บทที่ 464: เฉินชิงถูกสัมภาษณ์อีกครั้ง
การตั้งท้องก็ไม่สามารถแลกกับการเต้นรำสามคนได้ เฉินชิงกินอาหารเย็นเสร็จจึงกลับเข้าห้องไปทำงานต่อด้วยความรู้สึกเศร้าใจ
เธอที่ทำงานหลักด้านเสื้อผ้า กลับต้องมานั่งพิจารณาแบบสถาปัตยกรรมอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
ตามข่าวล่าสุดที่ได้รับมา สถานที่ก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ล่าสุดนั้นถูกกำหนดให้อยู่ใกล้กับโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สาม
เนื่องด้วยโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน หากสืบย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นจริงๆ มันเคยเป็นโรงงานเสื้อผ้าส่วนตัวของพ่อค้าต่างชาติในยุคราชวงศ์ชิงซึ่งมีพื้นที่เดิมกว้างขวางมาก
แต่ต่อมาผลประกอบการของโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามไม่สู้ดีนัก จึงค่อยๆ ถูกบีบอัดพื้นที่ลง และเพิ่งจะมีการขยายกิจการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อปีที่แล้วนี่เอง
การวางแผนจัดโรงงานใหม่ไว้บริเวณนั้นจะช่วยให้ทีมขนส่งภายในเมืองสามารถเข้ามาบรรทุกสินค้าได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
เฉินชิงใช้นิ้วชี้กดขมับเบาๆ พลางรู้สึกว่าหัวสมองว่างเปล่าขณะจ้องมองแผนที่ นี่มันช่างน่าปวดหัวเสียจริง
เรื่องที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงมาจัดการ
เฉินชิงจึงตัดสินใจที่จะเลิกวางแผนเกี่ยวกับเส้นทางการทำงานภายในโรงงานเสื้อผ้า เพราะขั้นตอนการอนุมัติและการวางแผนจัดสรรทรัพยากรเหล่านี้ไม่ใช่ขอบเขตหน้าที่ของเธออยู่แล้ว
เธอเพียงแค่อยากลองดูว่า การจัดวางในรูปแบบไหนจะมอบความสะดวกสบายได้มากที่สุด
แต่ท้ายที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไร คงต้องปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการการก่อสร้างมณฑล
ทว่าพอคิดถึงคณะกรรมการการก่อสร้างมณฑล เฉินชิงก็อดกังวลไม่ได้ว่าพวกเขาจะทำงานอืดอาดล่าช้า เนื่องจากเธอมีประสบการณ์ตรงอันเลวร้ายกับความล่าช้าในการสร้างบ้านพักตอนที่ยังทำงานอยู่ที่โรงงานเครื่องจักร
ตามจริงแล้ว ถ้าหากเป็นโรงงานเสื้อผ้าที่มีขนาดเล็กกว่านี้ ก็ยังพอสามารถระดมกำลังพนักงานหรือคนงานทั่วไปมาช่วยกันทำได้ แต่สำหรับโครงการขนาดใหญ่ระดับล้านหยวนเช่นนี้ มันเกินกว่าที่เธอจะเข้าไปจัดการอะไรได้
เฉินชิงเก็บแผนที่เข้าที่เรียบร้อย ก่อนจะตัดสินใจเดินทางไปบ้านของเถียนเมิ่งหย่าสักหน่อย
“น้าจะไปไหนครับ” เฮ่ออวี้เสียงเอ่ยถามด้วยท่าทีตื่นตัว
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ อาก็ได้กำชับข้อควรระวังต่างๆ เกี่ยวกับน้าให้เขาฟังอย่างละเอียด ตอนนี้เขาจึงอยากจะจับตาดูน้าอย่างใกล้ชิดไม่ให้คลาดสายตา
“ไปเดินเล่นน่ะ” เฉินชิงตอบสั้นๆ
เธอเดินตรงไปที่ประตูบ้าน แล้วเข็นจักรยานที่จอดไว้ออกไปข้างนอก
เฮ่ออวี้เสียงรีบเดินตามไปถาม “น้าจะไปเดินเล่นแล้วทำไมต้องขี่จักรยานไปด้วยล่ะครับ มันอันตรายไม่ใช่เหรอครับ”
เฉินชิงไม่ตอบ เธอใช้เท้าทั้งสองข้างถีบตัวปั่นจักรยานออกไป
ไปเสียแล้ว
เฮ่ออวี้เสียงได้แต่ยืนมองตามด้วยสีหน้าเหมือนปลาตาย
เขารู้อยู่แก่ใจแล้วว่า น้าไม่เคยสนใจคำพูดของเขาเลย
เสี่ยวอวี้ขี่รถสามล้อเด็กคันจิ๋ววนไปมารอบๆ พี่ชาย “พี่จ๋า พี่ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ คุณน้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว คุณน้าต้องดูแลตัวเองกับน้องสาวในท้องอย่างดีแน่นอนอยู่แล้ว”
“เธอก็เอาแต่พูดว่าน้องสาว ถ้าเกิดน้าคลอดน้องชายออกมาจะทำยังไง”
“น้องชายก็น้องชายสิคะ ถ้าน้องสาวเกิดมาก็จะนอนกับหนู แต่ถ้าน้องชายเกิดมาก็ต้องนอนกับพี่ พี่ก็ภาวนาให้เป็นน้องชายไป ส่วนหนูจะภาวนาขอเป็นน้องสาวค่ะ”
เสี่ยวอวี้พูดจบก็ขี่รถสามล้อเด็กออกไปเล่นข้างนอก
คุณอาของเธอเคยเอาแบบรถสามล้อเด็กนี้ไปให้ที่โรงงานจักรยานดูนานแล้ว แต่กลับไม่มีใครสนใจผลิตมันออกมา ดังนั้นรถสามล้อเด็กของเธอจึงเป็นคันเดียวที่มีในหมู่เด็กๆ แถบนี้
เสี่ยวอวี้รักรถสามล้อเด็กคันนี้ของเธอมาก พอมีเวลาว่างเมื่อไหร่ เธอก็จะขี่ออกไปตระเวนทั่วซอยเหมือนเด็กเกเรเจ้าถิ่น
อ่ายเจี่ยวหู่เห็นเธอขี่รถมาแต่ไกลก็รีบกวักมือเรียก “เสี่ยวอวี้ มานี่เร็ว ฉันมีของอร่อยให้เธอกินด้วย”
“อะไรเหรอ” เสี่ยวอวี้ขี่รถสามล้อเด็กเข้าไปหาอย่างสนใจ
อ่ายเจี่ยวหู่ยื่นมือทั้งสองข้างมาตรงหน้าเธอ แล้วจึงค่อยๆ แบมือออก ซึ่งในฝ่ามือนั้นกลับว่างเปล่า “ฮ่าฮ่าฮ่า ฉันหลอกเธอน่ะ”
เสี่ยวอวี้ยิ้มกว้าง “ไม่เป็นไรหรอก ฉันยกโทษให้นาย เดิมทีพรุ่งนี้คุณอาของฉันตั้งใจจะทำปาท่องโก๋ไส้ถั่วแดงที่อร่อยมากๆ เลยนะ ฉันว่าจะแบ่งให้นายกินสักหน่อย แต่ตอนนี้คงไม่แล้วล่ะ”
“หา…” อ่ายเจี่ยวหู่หน้าเสียทันที
ปาท่องโก๋ไส้ถั่วแดงสูตรนั้นทั้งหอมทั้งหวาน เขาเคยได้กินชิ้นเล็กๆ ที่เสี่ยวอวี้แบ่งให้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่รสชาตินั้นก็ทำให้เขาลืมไม่ลง
ตอนนี้อุตส่าห์มีโอกาสจะได้กินปาท่องโก๋ไส้ถั่วแดงอีกครั้ง แต่กลับถูกเขาทำพังไปด้วยความซนของตัวเอง
อ่ายเจี่ยวหู่รีบเสนอตัว “เดี๋ยวฉันไปหาของกินอย่างอื่นมาให้เธอนะ แล้วพรุ่งนี้เธอแบ่งปาท่องโก๋ไส้ถั่วแดงให้ฉันกินได้ไหม”
เสี่ยวอวี้ยิ้มอย่างใสซื่อไร้เดียงสา “ฉันหลอกนายน่ะ”
อ่ายเจี่ยวหู่ยืนนิ่งอึ้งไปเลย
เสี่ยวอวี้ไม่สนใจ เธอบังคับรถเปลี่ยนทิศทาง แล้วขี่ไปหาเด็กคนอื่นเล่นต่ออย่างสบายอารมณ์
ขณะเดียวกัน เฮ่ออวี้เสียงที่ยังอยู่ในบ้านกำลังใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง จ้องมองข้อควรระวังฉบับคัดลอกด้วยลายมือที่คุณอาเขียนทิ้งไว้ให้
ข้อหนึ่ง: คนท้องห้ามทำงานบ้าน ห้ามยกของหนักเด็ดขาด
น้าของเขาปกติก็ไม่เคยทำงานบ้านอยู่แล้ว ข้อนี้จึงไม่น่าห่วง
ข้อสอง: คนท้องมักจะอารมณ์ฉุนเฉียวได้ง่าย ต้องพยายามทำความเข้าใจเธอให้มากๆ
ช่างบังเอิญเสียจริง ปกติน้าของเขาก็อารมณ์ไม่ค่อยคงที่อยู่แล้วเหมือนกัน
ข้อสาม: คนท้องต้องพักผ่อนให้เพียงพอ และควรใช้วิธีกินทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
น้าของเขาปฏิบัติตามหลักการกินน้อยแต่บ่อยครั้งอย่างสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการพักผ่อนเยอะๆ นั้น นอกจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ดูเหมือนจะทำไม่ได้จริงๆ ช่วงเวลาอื่นเธอก็ทำได้ดีมาโดยตลอด
แม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญของมหรกรรมการค้ากวางเจา เธอก็ยังคงรักษาวินัยการนอนหลับมากกว่าเก้าชั่วโมงทุกวัน
อาดูเหมือนจะเขียนข้อควรระวังไว้มากมายเสียยืดยาว แต่เมื่ออ่านดูดีๆ แล้ว กลับพบว่าสิ่งที่เขาต้องทำจริงๆ นั้นมีเพียงไม่กี่อย่าง
เฮ่ออวี้เสียงเริ่มสับสน
แล้วตกลงเขาต้องทำอะไรบ้าง
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฮ่ออวี้เสียงก็ตัดสินใจอธิษฐานในใจ ขอให้น้าคลอดน้องชายออกมา น้องชายจะได้มานอนกับเขา!
นอกเหนือไปจากการอธิษฐาน เฮ่ออวี้เสียงก็รู้สึกว่าชีวิตประจำวันไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย
ในช่วงเวลาต่อจากนั้น เฮ่ออวี้เสียงยังคงเห็นน้าทุ่มเทยุ่งอยู่กับงานมหรกรรมการค้ากวางเจาอย่างต่อเนื่อง ส่วนอาก็ไม่ได้แสดงท่าทีคอยระมัดระวังน้าเป็นพิเศษตลอดเวลา วันคืนยังคงดำเนินผ่านไปอย่างปกติ
เฮ่ออวี้เสียงเลยตัดสินใจเลิกสนใจในที่สุด เพราะอย่างไรเสียเขาก็คุมน้าไม่ได้อยู่แล้ว เขารอให้น้องชายเกิดมา แล้วค่อยตั้งใจดูแลน้องชายให้ดีก็แล้วกัน
เฉินชิงเพิ่งตั้งครรภ์ได้เพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น เธอยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นพิเศษ เธอยังคงยึดมั่นในทัศนคติเดิมว่าควรทำอะไรก็ทำไปตามปกติ
งานมหรกรรมการค้ากวางเจาค่อยๆ ดำเนินมาจนถึงช่วงท้าย นักข่าวจากสถานีโทรทัศน์ก็เดินทางมาหาเฉินชิงตามนัดหมายอีกครั้ง
“สหายเฉินชิงครับ ตอนนี้คุณสามารถทำยอดเงินตราต่างประเทศได้สูงถึงสองล้านหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหยวนแล้ว ไม่ทราบว่าเราพอจะขอสัมภาษณ์คุณอีกสักครั้งได้ไหมครับ”
“ได้ค่ะ” เฉินชิงตอบรับพร้อมรอยยิ้ม
ทีมงานนักข่าวและช่างภาพเริ่มจัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ ผู้คนจำนวนมากพอได้ยินข่าวว่าเฉินชิงกำลังจะถูกสัมภาษณ์อีกครั้ง ก็พากันมารวมตัวเพื่อดูเหตุการณ์
แน่นอนว่าสีเกามินไม่พลาดที่จะมาร่วมในโอกาสสำคัญนี้เช่นกัน
ในที่สุด แสงไฟจากกล้องก็ส่องสว่างมาที่ตัวเธอ
ณ ชั่วพริบตานั้น ราวกับว่าแสงสว่างทั้งหมดในบริเวณนั้นถูกเธอดึงดูดเข้าไปจนหมดสิ้น ก่อนจะถูกแผ่ออกมาอีกครั้งพร้อมกับรัศมีความอบอุ่นที่เพิ่มทวีคูณ
ใบหน้าของเธอยังคงความงดงามหมดจดเช่นเคย แต่เมื่อมองพิจารณาดูดีๆ ความงามเจิดจ้าที่เคยคมชัดในแววตา กลับปรากฏประกายความนุ่มนวลที่แทบมองไม่เห็นเคลือบแฝงอยู่
ผิวพรรณของเธอละเอียดอ่อน เปล่งประกายความอิ่มเอิบสุขภาพดีจากภายใน สะท้อนถึงความมีชีวิตชีวาที่กำลังผลิบานอย่างเต็มที่
แววตาที่เคลื่อนไหวในยามนี้มีความเย่อหยิ่งทระนงน้อยลง หากแต่มีความสงบนิ่งและลุ่มลึกอบอุ่นมากขึ้น เป็นความอ่อนโยนที่สามารถทำให้ผู้ใดก็ตามที่สบตารู้สึกราวกับจะจมดิ่งลงไปในนั้น
ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างคิดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย เธอช่างสวยงามจริงๆ
นักข่าวมองเฉินชิงอย่างเคลิบเคลิ้มไปราวสองวินาที ก่อนจะดึงสติกลับมาทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ
“ผมดีใจมากครับที่ได้พบสหายเฉินชิงอีกครั้ง และต้องขอแสดงความยินดีกับคุณด้วยที่สามารถสร้างผลงานยอดเยี่ยมได้อีกในปีนี้”
เฉินชิงยิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณ
นักข่าวจึงเริ่มถามคำถามแรก “สหายเฉินชิงครับ ปีนี้คุณสร้างผลงานยอดเยี่ยมด้วยการทำยอดเงินตราต่างประเทศได้สูงถึงสองล้านหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหยวน คุณมีความรู้สึกอย่างไรบ้างครับในตอนนี้”
เฉินชิงตอบอย่างมั่นใจ “ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ สำหรับแรงบันดาลใจในการออกแบบชุดกีฬาของดิฉันนั้นมาจากประชาชนคนธรรมดาทั่วไป”
“เพราะดิฉันเชื่อมั่นเสมอว่าเสื้อผ้าที่ดูดีและสวมใส่สบายย่อมเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ดิฉันจึงได้ออกแบบชุดกีฬาออกมา และก็นับว่าโชคดีมากที่มันทันกระแสความนิยมในตลาดต่างประเทศพอดีค่ะ”
นักข่าวพยักหน้า “เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ยอดเงินตราต่างประเทศของคุณเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว ไม่ทราบว่าในปีหน้าคุณมีเป้าหมายหรือความคาดหวังอะไรบ้างครับ”
เฉินชิงตอบ “ความคาดหวังก็มีแน่นอนอยู่แล้วค่ะ เมื่อปีที่แล้วดิฉันเคยบอกไว้ว่า อยากให้เสื้อผ้าของประเทศจีนมีที่ยืนในตลาดโลกให้ได้ แน่นอนว่านั่นคือเป้าหมายสูงสุด”
“แต่สำหรับในตอนนี้ ดิฉันคิดว่าเรายังคงต้องทำทุกอย่างตามความเป็นจริง และตั้งใจทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุดก่อนค่ะ”
นักข่าวทั้งสองคนสบตากันเล็กน้อย ก่อนจะหยิบยกประเด็นสำคัญขึ้นมาถาม “เมื่อปีที่แล้ว สหายเฉินได้ช่วยโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามทำยอดเงินตราต่างประเทศ”
“และในครั้งนี้ โรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามทำยอดได้เจ็ดแสนสามหมื่นหยวน ส่วนตัวคุณทำยอดได้สองล้านหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหยวน คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับผลลัพธ์นี้ครับ”
เฉินชิงยกยิ้มที่มุมปากอย่างมีนัยสำคัญ สายตาของเธอเหลือบไปมองผู้จัดการสีเพียงชั่วครู่โดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะหันกลับมาสบตากับกล้องโดยตรง
“ไม่ว่าจะเป็นชุดกีฬา หรือเสื้อผ้าทั้งหมดที่โรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามนำมาขาย ล้วนออกมาจากฝีมือการออกแบบของดิฉันทั้งสิ้นค่ะ”
“บูธทั้งสองแห่งของดิฉันทำยอดเงินตราต่างประเทศรวมกันได้เกือบสามล้านหยวน ดิฉันก็ย่อมต้องดีใจมากอยู่แล้วค่ะ”
[จบบท]