บทที่ 47: วันที่เมฆฝนก่อตัวในใจเด็กน้อย
เฉินชิงผลักจานตะเกียบออกห่างตัวเบาๆ ก่อนจะประสานสายตากับชายตรงข้ามด้วยแววตาที่เรียบเฉยจนเย็นชา
“ถ้าหัวหน้าหยางยังคงมีปัญหาในการทำความเข้าใจภาษามนุษย์เหมือนที่ผ่านมา การเลือกที่จะเงียบอาจเป็นทางออกที่ดีกว่านะคะ”
คำว่า ‘คืน’ ที่เธอใช้ มันชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว
แต่ดูเหมือนว่าหยางซิวจิ่นจะจงใจตีความให้เป็นคำว่า ‘ให้’
ช่างเป็นเล่ห์เหลี่ยมทางภาษาที่น่าเหนื่อยหน่ายใจ
หยางซิวจิ่นเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ยิ่งเห็นวาจาคมคายและท่าทีไม่ยอมใครของเฉินชิง เขากลับยิ่งรู้สึกถูกใจอย่างประหลาด ความรู้สึกชอบพอผุดขึ้นในใจไม่หยุดหย่อน
ในขณะที่เถียนกั๋วชิ่ง ซึ่งนั่งสังเกตการณ์อยู่ตลอด กลับตีความสถานการณ์เข้าข้างตัวเอง เมื่อเห็นว่าเฉินชิงแสดงออกอย่างเย็นชาต่อหยางซิวจิ่นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับพูดคุยกับเขาด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ความลิงโลดก็พลันบังเกิดขึ้นในใจ
ด้วยความที่เขาคือชายหนุ่มอนาคตไกลที่สุดของกองพลการผลิต ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีจึงมีอยู่เต็มเปี่ยม เขาแสร้งกล่าวกับเฉินชิงอย่างมีนัย “คุณเฉินครับ หากมีโอกาสได้ทานข้าวกับคุณอีกในครั้งต่อๆ ไป ให้ผมเป็นเจ้ามือเองนะครับ”
“คงไม่จำเป็นหรอกค่ะ” เฉินชิงปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด
“ที่จริงแล้ว เหตุผลที่ฉันมาในวันนี้เป็นเพราะต้องการตอบแทนน้ำใจที่พี่ชุนเถาเคยช่วยเหลือฉันไว้ก่อนหน้านี้ สำหรับมื้อนี้ ให้ฉันเป็นคนเลี้ยงก็แล้วกันค่ะ”
ว่าจบนิ้วเรียวก็สอดธนบัตรพร้อมตั๋วปันส่วนใส่มือของเซวียชุนเถาที่นั่งหน้าเจื่อนอยู่ข้างๆ ก่อนจะหันไปมอบรอยยิ้มตามมารยาทให้กับเถียนกั๋วชิ่ง “ฉันมีธุระด่วนต้องขอตัวก่อน เชิญพวกคุณทานกันตามสบายเลยนะคะ”
รอยยิ้มของเถียนกั๋วชิ่งแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ความรู้สึกอับอายและสับสนถาโถมเข้าใส่จนต้องรีบลุกขึ้นยืน “คุณเฉินครับ คือ... คุณมีอะไรไม่พอใจในตัวผมหรือเปล่า”
เฉินชิงยอมรับว่าก่อนจะมา เธอเองก็แอบมีความหวังเล็กๆ กับการดูตัวครั้งนี้ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป การยืดเยื้อต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร
เธอไม่ใช่คนอ้อมค้อม จึงเลือกที่จะพูดความจริงออกไปตรงๆ “คุณยังเด็กเกินไปค่ะ ฉันชอบผู้ชายที่อายุมากกว่า”
ประกายตาของหยางซิวจิ่นที่นั่งเงียบอยู่นานพลันสว่างวาบขึ้นมาด้วยความหวัง
“มากกว่าแค่นิดหน่อยก็พอค่ะ แต่ห้ามแก่นะคะ!” เฉินชิงรีบเอ่ยประโยคถัดมาดักคอ
คำพูดนั้นทำเอาหยางซิวจิ่นแทบจะหายใจสะดุด!
เซวียชุนเถาหมดสิ้นแล้วซึ่งความอดทน เธอไม่สนใจแล้วว่าใครจะรู้สึกอย่างไร สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือรั้งเฉินชิงไว้ให้ได้ เธอฝืนยิ้มจนใบหน้าบิดเบี้ยว “เสี่ยวชิง นี่เธอสัญญากับฉันแล้วนะว่าจะตั้งใจดูตัว!”
“ฉันอุตส่าห์แต่งหน้าทำผม เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สวยที่สุด นั่งทานข้าวกับพวกคุณอย่างสงบเสงี่ยม อดทนฟังในสิ่งที่ไม่ต้องการจะฟังมาตลอดการสนทนา ถ้าทั้งหมดนี้ยังไม่เรียกว่า ‘ตั้งใจดูตัว’ งั้นเห็นทีฉันคงต้องพูดอะไรที่มันตรงและแรงกว่านี้แล้วล่ะคะ พี่อยากจะฟังจริงๆ เหรอคะ”
มุมปากของเฉินชิงยังคงยกเป็นรอยยิ้ม แต่ดวงตาของเธอกลับปราศจากความรู้สึกใดๆ
เธอสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเซวียชุนเถาอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เซวียชุนเถาแทบจะล้มทั้งยืน ความโกรธ ความผิดหวัง และความกลัวตีรวนกันอยู่ในอกจนแทบหายใจไม่ออก หากการดูตัวครั้งนี้ล่ม เธอก็ต้องหาเงินก้อนใหญ่นั้นมาให้ได้ด้วยตัวเอง!
ไอ้สามีตัวดี! ไม่รู้ไปตกปลาหาเรื่องเดือดร้อนอะไรตอนกลางค่ำกลางคืน!
ความคิดนั้นทำให้เธอหันไปจ้องสามีตาเขม็ง แต่เขากลับเอาแต่ก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตา
หยางซิวจิ่นเห็นว่าตนเองบรรลุเป้าหมายที่วางไว้แล้ว จึงไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อ เขาลุกขึ้นและก้าวตามเฉินชิงออกไปอย่างว่องไว
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเหลือเพียงความเงียบงัน มีแค่เถียนกั๋วชิ่งที่ยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้น
ภาพอนาคตที่เขาวาดฝันไว้ตลอดหลายวันที่ผ่านมาพังทลายลงไม่มีชิ้นดี เขาจินตนาการถึงวันที่ได้กลับไปคุยโวโอ้อวดกับเพื่อนฝูงที่บ้านเกิด จินตนาการถึงสายตาอิจฉาของเพื่อนร่วมงานในโรงงานเครื่องจักร... แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับกลายเป็นเพียงอากาศธาตุ เขายอมรับความจริงอันโหดร้ายนี้ไม่ได้ เดินออกจากร้านอาหารไปอย่างคนไร้วิญญาณ
สองสามีภรรยาต้นเรื่องทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ราวกับไร้เรี่ยวแรง พวกเขาสบตากันอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะพร้อมใจกันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ดูท่าว่าคราวนี้พวกเขาคงต้องควักเงินจ่ายมากกว่าที่คิดไว้หลายเท่านัก
ท่ามกลางความตึงเครียดทั้งหมดนี้ ดูเหมือนจะมีเพียงพนักงานบริการของร้านอาหารรัฐเท่านั้นที่เบิกบานใจที่สุด
การได้เห็นเฉินชิงปฏิเสธหนุ่มหล่ออนาคตไกลอย่างเถียนกั๋วชิ่ง และแสดงท่าทีรังเกียจพ่อม่ายลูกติดอย่างหยางซิวจิ่น ทำให้เธอรู้สึกสาแก่ใจอย่างบอกไม่ถูก
ใช่แล้ว! ผู้หญิงเราก็ควรจะเลือกผู้ชายที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นและสบายใจสิ ถ้าแค่ก่อนแต่งงานยังรู้สึกอึดอัดแม้เพียงเล็กน้อย ก็รับประกันได้เลยว่าชีวิตหลังแต่งงานจะต้องทุกข์ทรมานกว่านี้ร้อยเท่าพันเท่า!
เธอหยิบเมล็ดแตงโมขึ้นมาแทะเล่นอย่างสบายอารมณ์ เมื่อได้ยินเสียงลูกค้าโต๊ะอื่นตะโกนเรียก เธอก็ตวาดกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์
“เรียกอะไรนักหนา คิดว่าฉันหูหนวกหรือไง!”
จากนั้นก็ลุกเดินไปรับออเดอร์ด้วยท่าทีปกติ... ก็เธอเป็นคนรักในงานบริการนี่นา!
เฉินชิงก้าวเท้าฉับๆ ออกมาจากร้าน พลางใช้หางตามองสำรวจ ก็เห็นว่าหยางซิวจิ่นยังคงเดินตามเธอมาไม่ห่าง เธอจึงอาศัยความทรงจำเกี่ยวกับตรอกซอกซอยในย่านนี้ของเจ้าของร่างเดิม เดินลัดเลาะวกวนอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็สามารถสลัดเขาให้หลุดไปได้สำเร็จ
เธอเดินไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งฝีเท้ามาหยุดลงที่หน้าโรงภาพยนตร์เก่าแก่
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว... ในเมื่อวันนี้เธอเสียเงินค่าอาหารไปแล้วตั้งสามหยวนห้าเหมา การจะใช้เงินอีกสามเหมาเพื่อซื้อความสุขให้ตัวเองสักสองชั่วโมง ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ผิดบาปอะไรนักหรอกกระมัง
แน่นอน! มันไม่ผิดเลยสักนิด!
ในฐานะผู้หญิงยุคใหม่ที่เชื่อมั่นในตัวเอง การรู้จักดูแลหัวใจและความรู้สึกของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เธอทำงานหนักทั้งงานประจำและงานเสริมมาตลอดสัปดาห์ มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องให้รางวัลกับตัวเองบ้าง
จะปล่อยให้ผู้ชายไม่ได้เรื่องแค่สองคนมาทำลายวันอาทิตย์อันแสนล้ำค่าของเธอไปได้อย่างไรกัน
“สหายคะ ขอตั๋วหนังหนึ่งใบค่ะ”
“ได้ครับ”
ในยุคนี้ การเลือกภาพยนตร์แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากจะมีหนังใหม่เข้าฉายจริงๆ ไม่เช่นนั้นโรงหนังก็จะฉายวนอยู่แค่เรื่องเดียวตลอดทั้งวัน ไม่ได้สนใจความต้องการของผู้ชมแม้แต่น้อย ใครใคร่ดูก็ดู ไม่ดูก็ตามใจ
เฉินชิงรับตั๋วหนังมา ก่อนจะแวะซื้อถั่วลิสงคั่วร้อนๆ ราคาอีกยี่สิบสตางค์ แล้วจึงเดินเข้าโรงภาพยนตร์ไปอย่างอารมณ์ดี โดยไม่รู้เลยว่า ที่บ้านพัก...หลานรักทั้งสองของเธอกำลังเผชิญกับพายุอารมณ์ลูกใหญ่อยู่
ช่วงบ่ายของวันนั้น เฮ่ออวี้เสียงจูงมือน้องสาวออกมาซื้อของที่ตลาดตามปกติ แต่ทันทีที่พวกเขาเดินมาถึงปากซอย ก็ถูกป้าอวี๋เข้ามาทักทายด้วยน้ำเสียงอันไม่น่าไว้วางใจ
“ตายจริง! สองคนพี่น้องนี่คงยังไม่รู้สินะว่าน้าสาวคนสวยของพวกเธอแอบหนีไปทำอะไรมา”
เฮ่ออวี้ถิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตากลมโตใสแป๋ว ถามออกไปอย่างซื่อๆ “คุณย่าอวี๋รู้เหรอคะว่าน้าของหนูไปไหน”
“รู้สิ! รู้ดีเลยล่ะ!” ป้าอวี๋ยิ้มกว้างจนเห็นเหงือกที่เริ่มร่น
“น้าของพวกเธอน่ะ ไปดูตัวมา! อีกไม่นานพอเขาตกลงปลงใจได้ น้าเขยคนใหม่ก็จะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน แล้วพอเขามีลูกตัวอ้วนๆ เป็นของตัวเองเมื่อไหร่ล่ะก็... หึๆ พวกเธอสองคนก็เตรียมตัวถูกเขี่ยทิ้งได้เลย”
สิ้นคำพูดนั้น เสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากกลุ่มผู้ใหญ่ที่นั่งจับเจ่าอยู่บริเวณนั้นก็ดังขึ้นประสานกันเป็นระลอก
คุณปู่ใหญ่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เขารู้ดีว่าคนพวกนี้มีนิสัยชอบสอดรู้สอดเห็นและปากเสียเพียงใด จึงโบกพัดในมือไล่เด็กทั้งสอง
“จะไปซื้อกับข้าวไม่ใช่รึ รีบไปกันได้แล้ว”
แต่ป้าอวี๋ยังไม่ยอมจบง่ายๆ โดยเฉพาะกับเฮ่ออวี้เสียงที่เคยทำให้เธอต้องขายหน้ามาก่อน
“อวี้เสียง ดูจากสีหน้าเธอแล้วก็รู้ว่าไม่เชื่อ แต่ฉันจะบอกอะไรให้นะ ที่ช่วงนี้น้าของพวกแกทำดีด้วยสารพัดน่ะ มันมีเหตุผลซ่อนอยู่เบื้องหลังทั้งนั้นแหละ!”
“เป้าหมายของหล่อนก็คือทำให้พวกเธอตายใจ แล้วก็หาทางเฉดหัวพวกเธอออกไปเงียบๆ ยังไงล่ะ! พี่น้องสองคนอย่างพวกเธอน่ะ รีบใช้เวลาที่ยังเหลืออยู่ด้วยกันให้ดีๆ เถอะนะ เพราะถ้าถูกจับแยกกันเมื่อไหร่ ชาตินี้ทั้งชาติก็อาจจะไม่มีวันได้เจอกันอีกเลย”
คำพูดของป้าอวี๋เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขปริศนาคาใจของเฮ่ออวี้เสียงตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจนกระจ่าง... ที่แท้ความใจดีที่เขาได้รับมันก็เป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้นเอง!
ทว่าความจริงที่ได้รู้กลับไม่ได้ทำให้เขาสบายใจ ตรงกันข้าม มันบีบคั้นหัวใจจนเจ็บปวด ใบหน้าของเด็กชายซีดขาวราวกับกระดาษ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป
นี่หมายความว่า...เขากับน้องจะต้องพรากจากกันจริงๆหรือ
เฮ่ออวี้ถิงซึ่งยังเด็กนัก ไม่สามารถรับแรงกระแทกทางอารมณ์ที่รุนแรงเช่นนี้ได้ ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำอย่างรวดเร็ว ก่อนที่หยดน้ำตาเม็ดโตจะร่วงหล่นลงมาอาบแก้มไม่ขาดสาย
ภาพนั้นทำให้คุณปู่ใหญ่รู้สึกสงสารจนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาไม่สนใจแล้วซึ่งความเป็นเพื่อนบ้านที่คบหากันมานานหลายสิบปี ลุกขึ้นถ่มน้ำลายลงพื้นตรงหน้าป้าอวี๋อย่างไม่ไว้หน้า “ยายแก่นี่! ถ้าพูดจาดีๆไม่เป็น ก็หุบปากไปซะ!”
ป้าอวี๋หน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธและอับอาย คุณปู่ใหญ่คือผู้ที่ทุกคนในบ้านพักรวมแห่งนี้ให้ความเคารพนับถือ การที่เขามาตะคอกใส่เธอต่อหน้าธารกำนัลเพื่อปกป้องเด็กสองคนนี้ มันทำให้เธอเสียหน้าอย่างรุนแรง!
แต่คุณปู่ใหญ่ไม่คิดจะใส่ใจท่าทีของเธอแม้แต่น้อย เขาก้มลงช้อนร่างเล็กของเฮ่ออวี้ถิงขึ้นมาอุ้มไว้แนบอก พลางลูบหลังปลอบโยนอย่างอ่อนโยน
“ไม่ต้องกลัวนะหลานปู่ ไม่ต้องกลัว พวกหนูยังมีหัวหน้าหลินคอยดูแลอยู่นะ ตราบใดที่ท่านยังอยู่ จะไม่มีใครมาทำอะไรพวกหนูได้ทั้งนั้น จะไม่มีใครมาพรากพวกหนูไปจากกัน... ไม่ร้องนะคนดี ดูสิ ปู่มีลูกอมมาให้ด้วยนะ เป็นลูกอมรสผลไม้สีสวยเชียว”
[จบบท]