บทที่ 462: สายตาอันเฉียบคมของเฉินชิง
มหรกรรมการค้ากวางเจาดำเนินต่อเนื่องมานานถึงครึ่งเดือนแล้ว แต่ยอดสั่งซื้อของเฉินชิงกลับไม่มียอดที่ลดลงอย่างช้าๆ เหมือนเช่นปีที่ผ่านมา
เนื่องด้วยเสื้อผ้าที่วางจำหน่ายในปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวางและยังเจาะจงความต้องการของตลาดอย่างชัดเจน จึงทำให้มีผู้คนสนใจสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก
ส่งผลให้ยอดขายรวมเพียงครึ่งเดือนก็สูงถึง 1.5 ล้านอย่างน่าทึ่ง และในปัจจุบันก็ยังคงมียอดผันผวนอยู่ที่ประมาณ 6-8 หมื่น ซึ่งเฉินชิงคาดการณ์ว่ามีความหวังที่จะทะลุ 2 ล้านได้ไม่ยาก
เธอลงมือจัดเรียงเสื้อผ้าให้เข้าที่ขณะที่ในสมองก็ใช้เวลาว่างคำนวณว่าจะจัดสรรสายการผลิตทั้ง 20 สายอย่างไร อีกทั้งยังต้องวางแผนเรื่องโรงงานเสื้อผ้าแห่งใหม่ที่จะก่อสร้างตามมาในอนาคต
เพราะในปัจจุบันระบบคนงานยังคงเป็นระบบตลอดชีพ นั่นคือตั้งแต่เกิดจนตายจะมีแผนกที่เกี่ยวข้องคอยรับผิดชอบดูแลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย การศึกษา การแพทย์ ความบันเทิง ตลอดจนการเดินทาง
ดังนั้นเป้าหมายสุดท้ายคือโรงงานเสื้อผ้าแห่งนี้จะต้องกลายเป็น 'สังคมย่อย' ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์
แน่นอนว่าในช่วงแรกเริ่ม เฉินชิงย่อมไม่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ทั้งหมด จึงทำได้เพียงให้พนักงานกลับไปนอนที่บ้านของตนเองไปก่อน ส่วนสิ่งที่โรงงานสามารถจัดหาและรับประกันได้ในตอนนี้จึงมีเพียงเรื่องอาหารการกินเท่านั้น
ทว่าระหว่างที่เฉินชิงกำลังครุ่นคิดถึงแผนงานต่างๆ เพลินๆ ก็มีคนเดินเข้ามาหาเธอ
“สหายเฉินชิง สวัสดีครับ ผมเองก็ทำธุรกิจเสื้อผ้า เป็นผู้จัดการโรงงานเหมือนกัน พอดีได้ยินมาว่ายอดขายชุดกีฬาของคุณกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมเลยอยากจะขอคำแนะนำจากคุณหน่อยจะได้ไหมครับ”
ผู้ที่มาเยือนเป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณ 50 กว่าปี ท่วงท่าองอาจ หลังตรง ขมับทั้งสองข้างเริ่มมีสีเทาเงินแซมอย่างสม่ำเสมอ
เส้นผมถูกหวีจัดทรงไว้อย่างเรียบกริบไม่รุ่ยร่าย แม้แววตาจะดูอ่อนโยนแต่ก็แฝงไว้ด้วยความทรงพลัง และมักจะมีรอยยิ้มที่แสดงถึงความถ่อมตนประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ
“แน่นอนค่ะ” เฉินชิงตอบรับพลางรินชาให้เขาหนึ่งแก้ว
ในเมื่อตอนนี้เธอปฏิบัติงานในฐานะตัวแทนของหน่วยงานรัฐ ดังนั้นแม้แต่การปฏิเสธก็ยังต้องทำอย่างนุ่มนวลที่สุด หากเธอกล้าพูดโพล่งออกไปตรงๆ ว่า 'อย่าคิดมาลอกเลียนแบบ' เธอก็คงต้องเตรียมเก็บข้าวของกลับบ้านได้เลย
เหลียนอันไท่จึงเอ่ยต่อ “ผมขอแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการนะครับ ผมแซ่เหลียน ชื่อเหลียนอันไท่ ถ้าสหายเฉินไม่รังเกียจ จะเรียกผมว่าลุงเหลียนก็ได้ครับ”
“สวัสดีค่ะ ลุงเหลียน” เฉินชิงพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย
ความจริงแล้วเหลียนอันไท่คือตัวแทนที่เหล่าผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้าหลายต่อหลายคนร่วมกันผลักดันให้มาเจรจา เพราะครอบครัวของเขานั้นสืบทอดกิจการช่างตัดเสื้อกันมาอย่างยาวนาน ถึงขนาดเคยตัดเย็บฉลองพระองค์ถวายเหล่าพระสนมในวังหลวงมาแล้ว
ทว่าต่อมาในยุคสาธารณรัฐจีน เหล่าผู้ใหญ่ในบ้านเกิดติดฝิ่นอย่างหนักจนถึงขั้นต้องขายร้านทิ้งไป กระนั้นก็นับว่าเป็นโชคดีที่มาในคราบโชคร้าย
เพราะหลังจากที่ซินหัวกั๋วก่อตั้งขึ้น ครอบครัวของเขากลับถูกจัดให้เป็นชนชั้นกรรมาชีพ ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ตัวเขาเองก็ได้อาศัยฝีมืออันยอดเยี่ยมที่มีติดตัวเข้ามาทำงานในโรงงานเสื้อผ้า ก่อนจะค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาจนถึงตำแหน่งผู้จัดการโรงงานได้ในที่สุด
การที่เฉินชิงสามารถสร้างผลงานอันโดดเด่นในมหรกรรมการค้ากวางเจาได้ถึงสองปีติดต่อกัน ทำให้เหลียนอันไท่อยากจะทำความรู้จักกับเธอมานานแล้ว และวันนี้เขาก็ได้ถือโอกาสใช้เหตุผลว่าอยากมาสอบถามข้อมูล เพื่อจะได้มาพูดคุยกับเฉินชิงโดยเฉพาะ
แม้ว่าในช่วงแรกทั้งสองคนจะยังคงเกรงใจซึ่งกันและกัน โดยเหลียนอันไท่ตั้งใจว่าจะค่อยๆ พูดคุยไปทีละขั้นตอน แต่สถานการณ์ที่บูธของเฉินชิงกลับมีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย ทำให้พอมีคนเรียกเธอไปเซ็นสัญญา เธอก็จำเป็นต้องขอตัวไปจัดการธุระชั่วคราว
เหลียนอันไท่จึงจำเป็นต้องเอ่ยถามเข้าประเด็นโดยตรง “สหายเฉินครับ ผมพอจะถามได้ไหมว่าตอนนี้คุณกำลังช่วยโรงงานเสื้อผ้าที่ไหนทำยอดเงินตราต่างประเทศอยู่”
เฉินชิงแย้มยิ้ม “รัฐมนตรีเหลียนกำชับให้ฉันเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไว้ก่อนค่ะ ส่วนเรื่องขั้นตอนการเรียนรู้เกี่ยวกับชุดกีฬานั้น ผู้จัดการเหลียนคงต้องรอให้จบมหรกรรมการค้ากวางเจาไปเสียก่อนนะคะ”
“แล้วหลังจากนั้นค่อยติดต่อผู้จัดการโรงงานที่รับผิดชอบเรื่องชุดกีฬาโดยตรง ฉันเชื่อว่าถึงตอนนั้นคงมีข่าวดีแน่นอนค่ะ”
เมื่อเหลียนอันไท่ได้ยินเธอเปลี่ยนคำเรียกขานกลับไปเป็น 'ผู้จัดการเหลียน' อีกครั้ง เขาก็ตระหนักได้ว่าเธอยังคงต้องการรักษาระยะห่างระหว่างกันเอาไว้
เมื่อเธอไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยข้อมูลมากนัก เขาก็ไม่สะดวกใจที่จะคาดคั้นบังคับ
“ถ้าอย่างนั้นผมจะรอคอยข่าวดีนะครับ แต่ต้องยอมรับว่าสหายเฉินเป็นผู้มีความสามารถในวงการเสื้อผ้าอย่างแท้จริง คุณเคยคิดเรื่องที่จะย้ายออกจากโรงงานเครื่องจักร มาทำงานที่โรงงานเสื้อผ้าของเราอย่างเป็นทางการบ้างไหมครับ”
เฉินชิงจึงถามกลับ “แล้วผู้จัดการเหลียนคิดว่าฉันควรจะไปโรงงานเสื้อผ้าที่ไหนดีล่ะคะ”
เหลียนอันไท่ถึงกับชะงักเมื่อได้ยินคำถามนั้น ด้วยเธออายุน้อยเพียงเท่านี้แต่กลับมีผลงานยอดเยี่ยมมากมาย
แถมยังมีประวัติการทำงานเป็นถึงหัวหน้าคณะกรรมการโรงงานขนาดใหญ่ที่มีพนักงานเรือนหมื่น แบบนี้จะมีผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้าสักกี่คนที่จะสามารถ 'คุม' เธออยู่ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเอ่ยชื่อโรงงานไหนออกไปก็ล้วนไม่เหมาะสมทั้งสิ้น
“อันที่จริง ผมไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ตำแหน่งงานของโรงงานเสื้อผ้าแต่ละแห่งมากนักหรอกครับ แต่ผมเชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถระดับสหายเฉิน ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ย่อมเป็นที่ต้อนรับอย่างมากแน่นอน”
“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะคะ”
เฉินชิงตอบขณะที่ได้ยินเสียงคนเรียกหา เธอจึงต้องเอ่ยขอโทษอีกครั้ง “ผู้จัดการเหลียนคะ ฉันต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ พอดีที่บูธมีลูกค้าเยอะมาก มันเลยค่อนข้างยุ่งวุ่นวายหน่อยค่ะ”
เหลียนอันไท่พยักหน้าเข้าใจ “การที่งานยุ่งก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสหายเฉินมีความสามารถ แต่ในเมื่อคุณยุ่งขนาดนี้ ผมก็ไม่รบกวนเวลาของคุณดีกว่า หวังว่าในอนาคตเราจะมีโอกาสได้นั่งคุยกันดีๆ สักครั้งนะครับ”
“ได้ค่ะ”
เฉินชิงยิ้มรับปากเขา ก่อนจะหันไปต้อนรับลูกค้าคนใหม่ด้วยความกระตือรือร้น
เหลียนอันไท่หยุดยืนจ้องมองการจัดแสดงบูธของเฉินชิงอย่างพินิจ เพราะเธอมักจะมีลูกเล่นใหม่ๆ มานำเสนอทุกสัปดาห์
จนสามารถดึงดูดให้หลายคนที่ไม่คิดจะสั่งซื้อสินค้าต้องแวะเข้ามาดู และเมื่อมีคนแวะเวียนเข้ามามาก ยอดสั่งซื้อก็ย่อมไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอีกต่อไป
เหลียนอันไท่จึงเดินเข้าไปหาเด็กทั้งสามคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “พวกเธอสามคนขาดเรียนไปเป็นเดือนแบบนี้ ตอนกลับไปเรียนเสริมจะไม้ลำบากแย่เหรอ”
เฮ่ออวี้ถิงยิ้มตอบ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูอายุแค่ 6 ขวบก็ขึ้นชั้น ป. 2 แล้ว ต่อให้ผลการเรียนแย่ลงจริงๆ หนูก็แค่ซ้ำชั้นเท่านั้นเองค่ะ”
เหมาเหมาเสริม “ปัญหาไม่ใหญ่หรอกครับ ยังไงผลการเรียนของผมมันก็ประมาณนั้นอยู่แล้ว”
เหลียนอันไท่จึงหันไปมองเฮ่ออวี้เสียงเป็นคนสุดท้าย
เฮ่ออวี้เสียงกล่าวอย่างสุขุม “ผลการเรียนเทียบไม่ได้เลยกับการได้ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติครับ”
คำพูดนั้นทำให้เฮ่ออวี้ถิงกับเหมาเหมาต่างพากันกลอกตา เพราะมีแต่เขาเท่านั้นแหละที่พูดจาแบบนี้ได้
เฉินชิงที่กำลังจะรีบเดินเข้ามาเพราะเห็นเหลียนอันไท่คุยกับเด็กทั้งสามคน พอได้ยินคำพูดของเฮ่ออวี้เสียงเข้า ฝีเท้าของเธอก็ถึงกับชะงักไป
เจ้าเด็กแสบคนนี้นี่มันช่างเสแสร้งได้โล่จริงๆ สงสัยจะได้รับการถ่ายทอดแก่นแท้จากเธอไปเต็มๆ
เหลียนอันไท่หัวเราะออกมาอย่างแห้งแล้งสองครั้ง “เป็นเด็กดีกันจริงๆ”
เฮ่ออวี้เสียงเพียงยิ้มตอบอย่างสุภาพ ก่อนจะมองไปยังลูกค้าที่ยืนอยู่ด้านหลังของชายวัยกลางคน แล้วทำท่าผายมือเชิญตามมาตรฐานสากล เพื่อนำลูกค้าคนดังกล่าวเข้ามาเดินชมสินค้าด้านใน
เหลียนอันไท่เห็นดังนั้นก็รู้มารยาทดีจึงได้แยกย้ายจากไป
เฉินชิงเดินตรวจตราความเรียบร้อยทั่วทั้งงาน ครั้นพอถึงเวลาเลิกงานเธอก็เรียกประชุมย่อยทันที “ในช่วงครึ่งเดือนที่เหลือนี้ จะมีคนมากมายแวะเวียนมาเพื่อล้วงความลับ และถามคำถามจุกจิกกับพวกคุณเยอะแยะไปหมด”
“ขอให้พวกคุณจำไว้แค่ข้อเดียวว่าลูกค้าต้องมาก่อนเสมอ ในมหรกรรมการค้ากวางเจาแห่งนี้ไม่มีผู้นำคนไหนใหญ่ไปกว่าเลขาธิการซ่งอีกแล้ว”
“ขนาดเลขาธิการซ่งมาที่บูธของเรายังไม่จำเป็นต้องมีคนไปต้อนรับเลย นับประสาอะไรกับคนอื่น ยิ่งไม่ต้องไปสนใจใหญ่ ถ้าหากอีกฝ่ายยังคงเซ้าซี้ถามไม่เลิก พวกคุณก็แค่บอกให้เขามาหาฉันโดยตรง เข้าใจที่พูดไหม”
“เข้าใจแล้ว” ทุกคนต่างตอบรับอย่างพร้อมเพรียง
เฉินชิงหยิบตั๋วเนื้อสัตว์จำนวนหนึ่งออกมา “ช่วงนี้พวกคุณทุกคนก็เหนื่อยกันมามากแล้ว เอานี่ไปบำรุงร่างกายกันหน่อย ส่วนเรื่องเงินเดือนนั้น รอให้จบมหรกรรมการค้ากวางเจาไปก่อน”
“ทางองค์กรจะสรุปผลแล้วจ่ายให้พวกคุณทีเดียว ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ แล้วยิ่งถ้านับตามยอดขายของเราในตอนนี้”
“เฉลี่ยแล้วแต่ละคนก็น่าจะได้อยู่ที่ 80-90 หยวนแล้ว ขอแค่พวกเรายืนหยัดสู้ต่อไปอีกครึ่งเดือนที่เหลือ การที่ทุกคนจะได้เงินทะลุร้อยหยวนก็ไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอน”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำพูดดีๆ มากมายเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบได้กับผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริง
เพียงแค่ได้ยิน จางตงเฟยถึงกับตาเป็นประกายขึ้นมา
ทะลุร้อยหยวนเลยนะ
แบบนี้ที่บ้านของเขาจะได้ใช้หนี้สินเสียที
แม้แต่ลุงใหญ่เองก็ถึงกับหายใจแรงขึ้นมา เพราะทั้งชีวิตนี้เขาไม่เคยทำเงินได้มากขนาดนี้มาก่อน
เฉินชิงจึงพูดต่อไปอีกว่า “ในบรรดาพวกคุณทั้งหมดตอนนี้ ต้องบอกว่าแม่เฒ่าฉินกับเฮ่ออวี้เสียงทำผลงานได้ดีที่สุด”
“ทั้งสองคนนี้ต่างก็มีเทคนิคการขายที่ดี คนหนึ่งมีมนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ ส่วนอีกคนก็มีความเป็นมืออาชีพสูงมาก พวกคุณที่เหลือสามารถลองไปเรียนรู้จากเขาทั้งสองคนได้นะ”
เพียงเท่านั้น แม่เฒ่าฉินก็ถึงกับอกผายไหล่ผึ่งขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจ
มุมปากที่พยายามเม้มไว้แทบเก็บอาการไว้ไม่อยู่ สุดท้ายหญิงชราก็เลิกแสร้งทำเป็นถ่อมตน ก่อนจะพูดออกมาตรงๆ
“ฉันบอกพวกเธอไปตั้งนานแล้ว ว่ายัยแก่อย่างฉันมันสุดยอดแค่ไหน พวกเธอก็ไม่ยอมเชื่อกันเอง ยังดีที่หัวหน้าเฉินของเราตาถึง”
“มีสายตาแหลมคมที่มองเห็นความสามารถของฉัน จนทำให้ฉันได้มีโอกาสมาเปล่งประกายบนเวทีของมหรกรรมการค้ากวางเจาแห่งนี้”
เฉินชิง “...”
ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่แม่เฒ่าฉินก็พูดถูกทุกอย่าง
เธอก็มีสายตาที่แหลมคมแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ
[จบบท]