู่ตอนนี้ คือกลุ่มนักวิจัยด้านเครื่องกลึงควบคุมเชิงตัวเลขที่ถือว่าเก่งที่สุดในประเทศแล้ว”
“ถ้าพวกเราไม่สามารถพยายามสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาได้ เราก็จะถูกทิ้งให้ล้าหลังอยู่แบบนี้ตลอดไป แต่ปัญหาคือ ตอนนี้ผมยังไม่สามารถกำหนดทิศทางที่ชัดเจนให้พวกเขาเดินหน้าต่อไปได้เลย”
เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมลงวันที่บินชนกำแพงไปทั่ว เขาพยายามจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากมายนับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็ยังคิดอะไรไม่ออกอยู่ดี
เฉินชิงสัมผัสได้ถึงความสับสนของเขา แม้ว่าจะไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกนั้นได้ทั้งหมด แต่เมื่อลองจินตนาการตามดู มันก็คงเหมือนกับการถูกครูสั่งให้ไปแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ไม่เคยมีใครพบบนโลกนี้มาก่อน
เขาต้องเป็นคนตั้งโจทย์นั้นขึ้นมาเอง และต้องเป็นคนแก้โจทย์นั้นด้วยตัวเอง ที่สำคัญที่สุดคือ ทั้งโจทย์และวิธีแก้ที่เขาคิดค้นขึ้นมานั้น จะต้องมีความยอดเยี่ยมพอที่จะทำให้โลกทั้งใบต้องตะลึง
เฉินชิงแค่คิดตามก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที
เธอยอมรับจากใจจริงว่าเฮ่อหย่วนเป็นคนที่ทนต่อแรงกดดันได้ดีเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ
หากวันนี้เธอไม่เป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม เขาก็คงทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนทุกวันที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ช่วงก่อนหน้านี้เธอเองก็ตกอยู่ในภาวะกดดัน แต่เขาก็ยังต้องคอยดูแลประคับประคองความรู้สึกของเธอ
แต่ในทางกลับกัน เมื่อถึงคราวที่เขาประสบปัญหา เธอกลับไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลยแม้แต่น้อย
เฉินชิงรู้สึกสงสารเขาจับใจ เธอจึงขยับร่างกายเข้าไปกอดเขาไว้แน่น “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไงดี”
เฮ่อหย่วนดึงร่างของเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนอบอุ่น พลางใช้จมูกคลอเคลียกับกลุ่มผมของเธอเบาๆ “ไม่ต้องห่วง ผมจะจัดการมันเอง”
สำหรับเขา งานก็ส่วนงาน
ชีวิตก็ส่วนชีวิต
เฮ่อหย่วนแบ่งแยกเรื่องสองเรื่องนี้ออกจากกันอย่างชัดเจนเสมอ
เฉินชิงเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ชายตรงหน้า “ถ้าอย่างนั้น ต่อไปนี้ถ้าคุณไม่เล่า ฉันก็จะไม่ถามนะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณอยากพูด”
“ต่อให้ฉันเผลอหลับไปแล้ว คุณก็มีสิทธิ์ปลุกฉันขึ้นมาระบายแรงกดดันทั้งหมดของคุณได้เลย อย่างน้อยที่สุด ไม่ว่าคุณจะรู้สึกย่ำแย่แค่ไหน คุณก็ยังมีฉันอยู่ข้างๆ คุณเสมอนะ”
นัยน์ตาของเฮ่อหย่วนสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด “อืม”
ค่ำคืนนอกบานหน้าต่างดูราวกับว่าจะทอดยาวไปชั่วนิรันดร์ ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ คู่สามีภรรยายังคงกอดกันแนบแน่นจนหลับใหลไปในที่สุด
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งไฟถนนในตรอกซอยเริ่มดับแสงลง และท้องฟ้าเริ่มปรากฏแสงสีขาวนวลจับขอบฟ้า
เสียงเปิดประตูดังขึ้น...
เฮ่ออวี้เสียงเปิดประตูห้องของเขา ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อต้มน้ำสำหรับล้างหน้าล้างตาในตอนเช้า
ระหว่างที่กำลังรอน้ำเดือด เขาก็แวะไปที่สวนหลังบ้านเพื่อตัดแต่งกิ่งก้านของต้นมะเฟืองที่กำลังเติบโต
คุณปู่หวังเคยบอกไว้ว่า ถ้าหากต้นมะเฟืองออกดอกในช่วงหน้าร้อนนี้ได้สำเร็จ ราวเดือนพฤศจิกายนพวกเขาก็จะได้ลิ้มรสผลของมันแล้ว
เพียงเพราะความเป็นไปได้ที่ว่ามะเฟืองอาจจะออกผลได้ทันในปีนี้ เฮ่ออวี้เสียงจึงฝากความหวังทั้งหมดไว้กับต้นมะเฟืองต้นนี้ เขาทุ่มเทตัดแต่งกิ่งก้านอย่างตั้งอกตั้งใจ และไม่ลืมที่จะรดน้ำให้มันด้วย
“พี่จ๋า เมื่อคืนนี้หนูฝันด้วยล่ะ” เฮ่ออวี้ถิงเดินเข้ามาหาพี่ชายที่สวนหลังบ้าน
เฮ่ออวี้เสียงตอบรับ “เหรอ”
เขาหอบเอากิ่งมะเฟืองส่วนเกินที่ตัดออกมากลับไปที่ครัวเพื่อใช้เป็นเชื้อไฟในการต้มน้ำ
เฮ่ออวี้ถิงยังคงเดินตามหลังพี่ชายไม่ห่าง “หนูฝันว่าหนูได้กินปาท่องโก๋ตั้ง 2 ตัวแน่ะ แล้ววันนี้เราก็จะทำยอดขายได้ถึง 1 แสนเลย”
“ถ้างั้นทำไมไม่ฝันว่าตัวเองกินปาท่องโก๋สัก 3 ตัว แล้วทำยอดขายให้มันได้ 1 ล้านไปเลยล่ะ” เฮ่ออวี้เสียงอดที่จะตำหนิไม่ได้
เขาไม่รู้หรอกว่ารายละเอียดในความฝันของน้องสาวเป็นอย่างไร
แต่เขารู้ดีว่า ความฝันของเฮ่ออวี้ถิงนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนมื้อเช้าของตัวเองเสมอ
เฮ่ออวี้ถิงยกมือขึ้นเกาแก้มแก้เก้อ
เธอก็ไม่กล้าขอขนาดนั้นน่ะสิ
ปกติแล้วพี่ชายจะอนุญาตให้เธอกินปาท่องโก๋ได้แค่ตัวเดียว การที่เธอกล้าขอถึง 2 ตัวนี่ก็ถือว่ามากเกินไปแล้ว ถ้าเผลอขอไป 3 ตัว มีหวังพี่ชายต้องดุเธอจนหูชาแน่ๆ
“เอ่อ... ถ้าอย่างนั้น... ถ้ายอดขายรวมของเราแตะ 1 ล้านเมื่อไหร่ หนูขอกินปาท่องโก๋ 3 ตัวเลยได้ไหมคะ”
“เฮ่ออวี้ถิง!”
“คะ!”
“ไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็ไปให้อาหารไก่ได้แล้ว”
“ทราบแล้วค่ะ”
เฮ่ออวี้ถิงเดินคอตกไปทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างห่อเหี่ยวใจ
หลังจากเฮ่อหย่วนตื่นนอน เขาตรงไปที่โรงพยาบาลเป็นอันดับแรก เพื่อซื้อน้ำชาสมุนไพรสูตรบำรุงลำคอโดยเฉพาะ จากนั้นจึงแวะไปที่สหกรณ์การค้าและการตลาดเพื่อซื้อเนื้อหมูมา 1 จิน
เขากลับมาต้มน้ำชาสมุนไพรหนึ่งกาใหญ่ และลงมือทำเนื้อบดปั้นก้อนจำนวนมาก
“ผมเทน้ำชาสมุนไพรใส่กระติกน้ำไว้ให้แล้วนะ วันนี้พวกคุณสองคนอย่าลืมเอาไปดื่มที่บูธด้วยล่ะ”
“อย่าหักโหมจนเสียงแหบเสียงแห้งกันไปซะก่อน ส่วนเนื้อบดปั้นก้อนนี่ก็ใส่กล่องข้าวไว้ให้แล้ว หาจังหวะหยิบมากินรองท้องบ้างก็ได้ อย่าปล่อยให้ตัวเองหิวเด็ดขาด”
เฉินชิงยกมือพนมไหว้ท่วมหัว “ขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจ ขอบคุณจริงๆ ที่มีคุณอยู่”
เฮ่อหย่วน “กินให้หมด ดื่มให้หมดนะ ตอนเย็นกลับมาผมจะตรวจ”
เฉินชิงอ้าปากค้าง แต่ก่อนที่เฮ่อหย่วนจะได้ทันโกรธ เธอก็รีบพยักหน้าพร้อมรับประกันอย่างแข็งขัน “พวกเราจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงแน่นอน ใช่ไหมจ๊ะ เสี่ยวอวี้!”
เฮ่ออวี้ถิงซึ่งในมือกำลังถือเนื้อบดปั้นก้อนไว้ทั้งสองข้าง ส่งสายตามุ่งมั่นราวกับกำลังจะไปสมัครเข้าพรรค “ใช่ค่ะ!”
เธอรับประกันได้เลยว่าเนื้อบดปั้นก้อนนี่หมดเกลี้ยงแน่นอน!
ส่วนน้ำชาสมุนไพร...
มันขมปี๋เลยนะ
เฮ้อ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับเนื้อบดปั้นก้อนแสนอร่อยฝีมือคุณอา เธอก็คงต้องยอมบีบจมูกแล้วกลั้นใจดื่มมันลงไป
เฮ่ออวี้ถิงกัดเนื้อบดปั้นก้อนคำโต เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยจนตาหยีเป็นสระอิ
เฮ่อหย่วนเกรงว่าเธอจะกินเร็วเกินไปจนติดคอ เขาจึงเดินไปชงนมมอลต์สกัดอุ่นๆ ให้ทุกคนในครอบครัวได้ดื่มกัน
เฮ่ออวี้เสียงมองดูน้องสาวกับน้าสาวที่กำลังมีความสุขกับการกิน เขาจึงเดินตามเข้าไปในครัว แล้วเอ่ยปากถามอาที่กำลังง่วนอยู่กับการชงนมมอลต์สกัด “ผมขอเอาไปให้เพื่อนสักชิ้นหนึ่งได้ไหมครับ”
[จบบท]